จักรยานแห่งชีวิต
หากกล่าวกันตามประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แล้ว The Bicycle Thief ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแนวสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในประเทศอิตาลีหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การถือกำเนิดครั้งนั้นเกิดจากการรวมตัวของนักวิจารณ์ภาพยนตร์ในประเทศอิตาลีกลุ่มหนึ่งในการโจมตีแนวทางการสร้างภาพยนตร์ในแบบ telefono bianco (white telephones)

ซึ่งเป็นการสร้างภาพยนตร์เลียนแบบภาพยนตร์จากฮอลลีวูดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา ซึ่งมีการออกแบบฉากให้อลังการ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงมาก แต่คุณภาพกลับตกต่ำลง

ส่วนในด้านเนื้อหานั้นภาพยนตร์มักกล่าวถึงความมั่งมีของชนชั้นกลางในสังคม ซึ่งขัดแย้งกับสภาพสังคมของอิตาลีในเวลานั้นที่โดนผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2และเป็นต้นให้เศรษฐกิจในประเทศอิตาลีย่ำแย่ลง มีประชากรว่างงานอย่างล้นหลาม ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานจากความยากจนแสนสาหัส นักวิจารณ์กลุ่มดังกล่าวจึงต้องการเห็นภาพยนตร์ในประเทศอิตาลีกลับมาสู่แนวสัจจะนิยมอีกครั้งหนึ่ง

แนวทางของสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) มีรูปแบบการผลิตที่ชัดเจนนั่นคือ การสร้างตัวละครให้เป็นคนจนและอยู่ในชนชั้นกรรมกร ถ่ายทำตามสถานที่จริง ใช้แสงธรรมชาติหรือจัดแสงให้น้อยที่สุดหรือให้ดูเสมือนว่าไม่ได้จัดแสงเลย

เทคนิคการตัดต่อและเทคนิคด้านกล้องแทบไม่มีความสำคัญ และไม่ใช้นักแสดงมืออาชีพ ตัวละครมักต่อสู้กับความยากจนและคุณธรรมทางจิตใจ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมอิตาลีได้เป็นอย่างดีต่อการดำรงชีวิตของประชาชนด้วยความยากจนข้นแค้นและสิ้นหวังซึ่งเกิดจากผลกระทบจากสงครามโลกนั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่องแรกๆของกลุ่มสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) ก็คือเรื่อง Rome,Open City 945 (ผกก.Roberto Rossellini) ซึ่งถ่ายทำรูปแบบกึ่งสารคดี โดยตีแผ่ความยากลำบากของประชาชนในการดำเนินชีวิตในช่วงภาวะสงครามที่ประเทศอิตาลีถูกเยอรมันเข้ายึดครอง ถือเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องอย่างแท้จริงในกลุ่มสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) และถึงขั้นไปคว้ารางวัลถึงเทศกาลเมืองคานส์เมื่อปี ค.ศ. 1946

เป็นผลให้ภาพยนตร์กลุ่มสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) ถูกผู้กำกับอิตาลีหลายต่อหลายคนดำเนินแนวทางต่อเพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนในการบอกถึงสภาวะทางสังคมของประเทศอิตาลีในเวลานั้น รวมทั้งการต่อต้านการสร้างภาพยนตร์ในแบบ white telephones อีกด้วย

จนกระทั่งภาพยนตร์ของผู้กำกับ Vittorio De Sica เรื่อง The Bicycle Thief ได้ถือกำเนินขึ้นในปีค.ศ. 1948 ก่อนจะถูกกล่าวขานอย่างยิ่งใหญ่ว่าเป็นภาพยนตร์ที่คนทั่วโลกจะต้องจดจำ และเป็นภาพยนตร์ที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จะนึกขึ้นได้ทันทีหากกล่าวถึงภาพยนตร์กลุ่มสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism)

ฉะนั้นจึงถือได้ว่า The Bicycle Thief เป็นตัวแทนที่ดีของกลุ่มสัจจะนิยมใหม่ก็ว่าได้ เรื่องราวของหนุ่มผู้ว่างงาน Antonio Ricci ( Lamberto Maggiorani เขาไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพแต่เป็นกรรมกรจริงๆ) โชคดีที่เขาได้งานแปะโปสเตอร์โฆษณา แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีจักรยาน เขาจึงต้องนำผ้าปูที่นอนของเขากับภรรยาไปแลกกับเงินเพื่อนำไปไถ่จักรยานที่เขาได้จำนำเอาไว้

ฉากโรงรับจำนำผู้ชมจะเห็นว่ามีผ้าปูที่นอนที่เก็บอยู่มากมายในโกดังข้างหลังโรงรับจำนำ ซึ่งสื่อสารด้านภาพได้เป็นอย่างดีว่า มีผู้คนมากมายขัดสนเงินทองจึงต้องนำผ้าปูที่นอนมาแลกกับเงินเพื่อประทังชีวิต

เช้าวันต่อมาของ Ricci ช่างสดใส เพราะจะเป็นวันแรกที่เขาจะได้ทำงานหลังจากว่างงานมานานเท่าไหร่ไม่รู้ Ricci ปั่นจักรยานไปทั่วกรุงโรมเพื่อติดโปสเตอร์ตามอาคารต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย

โปสเตอร์ที่เขาได้ติดนั้นคือภาพดาราฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นการเสียดสี ต่อสภาวการณ์ในขณะนั้นของประเทศอิตาลีและอเมริกันที่แตกต่างกันลิบลับ

ขณะที่เขาติดอยู่นั้น ก็มีแก๊งค์ขโมยมาลักจักรยานเขาไป แม้ Ricci จะพยายามตามจับโจรแล้วแต่ก็ไล่ไม่ทัน หลังจากนั้นเขาจึงรีบเข้าไปแจ้งความต่อตำรวจแต่ตำรวจกลับเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับจักรยานหนึ่งคัน แต่หารู้ไม่ว่าจักรยานของ Ricci แทบจะเป็นโลกของเขาทั้งใบ

หลังจากวันนั้นเขากับลูกชายที่ชื่อ Bruno จึงต้องช่วยกันตามหาจักรยานด้วยกัน ซึ่งการตาหาจักรยานนั้นทำให้ผู้ชมได้พบเห็นสภาพสังคมของกรุงโรมในยามสิ้นสงครามได้เป็นอย่างดีว่ามันมีความอัปรีย์แค่ไหน ผู้คนเบียดเสียดแย่งกันขึ้นรถโดยสารอย่างเอาเป็นเอาตาย การตั้งกล้องถ่ายทำการแย่งขึ้นรถโดยสารด้วยสภาพความเป็นจริงโดบใช้คนจริงๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อภาพยนตร์

เป็นจุดเด่นของแนวทางสัจจนิยม ซึ่งทำให้เป็นการแสดงที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นการแสดงออกด้วยความจริงใจของสภาพนั้นๆ อารมณ์นั้นจริงๆ และนี่คือพลังของการถ่ายทอดอุดมการณ์ของการตีแผ่สภาพสังคมอิตาลีในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

การตามหาจักรยานของพ่อลูกนั้นมันเริ่มต้นจากการไปหาที่ตลาด เพราะหวังว่าเจ้าโจรจะนำมาขายทอดต่อที่ตลาดแห่งนี้ แต่เขากลับพบว่ามีจักรยานมากมายเหมือนกับเขานับไม่ถ้วนในตลาดแห่งนี้ หลังจากเขาหมดหวังในการค้นหา ฝนก็ได้ตกกระหน่ำลงมาผู้คนในตลาดแห่งนี้วิ่งเก็บของกันอย่างจ้าละหวั่น อารมณ์เดียวกันกับภาพคุ้นตาเวลาที่ตลาดนัดแถวบ้านเกิดฝนตกแล้วแม่ค้าต้องรีบวิ่งเก็บข้าวของ เป็นอารมณ์บริสุทธิ์ของแม่ค้าเหล่านั้นจริงๆ ไม่ได้ถูกเจือปนด้วยการแสดงเลย

ส่วน Ricci กับ Bruno ก็วิ่งหาที่กำบังหลบฝนเช่นกัน ฉากนี้บรูโน่หกล้มลงแต่ดูเหมือนพ่อไม่สนใจเท่าไหร่ เพราะอาจกำลังพะว้าพะวงกับจักรยานที่หายไป แต่ในใจลึกๆของ Ricci แล้วจะพบว่า Ricci รักลูกมาก ซึ่งฉากต่อจากนี้เป็นการตอกย้ำอารมณ์ความสัมพันธ์ของพ่อลูกได้อย่างน่าสนใจ โดยการที่ Ricci ให้ผ้าเช็ดหน้าแก่บรูโน่เพื่อเช็ดหน้า แต่บรูโน่กลับเอาไปเช็ดขาที่เปื้อนด้วยดินโคลน แล้วก็ส่งต่อมาให้ผู้พ่อ แต่พ่อกลับเอามาเช็ดหน้าต่อโดยไม่มีความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์แต่อย่างใด

ผู้กำกับ ไม่เพียงแต่นำเสนอความยากแค้นของผู้คนในกรุงโรมเพียงเท่านั้น แต่ยังได้ผูกความสัมพันธ์ของพ่อลูกให้แน่นแฟ้น เหตุผลนี้เองอาจทำให้ The Bicycle Thief มีความสมบูรณ์ในแง่ของบทบาทและเป้าหมายของตัวละครชัดเจนจนได้รับการจดจำต่อผู้คนทั่วโลกจวบจนถึงปัจจุบัน

ผู้กำกับยังย้ำความสำคัญในข้อนี้ต่อไป ในฉากที่ริชชี่ บังเอิญพบโจรหัวขโมยกำลังคุยกับชายชราและปั่นจักรยานออกไป ริชชี่และบรูโน่ จึงออกตามชายชราผู้นี้ไปจนถึงในโบสถ์ ซึ่งโบสถ์นี้เป็นการรวมตัวกันของคนแก่ชราไม่มีอันจะกิน รวมทั้งมีบริการตัดผมและอาหารฟรี ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า โบสถ์แห่งนี้น่าจะเป็นที่ๆ คนรวยบริจาคเงินสงเคราะห์แก่คนจนเพื่อให้มีข้าวกินนั่นเอง หรือเป็นการทำบุญของชนชั้นสูงเพื่อสังคมก็ว่าได้

ริชชี่ ออกตากหาชายชราแก่ แต่แล้วก็คลาดแคล้วกันเป็นเหตุให้เกิดทะเลาะเบาะแว้งกับลูกชายจนถึงขั้นตบหน้าลูกชายลูกชายเสียใจและร้องไห้เดินห่างจากพ่อออกไป พ่อจึงไล่ให้ลูกชายไปรอที่สะพานเพื่อที่ตัวเขาจะได้หาจักรยานต่อไป

หลังจากแยกจากกันไม่นาน ก็มีชาวบ้านตะโกนบอกว่ามีเด็กจมน้ำ ริชชี่ ได้ยินดังนั้นก็กลัวว่าลูกชายของเขาจะคิดสั้น จึงรีบวิ่งไปที่เกิดเหตุด้วยความกระว้ากระวนใจแต่ความโล่งใจก็บังเกิดขึ้นกับริชชี่ เพราะเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกชายของเขา เขาจึงมองหาลูกของเขาและพบว่าลูกของเขาอยู่ไม่ไกลจากที่ตรงนั้น ทำให้เหตุการณ์ต่อจากนี้ ริชชิจึงกลับมาพูดดีแกมหยอกล้อกับบรูโน่ เพียงเป็นการแสดงความขอโทษต่อลูกชายที่เป็นเสมือนดวงใจของเขา

ริชชี่ นับเงินในกระเป๋าก่อนจะถามบรูโน่ ว่าอยากกินพิซซ่าไหม๊ หน้าตาของบรูโน่แสดงออกถึงความดีใจเป็นที่สุด แล้วทั้งสองจึงเข้าไปทานร้านอาหารของคนชั้นสูง

นัยยะของเหตุการณ์ ในแง่ของบทบาทของตัวละครนั่นคือการแสดงความขอโทษต่อลูกชาย การปลดเปลื้องความทุกข์ที่ตัวเองได้รับและปลดปล่อยมันโดยการกินอาหารชั้นสูง โดยทิ้งความทุกข์ไว้รอวันชำระในวันหลัง

แต่หากจะวิเคราะห์ให้ดีแล้ว ผู้กำกับ Vittorio De Sica กำลังเสียดสี ระหว่างคนชนชั้นกรรมกรกับชนชั้นสูงที่มีอันจะกิน เพราะในขณะที่ 2 พ่อลูก กินอาหารอยู่นั้น กล้องมักจะนำพาให้ไปมองโต๊ะข้างๆอยู่เสมอ ที่แต่งตัวใส่สูทหรูหรา มีอาหารเต็มโต๊ะ ซึ่งเหมือนการเปรียบเทียบแกมประชดประชันต่อคน 2 ชนชั้น ก่อนจะกล้องจะตัดมาให้เห็นว่า 2 พ่อลูก คู่นี้ไม่มีทางที่จะเทียบเคียงกลับคนพวกนั้นได้เลย

สายตาของบรูโน่ มักจะเหล่มองไปทางเด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่เสมอ ซึ่งความสง่ามันต่างกันลิบลับรวมทั้งการใช้อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารที่ต่างกันของคนทั้งสอง

ด้วยความที่สายตาของบรูโน่มองไปทางโต๊ะข้างๆบ่อยครั้ง ทำให้ริชชี่ ต้องบอกกับลูกชายว่า ถ้าเราอยากกินอาหารดีๆแบบนั้นเราต้องหาเงินให้ได้ถึงเดือนละ 1 ล้านลีร์ จนนำพาให้ ริชชี่ ลองนำกระดาษมาเขียนคำนวณว่าเขาจะมีรายได้มากมายแค่ไหนหากมีจักรยานเป็นพาหนะในการทำงาน

นั่นทำให้เขากับลูกมีแรงบันดาลใจที่ออกตามหาจักรยานอีกครั้ง โชคเข้าข้างริชชี่ เพราะเขาสามารถตามหาโจรได้ จนกระทั่งตามไปถึงบ้านของโจร แต่เขาไม่มีหลักฐานใดๆผูกมัดตัวโจรรายนี้ อีกทั้งเพื่อนบ้านของโจรยังปกป้องในความเป็นผู้บริสุทธิ์ บางทีสภาพสังคมตอนนั้นความเป็นโจรอาจจะไม่ใช่เรื่องผิดนักถ้าหากมันนำพาให้ได้เงินเพื่ออยู่ดำรงชีวิตในวันต่อๆไป

แม้ริชชี่ จะเรียกตำรวจให้มาจับโจร จนสุดท้ายริชชี่ ก็ได้ค้นบ้านของโจร แต่ก็ไม่มีวี่แววที่จะพบจักรยานของเขาแม้แต่น้อย เขาจึงต้องยอมจำนนต่อชะตากรรรมของตัวเอง

ริชชี่เดินมากับลูก ในบริเวณสนามฟุตบอลที่มีการแข่งขัน มีจักรยานจอดเรียงรายมากมายนับพันคัน เขาสอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณ สายตาของเขาก็พลันพบจักรยาน 1 คัน จอดไกลในที่ไม่มีผู้คนพบเห็น เขาจึงไล่ลูกให้นั่งรถโดยสารกลับบ้านไปก่อน

แล้วเขาจึงตัดสินใจขโมยจักรยานคันนั้นไปทันที แต่ไม่ทันที่เขาจะขับไปได้ไกล ก็มีผู้คนช่วยวิ่งไล่ตามจับริชชี่ในฐานะโจรขโมยจักรยานทันที โดยหารู้ไม่ว่า ลูกของเขา ยังไม่ทันได้ขึ้นรถโดยสารเลยด้วยซ้ำ ทำให้ลูกของเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จวบจนกระทั่งพ่อเขาโดนรุมจากประชาชน ทำให้ บรูโน่ ต้องแทรกฝูงชนเข้าไปหาพ่อ และมองหน้าพ่ออย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าพ่อเขาจะมาเป็นโจรขโมยจักรยานซะเอง แม้สุดท้ายเจ้าของจักรยานใจดีจนไม่ได้เอาความอันใดกับริชชี่ก็ตาม

ฉากจบของเรื่องบ่งบอกถึงสภาพความสิ้นหวังของริชชี่ได้เป็นอย่างดี ริชชี่และบรูโน่ เดินจูงมือกันไป ท่ามกลางกระแสฝูงคนมากมายใจกลางกรุงโรมที่กำลังจะมืดมิด สายตาของคนทั้งสอง ไม่อาจจะคาดเดาในความคิดของกันและกันได้นอกจากความสิ้นหวัง ภาพจับให้เห็นว่า น้ำตาลูกผู้ชายของริชชี่ก็ไหลรินอาบแก้มทั้งสองข้าง น้ำตาแห่งความสิ้นหวัง น้ำตาแห่งความผิดในการกระทำ และน้ำตาแห่งความอับอายต่อบรูโน่

แม้สุดท้ายภาพยนตร์จะไม่ให้ข้อสรุปเป็นรูปธรรมต่ออนาคตของครอบครัวนี้ แต่ในด้านความรู้สึก ภาพยนตร์ถ่ายทอดอารมณ์ได้ครบสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นไปตามแบบแผนของอุดมการณ์ทางความคิดของกลุ่มสัจจนิยมใหม่ (Neo-Realism) อย่างครบครัน สิ่งที่เหลือค้างไว้ก็เป็นสิ่งที่ผู้ชมจะพินิจฉัยและตีความเอาเอง

แม้กลุ่มสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) จะกำเนิดมาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในทศวรรษ 1940 ถึง 1950 โดยประมาณ ก่อนจะค่อยๆจางหายไปหลังจากทางอิตาลีเศรษฐกิจเริ่มฟื้นฟูดีขึ้น พรรคสังคมนิยมเริ่มให้ความสำคัญต่อชนชั้นกรรมกรมากขึ้น คนในประเทศเริ่มกลับไปให้ความสนใจหนังบันเทิงทางฮอลลีวู้ดกันมากกว่าเดิม

ภาพยนตร์กลุ่มสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) จึงเริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะเป็นเหมือนการซ้ำเติมรอยบาดแผลของสงคราม ซึ่งเป็นผลให้ยิ่งลดความเชื่อมั่นของคนในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางที่ดี คงเหลือไว้แต่ความทรงจำที่มีค่าต่อการจดจำ ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่มูลค่าในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ทางที่ถูกที่ควร

The Bicycle Thief อาจะเป็นตัวแทนรอยต่อความทรงจำของคนรุ่นหลังในการศึกษาศิลปะและประวัติศาสตร์ทางด้านภาพยนตร์กลุ่มสัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) รวมถึงมูลเหตุปัจจัยทางสังคมที่ก่อให้ตัวมันเองเกิดขึ้นมา แม้แนวทางนี้อาจจะมีอิทธิพลส่งต่อไปทั่วโลกไม่มากก็น้อย จักรยานอาจถูกนำไปใช้กับภาพยนตร์ในชนชั้นกรรมกร อย่างในเรื่อง Children of Heaven(1997) ของประเทศอิหร่าน ซึ่งใช้รองเท้าเป็นโลกทั้งใบของตัวละครเด็กในการดำเนินเรื่อง

และทั้งหมดที่เอ่ยมาก็อาจจะกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า The Bicycle Thief มีพลังในการสร้างสรรค์สังคมจากอดีตจวบจนปัจจุบัน และในอนาคตผู้ชมอาจะเห็นการทำหนังในรูปแบบ สัจจะนิยมใหม่ (Neo-Realism) ขึ้นมาบ้า’ประปราย เพื่อสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมและชีวิตความเป็นอยู่อย่างแท้จริง และเพื่อตอบโจทย์สำคัญต่อสังคมว่า ภาพยนตร์คือศิลปะขั้นสูง ที่มีอิทธิพลมากมายต่อสังคมมากกว่ากว่าเป็นแค่ความบันเทิงในเวลา 90 นาทีเท่านั้น

คะแนน 8.75/10
เกรด A+

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ