รักแท้ พรมลิขิต และเพศสภาพ

ในโลกปัจจุบันนั้นไม่อาจแน่ชัดว่ายังมีใครหลงใหลความรักในแบบอุดมคติที่มีชื่อเรียกกันว่า รักแท้ (Soul Mate) กันอยู่อีกหรือเปล่า จะมีความเป็นไปได้ไหมว่ารักแรกพบ ยังสามารถเกิดขึ้นในสายธารยุคปัจจุบัน และการเจอกันของคนคู่หนึ่งจะเป็นสิ่งเรียกที่เรียกกันว่าพรมลิขิตใช่หรือไม่ ?

คำถามข้างต้นอาจตอบได้ในแบบ อัตบุคคล ซึ่งไม่มีคำตอบที่แน่ชัดตายตัว แต่สำหรับ ซูอินวู (Byung-hun Lee) แล้วเขาเชื่อในสิ่งกล่าวอ้างข้างต้นได้อย่างเต็มประดา ความบังเอิญในเย็นวันหนึ่งท่ามกลางการฝนตกมันนำพาให้เขาได้พบกับ เตฮี (Eun-ju Lee) และเขาเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้คือรักแท้พรมลิขิตที่โชคชะตาขีดไว้ให้เขาและเธอได้คู่กัน

การเริ่มเรื่องของการเปิดตัวละครจึงไม่วายในการหาหนทางในการจีบ เตฮี ด้วยวิธีการต่างๆ แม้จะดูน้ำเน่าไม่ต่างจากละครหลังข่าวสักเพียงใด แต่ก็ทำให้เขาและเธอได้รักกัน และต่างเข้าใจตรงกันถึง รักแท้ (Soul Mate) ที่มีอยู่ในขบวนการจิตสำนึกของทั้งคู่ และจะอยู่ครองรักกันตราบนานเท่านาน แม้จะชาติภพปางใด ซูอินวู ก็จะตามหาและครองรักกับเธอไปทุกๆชาติไป

แต่แล้วความขัดแย้ง (Conflict) ก็ได้เริ่มบังเกิดกับเขาทั้งคู่ การไปรับใช้ชาติของ ซูอินวู นำพาให้เขาต้องแยกจากกัน คำมั่นสัญญาที่ต่างให้กันไว้ว่าจะมาพบกันในคืนหนึ่งที่สถานีรถไฟฟ้า แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด เตฮี ไม่ได้มาตามนัด หรือรักแท้เป็นเพียงของเล่นในวัยเยาว์เท่านั้น

ภาพยนตร์นำพาผู้ชมตัดข้ามเวลาไปเกือบ 20 ปี ในวันที่ ซูอินวู มีครอบครัวและลูกน้อย และเข้ารับตำแหน่งคุณครูในโรงเรียนระดับมัธยม วันแรกของการสอน ซูอินวู เริ่มต้นสาธยายว่าเป็นเพราะพรมลิขิตถึงทำให้เขาและนักเรียนทั้งหมดในห้องได้มาพบเจอกัน หรือนี่อาจหมายถึง เขายังคงยึดติดความเป็น พรมลิขิต ที่ยังปลูกฝังรากลึกในระดับจิตวิญญาณของเขาเอง ไม่ว่าเวลาหรือประสบการณ์ชีวิตจะผ่านไปนานเท่าไหร่

มิหนำซ้ำภาพยนตร์ยังเน้นความสำคัญกับตัวละครตัวใหม่ที่เป็นนักเรียนชายที่ชื่อ ฮยุนบิน ซึ่งเริ่มสนิทสนมกับ ซูอินวู มากขึ้นเรื่อยๆ มากเกินผู้ชมอาจเริ่มสงสัยในความเป็นไปของ คุณครู ซูอินวู ว่าบางทีเขาอาจจะเริ่มมีอาการเบี่ยงเบนทางเพศไป และเริ่มตอกย้ำด้วยสถานการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ การลงแข่งขันวิ่งสามขาและได้เหรียญทองของคนทั้งคู่ ทำให้ความสัมพันธ์เริ่มกระชับเข้าหากัน โดย ฮยุนบิน ไม่ได้ระแวดระวังใดๆไว้เพราะเพียงเห็นว่า เป็นความสัมพันธ์ในระดับครูและลูกศิษย์กันธรรมดา

แต่แล้วเหตุการณ์เริ่มกระชับรุนแรงเข้าเรื่อยๆ เมื่อ ฮยุนบิน ได้ซื้อไฟแช็คอันหนึ่งซึ่งเมื่อ ไม่เกิน 20 ปีก่อนเคยเป็นของ เตฮี ซึ่งทำให้กับ ซูอินวู โดย ฮยุนบิน รู้สึกคุ้นเคยกับไฟแช็ค อันนี้มากจึงซื้อเก็บเอาไว้แล้วนำเอามาในห้องเรียน ทันใดนั้นเองครู ซูอินวู เห็นไฟแช็คเข้าก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง หมายจะถามว่า ฮยุนบิน เป็นใครกันแน่

เท่านั้นเองผู้ชมก็จะได้รับรู้ข้อมูลได้ว่า สิ่งอึดอัดใจทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซูอินวู อาจเพราะสงสัยว่า เตฮี กลับมาเกิดชาติใหม่เป็น ฮยุนบิน และด้วยความบังเอิญจากการสังเกตของ ซูอินวู ทำให้พบเห็นว่า ฮยุนบิน มีลักษณะอาการหรือคำพูดที่ไม่แตกต่าง เตฮีเลย

และจากความสัมพันธ์ที่ ซูอินวู ได้สนิทใกล้ชิดลูกศิษย์จนเกินงาม ทำให้เป็นที่พูดคุยกันในระดับวงกว้างของสังคม และแน่นอนว่าประเทศเกาหลีใต้นั้นปิดกั้นในเรื่องการเบี่ยงเบนทางเพศมากจนถึงขั้น ซูอินวู ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนไป

แต่ด้วยความใคร่ครวญของ ฮยุนบิน ทำให้เริ่มนึกถึงอดีตชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเริ่มจำได้ว่าเขากับ ซูอินวู ได้สัญญาพบกันไว้ที่สถานีรถไฟ เขาจึงรีบเร่งไปที่นั้นอย่างไม่รีรอ และระหว่างเหตุการณ์นี้เอง การตัดต่อของภาพยนตร์ได้เข้ามาช่วยว่า เตฮี ได้โดนรถชนและตายลง โดยที่ ซูอินวู ไม่รู้เลย แต่ตอนนี้เตฮี ในคราบร่างกายของ ฮยุนบิน ได้ฝ่าอุปสรรคแล้วมาประสบพบเจอกันอีกครั้งแม้เวลาจะผ่านไปนานมากแล้วก็ตาม

จุดเด่นของภาพยนตร์คือการตัดต่อที่ไม่น่าเชื่อว่า แม้จะเป็นหนังค่อนไปทางเมโลดราม่าแบบเกาหลี แต่ก็ปกปิดความลับ และประสานต่อกันได้อย่างกลมกลืน บวกทั้งสไตล์สีของภาพที่เน้นออกไปทางหวานเพื่อให้อารมณ์ร่วมแบบโรแมนติกคุกกรุ่นไปไม่จางหาย ผสมกับการถ่ายภาพที่สวยน่าเฝ้ามองและติดตาม

แต่สิ่งที่ภาพยนตร์ทิ้งประเด็น ให้ผู้ชมรู้สึกคงหนีไม่พ้นในเรื่องของความรักแท้พรมลิขิต (Soul Mate) หรือการกลับชาติมาเกิด เป็นวิธีคิดในแบบปรัชญาตะวันออกที่ชัดเจนเป็นอย่างมาก ซึ่งมีกลิ่นอายความเป็นชาวพุทธแบบคนไทยแบบชัดเจน แต่น่าเสียดายเรากลับไม่พบเห็นวิธีคิดแบบนี้ใส่ลงสู่ภาพยนตร์ในประเทศไทยมากนัก ซึ่งไม่ต่างจากการหลงลืมความเป็นรากความคิดที่ดำรงไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษเป็นต้นมา หรืออาจหมายถึงอัตลักษณ์ความคิดของคนไทยที่นักทำหนังต่างใฝ่หา แต่กลับหลงลืมไปอย่างง่ายๆ

นี่คงเป็นการทิ้งประเด็นให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญคิดหนักกว่าเดิมนักในเรื่อง รักแท้แบบพรมลิขิต จะเกิดขึ้นในชาติภพเพศที่เหมือนกันได้หรือไม่ และถ้าอยู่ด้วยกันได้ เราจะอยู่รอดอย่างไรในสภาพสังคมที่ปิดกั้นการรักร่วมเพศแบบเป็นจริงเป็นจัง

แต่ไม่วายที่คู่รักทั้งสองจะตอบคำถามให้กระจ่างชัดแก่ผู้ชม เขาก็พาชวนกันไป กระโดดบันจี้จัมพ์ดิ่งเวหา ทิ้งตัวทอดกอดรักด้วยกันมา โดยไม่มีสายคล้องที่ขาของคนทั้งคู่ ทิ้งปัญหาแต่เพียงเท่านี้ ก่อนจะไปเข้าสู่กระบวนการทำงานของ พรมลิขิตอีกครั้งหนึ่ง โดยเพียงแต่ภาวนาให้ชาติภพหน้าเราเกิดเป็นเพศที่ต่างกัน เพื่อจะครองรักกันได้โดยสันติจากสังคม แล้วทิ้งคำพูดให้ผู้ชมคิดตามๆกัน

“ถ้าหากคุณโดดลงจากหน้าผา ชีวิตผมจะไม่จบอยู่แค่นั้น”
รักแท้และ พรมลิขิตของทั้งคู่งดงามและยิ่งใหญ่ เสียจริงๆ

คะแนน 7.25/10
เกรด B

 

 

ชม Trailer

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ