Brick Mansions

 

ดูแล้วน้ำตาไหลเลยนะ เสียใจแทนเฮียพอล ที่มาอยู่ในหนังเรื่องนี้ที่ดันเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของแก

– พยายามจะลบภาพหนังต้นฉบับ District B13 ออกไปจากหัว แต่การที่เล่นลอกต้นฉบับมาเกือบทั้งดุ้นแล้วจะให้เราไม่คิดได้ยังไง ตอบ…

– คือถ้าจะเอาเดวิด เบลล์ มาเล่น แต่กลับเล่นตัดต่อด้วยจำนวนแสนช็อตใน 1 วินาที(ประชด) แล้วจะเอาพี่แกมาทรมานทำไม เพราะความความสามารถในกีฬาปาคัวร์ของเขาถูกลดทอนไปด้วยการตัดต่อแทบทั้งหมด

– งานด้านภาพนี้จะมันส์เกินไปนะ คือ หนังตัดต่อฉากแอคชั่นด้วยความไวแสงจนปวดหัวอยู่แล้ว ยังจะมีดีไซน์ภาพให้ปวดลูกกะตาอีก กล้องเด้งดึ๋งๆ อยู่ได้ เหมือนเคลื่อนจังหวะตามเพลงแร็ปอย่างไรอย่างนั้นเลย

– ไอประเด็นเรื่องคนชั้นล่างที่ถูกหมางเมินจากทางรัฐบาลที่หนังทำให้ขบคิดได้ บ้างจากต้นฉบับ พอมาอยู่ภาคนี้ทำไมมันเสแสร้งจังเลย คือกลายเป็นว่าจะพยายามทำให้คนอยู่ในบริคแมนชั่นกลายเป็นคนเลวเพราะผลจากการ ทำหน้าที่จากรัฐไปทั้งหมด แล้วเจ้าพ่อค้ายา ก็เริ่มแสดงความเป็นคนดีออกมา แต่เลวเพราะรัฐหมางเมิน คือ สรุปแล้วมันก็คือการอวยรัฐแหละ เป็นการสื่อนัยว่า ถ้ารัฐดีประชาชนก็ดีตาม ถ้ารัฐเลวประชาชนก็เลวตาม สรุปว่า การที่มีอาชญากรรมหรือการค้ายาเป็นผลมาจากรัฐที่ล้มเหลวอย่างเดียวใช่มั้ย คือสังคมที่ขาดรัฐก็คือต้องเป็นคนเลวหมดเลยใช่มั้ย แล้วอย่างงี้คุณค่ามนุษย์อยู่ตรงไหน ถ้ารัฐเลวพยายามเป็นคนดีไม่ได้หรือไง จะงอมืองอเท้าให้รัฐเลวอยู่ทำไม

– มันกลายเป็นว่าสายตามุมมองจากคนในในภาคแรก กลายเป็นมองจากวงนอกในภาคนี้หมดเลย คือเราไม่รู้สึกเห็นใจคนในบริคแมนชั่นส์ ซึ่งต่างจากต้นฉบับ แถมที่ตลกสุดคือ ไอคนที่เป็นเจ้าพ่อค้ายาที่สุดท้ายกลายเป็นคนดีรักเมืองก็มาเป็นผู้สมัคร เลือกตั้งในตอนจบ คือกลายเป็นว่าเป็นคนดีที่ขายยาให้ประชาชนเพราะรัฐมันเลวไงมันหมางเมิน ประชาชน เสพย์ยาแก้เครียดกันหน่อยมั้ยจะได้ปลดปล่อยบ้าง

– สรุปคือการรีเมคครั้งนี้ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆเลย เพียงแต่เห็นว่า มันสามารถทำกำไรได้อย่างงามๆทั่วโลก แล้วการได้พอล เข้ามา ที่ไม่ได้ดึงเสน่ห์อะไรของเขาออกมาทั้งสิ้นอยู่แล้ว ประสบอุบัติเหตุพอดิบพอดี มันจึงทำให้หนังเรื่องนี้ดังไปในตัว แต่สุดท้าย มันก็เป็นหนังแอคชั่นดาดๆ ที่ดูแล้วจบกัน ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ ขนาดอยากจะลืมๆไปว่า นี้คือหนังเรื่องสุดท้ายของ พอล วอล์คเกอร์ จริงๆ

คะแนน 5/10

 

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ