วิจารณ์ภาพยนตร์

Beauty and the Beast (2017)

เฟมินิสต์จริงหรือแค่ปลอมเปลือก ?

การอัพเดตเรื่องราวของ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ในเวอร์ชั่นคนแสดงนั้น เหมือนการต่อเติมจิตนาการให้กับเด็กที่เติบโตมากับเวอร์ชั่นอนิเมชั่นของดิสนีย์ปี 1991 ให้สมจริง เป็นเหมือนการทำความฝันให้เป็นจริงอีกรูปแบบหนึ่งทางภาพยนตร์ โดย โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ในเวอร์ชั่นต้นฉบับนิยาย โดย Jeanne-Marie Leprince de Beaumont ปี 1756 นับได้ว่าก้าวหน้าอย่างมากในสังคมยุคนั้นที่นำเสนอภาพตัวละครเอกเป็นผู้หญิง ในช่วงเวลาที่สังคมถูกครอบงำด้วยระบบปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) และผู้หญิงก็เป็นได้แค่เพียงเมีย และแม่ของลูก เท่านั้น เบลล์ในเวอร์ชั่นต้นฉบับกล้าปฎิเสธผู้ชายแบบแกสตอง ไม่สนความคาดหวังจากสังคม แถมเธอยังรักการอ่าน ซึ่งก้าวหน้าอย่างมากเมื่อเทียบกับสถานะผู้หญิงในสมัยนั้น ทำให้ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร เวอร์ชั่นต้นฉบับเป็นเหมือนนิยายเพื่อผู้หญิงอย่างแท้จริง

เมื่อคราวที่ดิสนีย์เอา โฉมงามกับเจ้าชายอสูร มาดัดแปลงเป็นอนิเมชั่นนั้น เบลล์ ก็ยังนับได้ว่าก้าวหน้าอยู่บ้าง ยิ่งเมื่อเทียบกับปีที่ออกฉาย 1991 เป็นช่วงที่กลุ่มเฟมินิสต์กำลังก่อตัวขึ้นท้าทายอำนาจเพศชาย การนำเสนอภาพของเบลล์ ที่มีเสรีภาพในการเลือกต่างๆ ในสังคม จนทำให้เธอถูกมองอย่างแปลกแยกกับชาวบ้าน แต่เธอไม่แคร์แต่อย่างใด แถมยังมีความฝันจะไปให้ไกลมากกว่าในหมู่บ้านที่เธออาศัย นี่นับได้ว่า เป็นการสร้างอิสระทางเลือกให้กับตัวเองในฐานะผู้หญิงที่ไม่ต้องการติดอยู่กับอำนาจของเพศชายในสังคมชนบทที่เธออาศัยอยู่

โฉมงามกับเจ้าชายอสูรในเวอร์ชั่นคนแสดงนั้นแม้จะเป็นเหมือนการต่อเติมจินตนาการของคนรักอนิเมชั่น แต่การพูดถึงเบลล์ ก็ไม่ได้ก้าวหน้ามากกว่าเดิมแต่อย่างใด โดยจะมีเพิ่มเติมบางจุด เช่น การที่ทำให้เบลล์ เป็นนักประดิษฐ์เครื่องซักผ้า ซึ่งก็เป็นเหมือนการท้าทายความรู้ของเพศชายในสมัยนั้นที่มองว่าการประดิษฐ์ งานช่าง แนวนี้ สงวนไว้เฉพาะเพศชาย รวมถึงนิสัยรักการอ่านที่เป็นมาตั้งแต่เวอร์ชั่นอนิเมชั่นยังคงเดิม การได้ เอมม่า วัตสัน เข้ามาแสดงเป็น เบลล์ นั้นยิ่งตอกย้ำสถานะของเบลล์ ว่าเป็นเฟมินิสต์เพียงใด เมื่อเทียบเคียงกับเอมม่าเป็นทูตสันถวไมตรีของ ยูเอ็น และเรียกร้องความเสมอภาคเท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและหญิง

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้สถาะของเบลล์ในหมู่บ้านของตัวเองจะนับได้ว่า มีความแตกต่างจากเพศหญิงในสังคมยุคนั้น (ศตวรรษที่ 18) และเป็นต้นแบบของผู้หญิงสมัยใหม่ที่พยายามจะเลือกรูปแบบชีวิตในแบบตัวเอง โดยไม่สนใจความคาดหวังของสังคมแต่อย่างใด ซึ่งในส่วนนี้อาจนับว่าเธอเป็น เฟมินิสต์ ได้ เพราะถือว่าเป็นหลักการพื้นฐานของสิทธิความเสมอภาคระหว่างเพศ

อ่านวิจารณ์ภาพยนตร์ แง่มุมเฟมินิสต์เพิ่มเติมจากเรื่อง  The Handmaiden

แต่สำหรับชีวิตของเบลล์ ที่ต้องตกอยู่ในฐานะนักโทษของอสูร ถูกกักบริเวณในปราสาท ก่อนที่เธอจะถูกคนใช้บิ๊วว่าที่จริงอสูรนั้นภายในใจลึกๆเป็นคนดี จนในที่สุดเธอก็เป็นผู้ปรับเปลี่ยนอสูรและตกหลุมรักเขาในที่สุด ปลดปล่อยคำสาป กลับร่างเป็นเจ้าชายและครองรักนั้น เมื่อดูผิวเผินก็นับได้ว่า เบลล์ ยังมีความเป็นเฟมินิสต์อย่างแรงกล้า นอกจากจะไม่กลัวอสูรในปราสาทแล้ว เธอยังเป็นนักต่อต้าน และสุดท้ายยังเป็นคนลบล้างคำสาปด้วยความรักที่เธอมีให้อสูร และเธอก็มีความสุขที่จะครองรักกับเจ้าชายตลอดไป

หากย้อนกลับไปเริ่มใหม่ในจุดที่เธออยู่ในหมู่บ้าน เธอต้องการชีวิตที่มากกว่าในหมู่บ้านของเธอนั้น นั่นเท่ากับว่าชีวิตในปราสาทก็อาจเป็นการเติมเต็มความปรารถนาของเธอ หรืออาจกล่าวได้ว่า การได้ครองรักกับเจ้าชาย นับเป็นสถานะความสำเร็จของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกตีค่าว่าเป็นเฟมินิสต์ ถึงแม้ว่าเธอจะต้องถูกให้ค่าเป็นนักโทษ เป็นผู้คุมขังก็ตาม จนนำไปสู่คำถามสำหรับหญิงสาวที่เป็นเฟมิสต์ด้วยกันว่าเราจะสามารถรักคนที่คุมขังเราได้หรือไม่ ? หรือเธอเป็นเพียงโรคจิตชนิดหนึ่งของ สต็อกโฮล์มซินโดรม (โรคที่เหยื่อหลงรักกับคนร้าย) เท่านั้น

อ่านวิจารณ์ภาพยนตร์ แง่มุมเฟมินิสต์เพิ่มเติมจากเรื่อง Carol 

มากกว่านั้นการที่โครงเรื่องวางให้เบลล์แปลกแยกกับหมู่บ้าน และมีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ทางความรู้ที่แตกต่างกับหมู่บ้านของเธอที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยคนในระดับรากหญ้าหรือชนชั้นแรงงาน แต่เมื่อเธอได้เข้าไปอยู่ปราสาทโดยฉพาะในฉากที่อสูรได้เปิดห้องหนังสือให้เธอเห็น จนเบลล์ถึงกับตื่นตะลึง จนเป็นเหมือนฉากมัดใจของอสูรต่อเบลล์ แถมอสูรในเวอร์ชั่นคนแสดง ยังพูดด้วยว่า เพราะเขาได้รับการศึกษาที่ดีมาบ้าง ยิ่งทำให้เห็นชัดถึงการแบ่งขั้วชัดเจนระหว่าง ปราสาท (คนที่มีความรู้) กับ หมู่บ้าน (คนที่ไม่มีความรู้) ผสมกับการที่เบลล์บอกว่าต้องการชีวิตที่มากกว่านี้ ซึ่งก็ทำให้ปราสาทเป็นเหมือนสถานที่ที่พอดีกับความต้องการของเธอ ไม่ว่าอสูรจะเริ่มต้นด้วยการมองเธอเป็นนักโทษก็ตาม

หากมองด้วยสายตานี้ นั่นเท่ากับว่า ความปรารถนาของเบลล์ก็เป็นเพียงการยกระดับทางชนชั้น ยิ่งถ้าเราใช้บริบทแวดล้อมในสังคมยุคนั้นของต้นฉบับนิยายมาช่วยในการตีความด้วยแล้ว ก็อาจจะพบว่า สถานะของปราสาทที่มีเจ้าชาย ก็เป็นภาพสถานะไม่เท่าเทียมกันของสองชนชั้น ก่อนที่ไม่นานในทางประวัติศาสตร์จะเกิดการปฎิวัติฝรั่งเศสขึ้นในปี 1789 แต่สำหรับเบลล์นั้นนอกจากจะมองอย่างแตกแยกกับหมู่บ้านตัวเองโดยไม่มีจิตสำนึกทางชนชั้นแล้ว การได้ยกระดับชนชั้นไปอยู่ในปราสาทจนได้กลายเป็นเจ้าหญิงในบั้นปลายนั้นเป็นความปรารถนาสูงสุดของเธอ ความเป็นเฟมิสต์ของเธอจึงเป็นเหมือนเสรีภาพในการไม่ผูกติดกับอำนาจชายเป็นใหญ่ของหมู่บ้าน แต่เธอจะเห็นดีเห็นงามกับการมีอภิสิทธิ์ทางชนชั้นซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์การกลับมาครอบงำหมู่บ้านอีกทอดหนึ่งโดยที่เธอไม่รู้ตัว

เบลล์จึงเป็นภาพฝันหวานของฟมินิสต์ในยุคแรกเริ่มนับได้ว่าก้าวหน้าในบริบทสังคมยุคนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานะของผู้หญิงเริ่มมีความเสมอภาคมากขึ้นเรื่อยๆ Beauty and the Beast เวอร์ชั่นคนแสดง จึงเป็นเพียงภาพแฟนตาซีของผู้หญิงสามัญคนหนึ่งที่พยายามจะเป็นเจ้าหญิงโดยไม่สนใจว่าการเป็นเจ้าหญิงของตัวเองนั้นจะเป็นเหมือนตกอยู่ในอำนาจชายเป็นใหญ่ในเชิงโครงสร้างอีกแบบหนึ่ง มิหนำซ้ำภาพปรารถนาของเธอนั้นย่อมทำให้เกิดการฆ่าล้างคนในหมู่บ้านโดยที่คนดูไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด ถ้าจะมอง Beauty and the Beast ปี 2017 เป็นหนังเฟมินิสต์ก็เป็นหนังเฟมินิสต์ที่ไม่โกรธแค้นที่ตัวเองถูกคุมขังเป็นนักโทษ แถมยังเห็นดีเห็นงามกับการยกระดับทางชนชั้นที่ส่งให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าหญิงอีกด้วย 

Beauty and the Beast

อ่านจบแล้วช่วยประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ