BNK48 : GIRLS DON’T CRY น้ำตาของหญิงสาวและการศิโรราบต่อระบบ

BNK48 : GIRLS DON’T CRY

น้ำตาของหญิงสาวและการศิโรราบต่อระบบ

1. สำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป การบริหารชีวิตและการทำงานให้ลงตัว เรียกว่า Work-Life Balance เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้เหมาะเจาะพอดี จนพบความสุข เราจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับงาน และจะไม่เอาเรื่องงานมาทำให้ชีวิตส่วนตัวพังทลาย เรียกได้ว่าเราแบ่งคั่นกลางอย่างชัดเจนว่าส่วนไหนคือส่วนไหน ดังนั้นงานกับตัวตนจึงแยกออกจากกัน เราอาจจะดึงตัวตนส่วนหนึ่งของเราออกมาเป็นงานเพื่อหารายได้ประคับประคองชีวิต แต่นั้นไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเรา เพราะมันยังมีตัวตนมากมายที่ไม่ได้ถูกทำให้เป็นงาน เช่น งานอดิเรกบางอย่างที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเป็นตัวเงินแต่เราทำแล้วโคตรมีความสุขเลย เป็นต้น

2. แต่สำหรับอาชีพไอดอลนั้น อาจแตกต่างจากที่กล่าวมาด้านบน เพราะไอดอลนั้น โดยเฉพาะ Bnk 48 การแยกขาดแบบงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกันทำได้ยากยิ่ง

สารคดี Girls Don’t Cry อาจจะทำให้เห็นมิติทางด้านความรู้สึกของเหล่าไอดอลผ่านบทสัมภาษณ์จากวันที่รู้ว่าตัวเองจะเป็นไอดอล และการพัฒนาเปลี่ยนผ่านตัวเองจากเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งกลายมาเป็นไอดอล เริ่มแรกนั้นท่าทีการสัมภาษณ์ของแต่ละคนก่อนที่จะเข้ามาเป็นไอดอลจนได้รับการคัดเลือกนั้นเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความฝัน เด็กสาวทั้ง 26 คน มีฐานะเท่าเทียมกันในฐานะไอดอล ที่แปะป้ายด้วย BNK 48

จนกระทั่งเมื่อเริ่มเข้าสู่กระบวนการฝึกซ้อมและเปิดตัววงให้แฟนคลับมามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ความเหมือนกันของทั้ง 26 คน ก็เริ่มแตกต่างกันไปเรื่อยๆ ด้วยกฎระบบเบียบของวง และการแข่งขันกันเองเพื่อให้ติดเซ็มบัตสึ โดยดูจากฐานความนิยมของแต่ละคน

3. กล่าวได้ว่าการเป็นไอดอลเป็นอาชีพหนึ่ง ก็เป็นอาชีพที่หาจุดกึ่งกลางของ Work-Life Balance มาแบ่งกลางแบบทั่วไปยาก เพราะมันค่อนข้างกลมกลืนระหว่างการนำตัวตนมาเป็นงาน และงานก็คือการสร้างตัวตน เพื่อให้มีคาแรคเตอร์จนทุกคนจดจำได้

4. สำหรับงานทั่วไปในองค์กรปกติ ผลผลิตของผู้ทำงานนับได้ว่านั่นคืองานของเรา อาจเรียกได้ว่า คนทำงานผลิตงานออกมา โดยงานเป็นวัตถุหนึ่งที่แยกขาดออกจากผู้ผลิตงาน เช่น สมมติว่าเป็นนักเขียน งานเขียนชิ้นหนึ่งที่ออกมานั้น ย่อมแยกออกจากตัวคนผลิตงาน งานเขียนจึงเป็นวัตถุที่แยกออกจากนักเขียน หรือถ้าเป็นเซลล์ขายของ การปิดดีลการขายของได้ ก็นับได้ว่าเป็นผลิตผลของคนทำงาน แตกต่างจากไอดอล BNK 48 เราอาจแยกวัตถุชิ้นงานของไอดอลออกมาชัดเจนยาก

5. สำหรับไอดอลแบบ BNK 48 จึงเป็นงานที่ไม่ใช่แค่เพลงของวง คือชิ้นงานของวงนี้ แต่ชิ้นงานของพวกเขาไม่สามารถแยกออกจากตัวตน ไม่ว่าจะเป็นความฝัน ความน่ารักสดใส รอยยิ้ม ความพ่ายแพ้ ความชนะ การแข่งขัน ทั้งหมดนี้เป็น Product หรือสินค้าของวงแทบทั้งหมด

ดังนั้นเมื่อตัวตนของไอดอลกลายเป็นงานทั้งหมด ด้วยยุค Social Media ครองโลก ความเป็นชีวิตของพวกเธอทั้งหมดจึงถูกนับว่าเป็นงานทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีกฎระเบียบมากมายที่ความเป็นส่วนตัวบางจุดที่ถูกห้ามไว้ เพราะตัวตนพวกเธอกลายเป็น Product ของแฟนๆ และฐานความนิยมของเธอก็เป็นบันไดให้เธอปีนขึ้นสู่ความสำเร็จ การทำตัวให้แฟนๆ ที่สนับสนุนเธอไม่ชอบก็เรียกได้แทบเป็นการจบชีวิตทางอาชีพไอดอลทันที

6. นอกจากตัวตนของเธอที่นับได้ว่าเป็นงานทั้งหมด งานของเธออีกอย่างคือการสร้างความนิยมให้กับตัวเอง เพราะถึงแม้ว่าบางคนจะมีความสามารถทางด้านร้องเต้นแค่ไหน แต่ถ้าหากไม่สามารถสร้างฐานความนิยมจากแฟนคลับให้ได้เยอะ ตัวเธอก็คงเป็นได้แค่อันเดอร์ของวง ยกตัวอย่าง จิ๊บ นั่นเอง

7. เมื่อฐานความนิยมจากไลค์ ยอดแชร์ ยอดฟอลลอว์ และยอดรายไ้ด้จากการขายของ ถือเป็นประสิทธิภาพในการทำงานของไอดอลแต่ละคน มันจึงเกิดเป็นการสร้างตัวตนปลอมๆขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่ต้องตาต้องใจแฟนคลับ สารคดี BNK 48 ยังทำให้เห็นการบันทึกยุคสมัยเล็กๆ ของการสร้างความนิยมด้วยสื่อโซเชียล มีเดีย เพื่อทำให้เกิดผู้ติดตามชอบ อันนี้เป็นเอกลักษณ์ในงานของผู้กำกับนวพล ที่มักจะชอบบันทึกสื่อสังคมร่วมสมัยเอาไว้ในงานของเขาเอง

8. จุดเด่นของสารคดี GDC คือการจับประเด็นเรื่องของอันเดอร์ของวงผู้ไม่ติดเซมบัตสึไว้ และนำเสนอเรื่องของการพยายามของไอดอล ที่พยายามจะขยับตัวเองขึ้นมาติดเซมฯให้จงได้ มันจึงมีเรื่องราวของผู้แพ้ยอดนักสู้ ที่ทำให้คนนทั่วไปอาจจะมีอารมณ์ร่วม หรือมีแอร์ไทม์ ให้กับไอดอลบางคนที่มีจำนวนแฟนคลับน้อยกว่าคนอื่นได้ จุดนี้เองมันอาจมีน้ำเสียงที่ทำให้เห็นถึงความโหดร้ายของระบบองค์กรแบบนี้ ที่ไม่ได้เล็งเห็นถึงความสามารถมากกว่าความนิยมของคนทำงาน

9. ประเด็นหนังกำลังทำให้เห็นของการคัดง้างกันระหว่างเมมเบอร์ข้างล่างผู้ที่พยายามอย่างหนักเพื่อให้ติดเซมแต่พยายามแค่ไหนก็ไม่ติด กับเมมเบอร์ข้างบน แบบ เฌอปราง ที่ได้ทุกอย่างเท่าที่คนอยู่ข้างล่างอยากได้ นั่นคือความนิยมที่มากล้น จนตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรจึงเป็นแบบนี้ หนังได้จี้ประเด็นอย่างหนัก เพื่อทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำของเมมเบอร์ในวงเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายที่จะได้เห็นในหนังที่นายทุนคือ BNK เอง

ความเหลื่อมล้ำที่หนังนำเสนอนี้จึงทำให้ ระบบ BNK ที่เกิดขึ้นมาในวัฒนธรรมป๊อบ (Pop Culture) ได้สะท้อนให้เห็นถึงระบบข้างนอก นั่นคือระบบสังคมจริงๆ ที่เราอาศัยอยู่ทุกวัน ขณะเดียวกัน Bnk จึงเป็นเหมือนระบบเสมือนในสังคมที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำภายในเมมเบอร์ และความสัมพันธ์ในแบบ รักเกลียด ที่ต้องเป็นเพื่อนร่วมวงกันแต่ก็เป็นผู้แข่งขันกันด้วย สารคดีจึงสะท้อนให้เห็นมากกว่าเรื่องราวภายในวง แต่มันยังทำให้ตัวละครต่างๆยังกลายเป็นสัญลักษณ์แทนสังคมข้างนอกอีกด้วย

สิ่งที่ผู้เขียนดูสารคดีเรื่องนี้ แล้วตั้งคำถาม คือ ภายใต้การแข่งขันของเมมเบอร์เองนั้น สิ่งที่เมมเบอร์ทั้งหลาย ต้องยอมรับ คือ ระบบข้างบน ที่เขียนขึ้นมาให้เป็นแบบนี้ โดยที่ไม่สามารถชี้ชัดได้เลยว่า ผู้อยู่ข้างบนนั้นคือใคร เป็นเหมือนคณะองค์กรหนึ่ง ผู้สร้างกฎเกณฑ์ให้เมมเบอร์ต้องดำเนินไป แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เมมเบอร์ด้านล่างผู้ไม่สามารถขึ้นไปอยู่บนสุดได้ เริ่มตระหนักถึงความไม่เป็นธรรมของระบบแบบนี้ และรอคอยโอกาสของตัวเองเพื่อให้องค์กรด้านบนเห็นคุณค่า มันจึงยิ่งทำให้เกิดการความรู้สึกแข่งขันกัน

ภายใต้ระบบที่เมมเบอร์ต้องยอมรับอย่างโดยดี เพื่อใช้ประโยชน์จากมันนั้นจึงเป็นการอยู่ในเกม และทำทุกอย่างให้เต็มที่ อย่างสุดความสามารถ นี่จึงเป็นสิ่งเมมเบอร์ต้องทำงานหนัก ขณะเดียวกัน การทำงานหนัก ก็ใช่ว่าจะส่งผลให้ตัวเองขึ้นไปอยู่บนที่สูงได้ เพราะมันมีความเหลื่อมล้ำที่เกิดมาจากธรรมชาติของตัวเอง

หากเป็นสังคมข้างนอก ยศถาบรรดาศักดิ์ ความร่ำรวยจากต้นตระกูลตัวเอง ก็เป็นเหมือนต้นทุนทางโอกาสที่จะทำให้บุคคลนั้นเหนือกว่าทางชนชั้นกว่าคนอื่น ที่เกิดมาในครอบครัวยากจน โอกาสที่จะได้รับประโยชน์ต่างๆ หรือคุณค่าทางชีวิตย่อมแตกต่างกันด้วย แต่ในระบบสังคมของไอดอลนั้น ต้นทุนหลักๆ ที่จะทำให้คนๆหนึ่งเหนือกว่าอีกคนนั้น คือรูปร่างหน้าตาที่เป็นไทป์ของสังคมนั้นๆ และการทำให้แฟนคลับรักๆ หรือเป็นที่นิยมก็ยิ่งทำให้ตัวเองได้โอกาสมากกว่าคนอื่น

ในบทสัมภาษณ์ของเฌอปราง ที่เรียกว่า เป็นคำพูดที่แทบสรุปสิ่งสากลในโลกนี้ว่า “โลกเรานั้นไม่เท่ากัน และนี่เป็นสัจธรรมของมนุษย์และธรรมชาติ” นั้นก็เป็นการตอกย้ำว่า การเชื่อว่าโอกาสของเมมเบอร์ไม่เท่ากันนั้น ก็ไม่ใช่ที่เมมเบอร์คนหนึ่งคนใดต้องรับผิดชอบ แต่ต้องยอมรับสัจธรรมอันโหดร้ายที่โลกและสังคมนี้มอบให้ หรือในระบบของ BNK ที่มีคนสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมานั้น ก็ต้องรับกับกฎเหล่านี้ให้ได้และจงเล่นไปตามกฎนี้ หากคุณคือคนข้างล่างของระบบคุณก็ต้องถูกมองในฐานะผู้แพ้ แต่ก็ต้องสร้างคาแรคเตอร์เป็นผู้แพ้ยอดนักสู้ เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความพยายามของคุณ และนั่นก็เป็นการเรียกเรตติ้งของคุณเอง

ขณะคนที่อยู่ด้านบนนั้น ที่เหมือนกับผู้ชนะ ก็จะมีความกดดันและความคาดหวังในแบบผู้ที่อยู่สูงกว่า ถึงแม้จะมีต้นทุนของโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่นั่นก็ตามมาด้วยความรับผิดชอบอันสูงส่งที่ผิดพลาดแทบไม่ได้

10. แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา คือการที่ผู้เขียนมองหนังในการยอมรับกฎเกณฑ์ของระบบสังคมของ BNK ที่ทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างเมมเบอร์แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปเช่นนั้น เหมือนกับว่ายอมรับอย่างโดยดีและศิโรราบต่อระบบ

แต่หากถอยออกมามองหนังอีกเลเยอร์หนึ่ง นี่คือหนังที่ทำขึ้นโดยตัวระบบ BNK เอง ซึ่งเป็นการโปรโมตวงให้เข้าถึงคนวงกว้างไปในตัว เหมือนที่ผู้เขียนที่เป็นคนนอกการติดตาม BNK ได้มาดูหนัง และเห็นการต่อสู้ของอันเดอร์ จนรู้สึกว่า หนังได้ทำให้เห็นถึงความพยายามของเมมเบอร์ที่มีความเป็นมนุษย์อย่างมาก แตกต่างจากการนำเสนอภาพผ่านสื่อที่มักจะมองเห็นแต่ความน่ารักสดใส ซึ่งเมื่อได้รับรู้ประเด็นของหนัง ก็ทำให้ถึงความพยายามจนอยากเอาใจช่วยสนับสนุนเมมเบอร์บางคนให้ได้รับโอกาสมากกว่าที่เคยได้รับก่อนหน้านี้ ซึ่งนี่ก็อาจเป็นการประสบความสำเร็จของตัวหนังเองที่สามารถดึงคนนอกให้เข้ามาสนใจ โดยใช้ประเด็นของอันเดอร์เป็นตัวดึงดูด หรือการที่หนังขายประเด็นการพยายามของหญิงสาวก็อาจถูกตาต้องใจใครบางคน เพื่อให้เกิดอารมณ์อินไปกับความรู้สึกเหล่านี้ และอยากจะส่งกำลังใจให้ ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไปว่า ไอดอลใน BNK 48 นั้น ไม่ได้เพียงแต่ขายความน่ารักสดใส รูปลักษณ์หน้าตาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังขายความพยายาม ความพ่ายแพ้ กำลังใจ หรือสิ่งละอันพันละน้อย ที่ทำให้เป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเมมเบอร์ และผู้ติดตาม เช่นเดียวกับสารคดีเรื่องนี้ ก็กำลังทำหน้าที่นั้น กับคนวงนอก BNK เช่นกัน

หรืออาจจะกล่าวได้ว่าตัวสารคดีนั้นได้ดึงความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมของคนดูออกมา เพื่อทำให้แหล่งอารมณ์นั้นที่ออกมาจากเมมเบอร์บางคน ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสินค้า ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าเมมเบอร์ต้องการอยากให้เป็น แต่เนื่องจากในระบบของธุรกิจมันเป็นเช่นนี้ และเมมเบอร์ก็คือแรงงานที่อยู่ใต้ระบบ ส่วนคนติดตามคือกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในฐานะลูกค้า แต่เป็นลูกค้าที่ไม่ได้ซื้อสินค้าเหมือนที่เราซื้อสินค้าอาหาร หรือเสื้อผ้า มาอุปโภค บริโภค ทั่วไป แต่สินค้าของ BNK 48 คือการบริโภคความน่ารักสดใส ความมีชีวิตชีวา หรือถ้าลึกซึ้งกว่านั้นสำหรับกลุ่มโอตะที่รู้จักคาแรคเตอร์ของไอดอลจริงจัง ก็อาจจะได้รับรู้ความพยายามของเมมเบอร์ ชีวิตส่วนตัวบางด้านที่อยากส่งกำลังใจให้ในยามสิ้นหวัง หรือขณะเดียวกันเมมเบอร์ก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ให้กำลังใจกลับคืนแฟนคลับ เช่นงานจับมือ ที่สามารถใช้เงินไปซื้อบัตรเพื่อแลกกับกำลังใจได้อย่างทันด่วน หรือภาพในเฟซหรือไอจี ที่น่ารักในระดับไม่ไหวแล้ว ก็อาจทำให้แฟนคลับบางคนผ่อนคลายทางอารมณ์ในวันที่ซึมเศร้าได้

ดังนั้นวัฒนธรรมไอดอลเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เพียงขายภาพลักษณ์ผิวเผินแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่านั่นก็เป็นสิ่งที่ไอดอลเป็นด้วย แต่คนติดตามอย่างจริงจัง ความรู้สึกต่างๆ ที่เป็นลักษณะนามธรรมก็ยังเป็นสินค้าที่แฟนคลับสามารถหาได้จากไอดอล หรือตัวตนไอดอลก็ถูกเปลี่ยนโปรดักซ์ ให้ทุกคนได้ติดตาม และเมื่อติดตามจนรู้สึกกลายเป็นโอตะ ก็สามารถนำไปสู่การเสียเงินซื้อสินค้าที่จับต้องได้เช่น รูปภาพ ซีดี หรืองานอีเวนต์ต่างที่ๆ ที่มีราคา

11. ดังนั้นไอดอล จึงไม่ใช่งานในแบบองค์กรปกติทั่วไปอย่างที่ได้กล่าวไป แต่เป็นงานที่แยกไม่ออกระหว่างการทำงานที่ใช้แรงกาย การฝึกซ้อม การเต้น การโชว์ตัว แบบศิลปิน กับการใช้เรื่องส่วนตัว การใช้ความรู้สึกอารมณ์ของไอดอล หรือคือการทำให้ตัวตนส่วนตัวมาทำให้เป็นงานเพื่อให้แฟนคลับติดตาม ผ่านการพูดคุย ไลฟ์ต่างๆ เท่าที่ระบบจะเปิดทางให้ทำได้ นั่นเท่ากับว่าจะมีเรื่องส่วนตัวบางอย่างที่ระบบไม่เปิดทางให้ไอดอลใช้เรื่องส่วนตัวนำมาพูดถึง เช่นการมีแฟน เป็นต้น การบริโภคตัวตนไอดอล และการนำตัวตนซึ่งไม่ว่าจะปรุงแต่งออกมาแล้วหรือไม่ก็ตามของไอดอลมานำเสนอให้แฟนคลับจึงกลายเป็นงานของไอดอลไปโดยปริยาย จนอาจแยกไม่ออกหรือพร่าเลือนจนไม่สามารถแยกระหว่างตัวตนและงานได้อีกต่อไป

12. ระหว่างดูเราสนใจเรื่องของระบบอย่างมาก เพราะเป็นภาพสะท้อนระบบของสังคมที่ถูกประกอบสร้างขึ้นเป็นสังคมไอดอล ระบบที่วางกฎเกณฑ์ทางธุรกิจ เพื่อทำให้ไอดอลเป็นสินค้าที่มอบความน่ารักสดใสให้ส่วนหนึ่ง และยังทำให้เป็นมิตรกับแฟนคลับเพื่อสนับสนุนเธอให้ไปถึงฝั่งฝัน ยิ่งการทำให้เห็นว่าทุ่มเทให้กับการเป็นไอดอลอย่างเต็มความสามารถก็ยิ่งได้ใจแฟนคลับเดนตายอย่างหนัก ถึงแม้ว่าหนังจะทำให้มุมมองของพวกเธอที่มีความมนุษย์ มีความผิดหวัง ความเศร้าสร้อย ร้องไห้ จากความพยายามอันไม่เป็นผลของพวกเธอ ก็ยิ่งเติมเต็มคอนเสปต์ของวงที่หมายถึงผู้หญิงธรรมดาที่กลายเป็นไอดอลได้ จนทำให้แฟนคลับสามารถอินไปกับอารมณ์ต่างๆนานาจากพวกเธอ ซึ่งก็ถูกดีไซน์ขึ้นมาได้อย่างดิบดี เพื่อให้เกิดวงจรธุรกิจที่นำความรู้สึกต่างๆนานากลายเป็นสินค้า ทำให้พวกเธอโด่งดัง และทำให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจต่อระบบ

ความน่าเจ็บใจของระบบธุรกิจทุนนิยมแบบนี้ คือการเอาความรู้สึกของผู้หญิงธรรมดา ความฝัน ความน่ารัก ความสมหวัง ผิดหวัง ดีใจ ทำให้กลายเป็นสินค้า ยิ่งเราอยากยืนข้างหรือสนับสนุนไอดอลมากเท่าใด ก็เหมือนเรายิ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เรารันระบบที่มีความไม่ยุติธรรมเช่นระบบแข่งขันและชนชั้นในวงอย่างที่นำเสนอขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันตัวไอดอลเองก็เหมือนได้ประโยชน์จากระบบวงไปในตัว เพราะถ้าพวกเธอไม่ได้รับโอกาสจาก BNK48 ก็ตอบไม่ได้ว่าเธอจะมีที่ทางเหมือนที่ระบบมอบให้หรือไม่ สารคดีนี่จึงยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความพึ่งพากันและกันของระบบที่เล็งเห็นถึงความไม่เป็นธรรมภายใน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนในระบบเองเช่นเดียวกัน มันเป็นความลักลั่นย้อนแยงกันไปมา ซึ่งนี่ก็เป็นเหมือนสิ่งที่เป็นไปในระบบทุนนิยมของยุคสมัยนี้ ปากอาจกำลังด่าว่าระบบทุนนิยมที่มันเ-ี้ยจริงๆ แต่ขณะเดียวกันเราก็กำลังรับใช้ทุนนิยมอยู่ในตัวทั้งรู้ตัวเสียเต็มประดาและหลงลืมตัว แถมระบบแบบนี้ยังให้ความสะดวกสบายกับเรา มันเป็นระบบที่ออกแบบมาให้เราแข่งขันอย่างมีเสรีภาพ แต่ความมีเสรีภาพนั้นก็มีมุมที่โหดร้ายอยู่ในตัว และคนที่อยู่ภายใต้ระบบทุกคนก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวตนตัวเองเพื่อให้เข้าไปกับโลกใบนี้ อย่างเป็นสัจธรรม เหมือนเป็นระบบคัดกรองตามธรรมชาติ

13. สารคดี BNK48 สำหรับเราจึงไม่ใช่สารคดีที่ทำให้เรารู้จักจักรวาล BNK มากขึ้นเท่านั้น แต่การคัดเลือกประเด็นจากคำสัมภาษณ์ของเหล่าเมมเบอร์มันทำให้เห็น ความฝันของหญิงสาวกลุ่มนึงที่มีโอกาสเข้ามาอยู่ในระบบพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมา ซึ่งระบบพิเศษนี้มันทำให้เรานึกถึงระบบจริงของสังคมที่เกิดขึ้น ที่พวกเธอก็ต้องพยายามปรับตัว ปรับปรุง พัฒนา และพยายามเข้ากับระบบให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ระบบจึงไม่ใช่แค่การให้โอกาสเราเท่านั้น แต่ยิ่งต้องทำให้พวกเธอมีมุมมองต่อโลกของเธอเปลี่ยนไป หรืออย่างที่ปัญบอกว่า ไม่ได้อยากให้ตัวเธอเองเต้นเก่ง ร้องเก่ง มากกว่านี้ แต่สิ่งที่อยากเป็นคือการเป็นปัญที่ดีกว่านี้ ซึ่งการที่เธอพูดแบบนั้น จากบริบทที่เธออยู่ มันจึงยิ่งทำให้เห็นว่าระบบที่เธออาศัยอยู่ไม่ได้เพียงแต่ให้เธอเลือกจะเก่งสักอย่าง แต่มันคือการที่เธอต้องพัฒนาให้เก่งในทุกอย่าง เพื่อให้เป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในระบบที่เธออาศัยอยู่

ดังนั้นจะอย่างไรก็ตามหนังจึงมีจังหวะที่ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นการคัดเลือกประเด็นของผู้กำกับที่กำลังจะท้าทายระบบแบบบางๆ ซึ่งระบบทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่นั้น เป็นอีกระบบที่ก้าวหน้ากว่าของเผด็จการล้าหลังแบบทั่วไป เพราะถึงแม้ตัวหนังจะมีน้ำเสียงแอบซ่อนถึงการท้าทายระบบท่ามกลางเงินทุนของตัวผู้ถูกท้าทายก็คือ BNK เอง หรืออาจจะบอกได้ว่า ทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ นั้น เปิดให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ตัวคนที่ถูกวิจารณ์ก็สามารถรวมเสียงคนวิจารณ์นั้นให้กลายเป็นลูกค้าของตัวเองกลับคืนมา เพราะการวิจารณ์ถูกเปิดเวทีโดยตัวที่เป็นระบบเอง แถมยิ่งทำให้เห็นการกดขี่ และไม่ยุติธรรมของตัวระบบที่กระทำต่อเมมเบอร์เองมากเท่าไหร่ ผ่านการร้องไห้และน้ำตาของหญิงสาว ตัวระบบเองก็ยิ่งเรียกร้องให้แฟนคลับเองนั่นแหละที่ต้องต่อสู้ต่อระบบแทนเมมเบอร์ ที่ต้องเอาใจช่วยเธอ และสนับสนุนให้เธออยู่ในระบบได้อย่างปลอดภัย เพราะความฝันมันขึ้นอยู่กับฐานนิยมของแฟนคลับ(ลูกค้า) ซึ่งการทำแบบนั้นก็กลับเป็นผลดีต่อตัวระบบเองที่ยิ่งทำให้เกิดคนติดตามพวกเธอมากขึ้น และเปลี่ยนเป็นมูลค่า

สุดท้ายหนังทำให้เห็นหญิงสาวธรรมดาที่ต่างมีความฝัน 26 คนที่ต้องเข้ามาอยู่ในระบบที่มีการแข่งขันและมีความโหดร้าย พวกเธอจะได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าผู้สนับสนุนเธอให้สามารถอยู่รอดปลอดภัยในระบบจนไปถึงฝั่งฝัน การมีระบบแบบนี้จึงเห็นทั้งด้านที่สวยงามจากความสดใสร่าเริงของเหล่าเมมเบอร์ที่ทำให้โลกสดใสขึ้น แต่อีกด้านก็อาจเผยให้ด้านของความโหดร้าย และไม่ยุติธรรม ของโลกที่เราอาศัยอยู่มากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก และอย่างที่หนังเป็น หนังได้เปิดประเด็นให้เห็นในด้านดาร์คไซด์ของระบบแต่ขณะเดียวกันตัวหนังก็คือตัวรันระบบให้มันดำเนินอยู่ต่อไป

น้ำตาของหญิงสาวในหนังเรื่องนี้จึงมีหลายความหมาย น้ำตาคือเรื่องของอีโมชั่นและความรู้สึกที่คนเรามีให้ต่อเรื่องราวทุกอย่างบนโลกใบนี้ แต่น้ำตาเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้ภายใต้ระบบที่ถูกสร้างขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างดูมีอิสระและไม่ขึ้นตรงต่อกัน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกื้อหนุนกัน เราล้วนต่อสู้ แข่งขัน พยายาม และมอบกำลังใจกันภายใต้ระบบที่ถูกสร้างขึ้น และเราต่างก็ได้รับประโยชน์จากระบบนี้ไม่ว่าจะเป็นไอดอล หรือแฟนคลับก็ตาม ถึงแม้เราจะเห็นถึงความไม่เป็นธรรมของระบบบ้าง แต่นั่นแหละนี่คงเป็นสัจธรรมที่เราต้องยอมรับกันให้ได้ เหมือนที่พวกเราต่างต้อง(ฝืนทน)ยอมรับเรื่องบางเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่เป็นไปในสังคมเหมือนเรื่องปกติต่อไป

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ