Batman

– มีความชัดเจนว่า เมืองก็อตแธมของ ทิม เบอร์ตัน ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Metropolis(1927) อย่างชัดเจน ซึ่ง Metropolis นี่ก็เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเมือง Blade Runner(1982) เช่นกัน

– พอได้ดูหนังแบทแมนเวอร์ชั่นโนแลน ที่เน้นความสมจริง และมีโทนค่อนข้างซีเรียสจริงจัง คล้ายๆ ติดตามข่าวการเมืองอยู่ตลอด พอมาเจอสไตล์ที่อยู่ในคนละขั้วแบบเวอร์ชั่น ทิม เบอร์ตัน ที่มีความแฟนตาซี เหนือจริงแบบศิลปะแบบ Expressionist ซึ่งก็เป็นจุดเด่นในงานของเบอร์ตันอยู่แล้ว ก็ดูผิดเพี้ยนแล้วแปลกตาไปมากอยู่พอสมควร เพราะเราอาจจะติดกับสไตล์หนังซูปเปอร์ ฮีโร่ เหมือนจริง ที่โนแลน ได้บุกเบิกไว้ซะหมดแล้ว แต่ความดาร์ค หม่นมืด ทั้งสองเวอร์ชั่นยังคงมีความดาร์ค แต่ดาร์คในคงละรูปแบบ

– ได้ข้อสังเกตหนึ่งว่า แบทแมนของโนแลนที่เน้นการสร้างคอนฟลิคในจิตใจลึกๆให้กับตัวละครได้ต่อสู้ รวมทั้งพยายามจะบรรยายตัวร้ายให้เป็นภาพแทนของสังคมในรูปแบบต่างๆ หรือเอาปรัชญาทางด้านรัฐศาสตร์มาเทียบเคียงให้เห็นสังคมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทำด้วยท่าทีแบบจริงจัง – โจ๊กเกอร์(ฮีธ เลดเจอร์) ของโนแลน ถึงแม้จะหัวเราะทั้งเรื่องแต่ก็หัวเราะในความดำมืดของจิตใจ แตกต่างกับโจ๊กเกอร์(แจ๊ค นิโคลสัน) ของ ทิม เบอร์ตัน จะไปทางแนวตลกร้าย หยิกแกมหยอกสังคมซะมากกว่า

– ความน่าสนใจของโจ๊กเกอร์(แจ๊ค นิโคลสัน) ในเวอร์ชั่นของเบอร์ตัน คือ การแสดงภาพสังคมบริโภคนิยมแบบสุดโต่งของคนในเมืองก็อตแธม ซึ่งนี้ทำให้เห็นภาพการวิพากษ์สังคมที่ทุนนิยมเป็นใหญ่ได้อย่างดี ซึ่งแน่นอนบริบทสังคมยุคนั้นหรือยุคนี้ก็เป็นยุคที่เศรษฐกิจแบบทุนนิยมเติบ โตขึ้นอย่างขีดสุด คนต้องการสร้างความมั่นคงทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย อาชีพ และเงินทอง และเมื่อเหลือเฟือเหลือใช้ก็จะเป็นการบริโภควัตถุจนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ ได้ หรือเกินความจำเป็น เราจะสังเกตเห็นว่า โจ๊กเกอร์ ได้วางยาพิษพิเศษใส่สินค้าที่เราสามารถหาซื้อได้ตามซูปเปอร์มาร์เก็ต แล้วยาพิษจะออกฤทธิ์ได้เฉพาะการที่คนๆ นั้นใช้สินค้าพวกนั้นพร้อมกัน 2 ชิ้น ขึ้นไป เช่น ลิปสติค ถุงน่อง ฯลฯ นัยของการทำให้คนที่ใช้สินค้าหลายชิ้นพร้อมกันถูกยาพิษ ผิดกลับคนที่ใช้ชิ้นเดียวไม่ถูกยาพิษ ก็ทำให้เห็นร่องรอยการวิพากษ์ได้เกือบชัดเจน หรือการที่โจ๊กเกอร์ ออกมาโปรยเงินตามท้องถนน เพื่อสร้างความโลภให้กับชาวเมือง อีกทั้งชาวเมืองก็ต่างตาลีตาเหลือกออกมารับเงิน ซึ่งเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราอยู่รอดในเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในยุคสมัย นี้

– นอกจากนี้ หนังยังพูดในเขตแดนของศิลปะ ซึ่งน่าจะเป็นความถนัดของ ทิม เบอร์ตัน แถมขายังได้อ้างอิงภาพวาดทางศิลปะเข้ามาอยู่ในหนังเรื่องนี้ รวมถึงมีการถกเถียงพูดคุยรสนิยศิลปะ จนทำให้มองเห็นว่า ความขัดแย้งในเรื่อง ก็ถูกย่อภาพให้เห็นไม่ต่างจากการรสนิยมศิลปะเช่นกัน ขยายความให้ชัด คือ ถ้าเราสังเกตเสื้อผ้าการแต่งตัวของโจ๊กเกอร์ ก็จะมีการใช้สีสัน คล้ายคลึงศิลปะป๊อบอาร์ต หรือศิลปะที่เข้ามาตีตลาดคนยุคใหม่ได้อย่างดี โดยเฉพาะซีนที่โจ๊กเกอร์เข้าไปป่วนในที่จัดแสดงศิลปะ โดยการเข้าไปพ่นชิ้นงานจิตรกรม โดยใช้สีๆ เข้าไปพ่นตัวงาน จนทำให้ภาพเกิดร่องรอยจากสีต่างๆ ซึ่งทำให้นึกถึงงานศิลปะป๊อตอาร์ตของ แอนดี้ วอลฮอล์ ได้เหมือนกัน (คนที่เอาภาพมาริลีน มอนโรล, โค๊ก มาใส่สีอย่างเข้มข้นนั่นแหละ) ซึ่งศิลปะแบบป๊อตอาร์ต นั้นมันก็วิพากษ์งานศิลปะแบบดั้งเดิมอยู่แล้ว แล้วศิลปะป๊อตอาร์ตก็ยังเอาสินค้าทางวัตถุนิยมมาเติมแต่งสีให้กลายเป็นผลงาน จิตรกรรมแบบใหม่ด้วยซ้ำ ซึ่งมันสอดรับกับลัทธิบริโภคนิยมที่หนังแสดงให้เห็นในเมืองก๊อตแธม -โจ๊กเกอร์ในเวอร์ชั่นนี้ จึงมาในคราบของตัวแทนลัทธิบริโภคนิยมแบบสุดโต่งก็ว่าได้

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ