The Big Lebowski

– ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันจะคัลต์ขนาดนี้ แต่มันก็เป็นหนังที่ตลกมากจริงๆ คือ ขำแบบไม่อายใครเลย
– เราชอบการเปิดเรื่องด้วยการเล่าตำนานชีวิตเหมือนหนังคาวบอยมาก โดยหลอกคนดูว่านี้คือหนังคาวบอยด้วยการถ่ายไปตามทุ่งหญ้าและทะเลทราย ก่อนจะมาเปิดเรื่องของคนธรรมดาแบบ ไอดู๊ด ที่อยู่ในโลกปัจจุบัน ซึ่งอย่างที่เคยบอกไปว่า หนังของพี่น้องโคเอน มันเป็นหนังของคนที่มีรากเหง้าของคนอเมริกันแข็งแรงมาก การเปลี่ยนผ่านโดยใช้พื้นที่และเวลาช่วงต้นนี้มันเหมือนรอยเปลี่ยนผ่านของ ยุคสมัย จากยุคสมัยคาวบอย กลายมาเป็นคนเมือง วิถีชีวิตเปลี่ยนไปก็จริง แต่ในสิ่งเหล่านั้นมันก็มีรากเหง้าของตัวเองอยู่ การโยนโบว์ลิ่งจึงไม่ต่างจากการดวลปืน หรืออะไรต่างๆในหนังเรื่องนี้ที่เรารู้สึกว่า มันก็มีความเป็นเวสเทิร์น ซึ่งเราว่านี้คือสิ่งที่โคเอนต่างสนใจ พยายามจะทำให้หนังปัจจุบันมีกลิ่นหายของเวสเทิร์นเพราะเขาอาจจะรู้สึกว่า เวสเทิร์นมันเป็นอัตลักษณ์ของพวกเขาอยู่เขาไม่ต้องการทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป เด็ดขาด

– และสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ต่างจาก หนังของ Fargo หรือ Barton Fink (และอีกหลายเรื่องเรากำลังดูต่อๆไป) มันเป็นการเล่าเพื่อต้องการให้ตัวละครเป็นคนธรรมดา Barton Fink นี้เป็นศิลปินที่ต้องการเขียนบทให้ตัวละครธรรมดาแต่เขาไม่เคยเข้าใจคนธรรมดา เหล่านี้แต่วางท่าว่าตัวเองเข้าใจซึ่งเราไม่รู้ว่านี้เป็นการทำหนังเพื่อ ตระหนักของคนทำเองหรือไม่ว่า “กูจะทำหนังที่เล่าเรื่องคนธรรมดาก็ต้องเข้าใจสภาพการเป็นไปของคนธรรมดาให้ มากที่สุดเสียก่อน” ส่วน Fargo เราว่านี่แหละธรรมดามาก ฮีโร่กลายเป็นคนธรรมดาที่ทำตามหน้าที่ ซึ่งไม่ได้ควรถูกยกย่องว่าทำดีแต่อย่างใด ส่วนเจอรร์รี่ ก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายเพียงแต่พลาดทำเรื่องโง่จนมันบานปลายและเลวร้ายในที่ สุด

– แต่ The Big Lebowski นี่ก็เล่าถึงคนธรรมดามากๆ และก็เป็นคนธรรมแบบ Fargo แหละ เพียงแต่ว่าสุดท้ายแล้วจะเพลี่ยงพล้ำไปทำสิ่งไม่ดีได้เมื่อไหร่เท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าหนังเรื่องนี้ ไอดู๊ด มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นคนเลวได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ข้างๆเพื่อนเกรี้ยวกราดที่สามารถทำอะไรโง่จนกลายเป็นคนเลว ในบัดดล แล้วไอดู๊ดนี้ก็เหมือนอยู่บนเส้นแบ่งที่กำลังจะสามารถทำชั่วหรือเป็นคนเลว ได้เสมอ ทั้งพูดจาโผงผาง ไอนักโบว์ลิ่งลาตินนั่นก็กวนตีนเอามากๆ มันพร้อมที่จะถูกไอดู๊ดและเพื่อนแพร่งกบาลได้ทุกเมื่อ บวกกับการที่ไอดู๊ดเป็นคนว่างงาน คือมันก็ใช้ชีวิตที่ไม่อยู่ในกรอบสังคมที่เขาว่าดีเท่าไหร่ และมันก็พบเหตุการณ์อะไรหลายอย่างเข้ามาในชีวิต หนังเรื่องนี้ที่มันพร้อมจะเป็นคนเลวได้เสมอ แต่มันก็นิ่งเฉย ซึ่งนี้มันเป็นแก่นของเรื่องเลยแหละ ซึ่งหนังก็ใช้คำพูดปิดท้ายของ คาวบอย ที่หลุดเข้ามาในบริบทอย่างแปลกๆ ขณะที่เราดูความวายป่วงของหนังเรื่องนี้ ความเซอร์ การเขียนบทให้เส้นเรื่องมันสลับซับซ้อนแบบขี้เล่น บ๊องๆบวมๆ แต่เนื้อหาสาระของมันหนักแน่นมากๆๆๆๆ

– ฉากปิดท้ายนี้เราแอบซึ้งเหมือนกัน เรารู็สึกว่าหนังของโคเอน ทำหนังเพื่อแสดงปรัชญาของคนธรรมดาที่พวกเขาเข้าใจคนเหล่านี้อย่างมาก ว่าชีวิตไม่มีคนดีคนเลวอยู่ที่ว่าเราจะทำอะไร ยังไง มากกว่า เราจึงเห็นวิธีการเขียนบทที่แดกดันตัวละคร แดกดันคำว่าฮีโร่ หรือสร้างบททดสอบให้ไอดู๊ดในหนังเรื่องนี้ว่า แม้ชีวิตมันเลวร้าย ดวงซวย แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเกินเลย หรือเลวร้ายได้เสมอไป คือ เราก็แค่รักษาสมดุลไม่ให้เดินข้ามไปสู่เขตแดนที่ถูกตีหน้าว่าเลวร้ายก็เท่า นั้น เราว่าถ้า Barton Fink คือการตีบตันในการเขียนบทของพี่น้องโคเอนเพื่อให้ตัวละครเรียรู้ถึงความ ธรรมดาสามัญ เราว่า The Big Lebowski คือความพีคของการสร้างตัวละครที่ทำให้เห็นถังปรัชญาจริยธรรมของตัวละครสามัญ ของพวกเขาเอามากๆ

-ที่สำคัญตัวละครที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ก็เป็นตัว ละครที่เราว่ามีอยู่จริงใน สังคม ทั้งวิธีคิด วิธีมองโลก เป็นตัวละครที่มีความธรรมดา กระทั่งมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ยังมีด้านความสามัญ หรือไอเพื่อนดอนนี่ (Steve Buscemi) ที่คอยหักห้ามเตือนเพื่อนอยู่เสมอ เวลาเพื่อนทำอะไรเกินกว่าเหตุ หรือพยายามไม่เผชิญหน้าอะไรมาก มันก็ยังตายง่ายแบบไม่น่าเชื่อ หรือทำให้เห็นความธรรมดา หรือชีวิตจริงของคนมันไม่มีหรอกไอคนดีคนเลว มันเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นภาพเปรียบเปรยในหนังทั้งนั้น เพียงแต่ความเป็นจริงหยิบยืมไปใช้เพื่อจัดแบ่งคน เราเลยคาราวะการรื้อถอนจริยธรรมตัวละครในหนังของ โคเอนมากๆ

– ทั้งหมดในหนังมันเป็นตัวละครคนธรรมดาที่มีอยู่จริงในสังคมร่วมสมัย ทำให้หนังเรื่องนี้นอกจากเปลี่ยนผ่านยุคสมัยจากครั้งหนึ่งที่มาเป็นคาวบอย โดยโคเอนพยายามจะชี้แนะว่า สังคมร่วมสมัยก็ยังมีอัตลักษณ์ของเวสเทิร์นอยู่ และทุกคนในสังคมก็เป็นภาพแทนอะไรต่างๆนานา ของสังคม

– อีกอย่างคือลืมไม่ได้เลยว่าหนังพยายามจะเอาเรื่องของสงครามร่วมสมัย ของอเมริกันมาใส่ไว้ทั้งหมดตั้งแต่ สงครามเวียดนาม สงครามเกาหลี หรือบริบทในหนังที่เป็นสงครามกับ ซัสดัม ประเทศอิรัก ซึ่งมันคู่ขนานกันไปกับตัวละคร ประหนึ่งว่า ประเทศสหรัฐตอนนั้นมันมีขีดขั้นความอดทนต่ำที่พร้อมจะกลายเป็นคนที่ทำอะไร เกินควร ซึ่งก็เหมือนไอดู๊ดนี่แหละ เพียงแต่ไอดู๊ดมันเฉยชา และไม่เพลี่ยงพล้ำกับอะไรง่ายๆ

– ทั้งหมดของหนัง The Big Lebowski เราว่ามันเป็นหนังอเมริกันจ๋ามาก แต่มันก็ไม่ได้เล่าเรื่องเรียบง่าย มันเล่าด้วยความวายป่วง เส้นเรื่องของการสืบสวนก็แบบพยายามทำให้มันดูมั่วๆซั่วๆ ดูโยงกัน ทำให้ไม่เกิดเอกภาพเท่าไหร่ ซึ่งมันก็สะท้อนกับชีวิตคน และที่สำคัญฉากดีไซน์อะไรต่างๆที่มันดู เพ้อ เกินเลย มันก็ทำให้กลายเป็นหนังคัลต์ในกาลต่อมา ซึ่งเราว่าโดยรวมมันจะดูเป็นหนังตลกที่ไม่ได้จริงจังอะไร แต่ฉากเปิดเรื่องและจบที่มีคาวบอยพูด เท่านั้นมันก็ทำให้เราน้ำตาแตกได้เลย เพราะเราเห็นจริยธรรมที่ถูกสร้างในหนังของพี่น้องโคเอนว่า ทุกคนเป็นคนบาป ทุกคนไม่ใช่คนดีเยี่ยม แต่ถ้าเราทนต่อความปรารถนาและความโลภ ความหลงผิด ซึ่งมันสื่อสารต่อคนดูอย่างรุนแรงว่าเพราะเราไม่ใช่ฮีโร่ เราจึงต้องอดทนอดกลั้นต่อชีวิตบางอย่าง เราเลยคิดว่าภายใต้ความไม่จริงจังของฟอร์มของหนัง มันมีหลักแนวคิดของชีวิตที่ดูจริงจังและเรามีอารมณ์ร่วมไปกับมันเอาเสียมากๆ

 

คะแนน 8.5 /10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ