Charlie Kaufman Film Collection

นึกสนุก อยากลองเขียนถึงหนังของใครสักคนรวดเดียว เลยขอเริ่มต้นที่ ชาร์ลี คอฟแมน ก่อน เพราะเขามีหนังไม่เยอะ (6 เรื่อง) แต่เป็นคนเขียนบทอเมริกันร่วมสมัยที่น่าสนใจมาก ทั้งการเขียนบทหนังไม่อินังขังขอบต่อขนบธรรมเนียม และมีเนื้อหาหนังที่ค่อนข้างลึกซึ้ง เหมาะสมสำหรับการดูแล้วดูอีกอย่างยิ่ง

โดยจะขอไล่จากหนังที่ชอบน้อยที่สุดขึ้นไป พร้อมคอมเม้นต์เล็กๆน้อยๆ

6. Confessions of a Dangerous Mind (2002) คอฟแมนเขียนบท 

Confessions of a Dangerous Mind


นี่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายของคอฟแมนที่เราดู เราเห็นว่ามันเป็นหนังที่มีความคอฟแมนน้อยที่สุด สัมผัสได้แต่กลิ่นแต่ไม่ชัดเจน ยิ่งถ้าลองไปอ่านบทสัมภาษณ์แล้วจะรู้ว่า คอฟแมน โกรธมากที่ จอร์จ คลูนีย์ เปลี่ยนบทหนังเขาโดยไม่ได้ปรึกษา และตัดส่วนที่เขาสนใจออก ซึ่งถ้าไม่ได้บอกว่าคอฟแมน เขียนบท ก็แทบไม่รู้เลย แม้เราจะรู้สัมผัสได้ถึงตัวละครในแบบฮอฟแมน ตัวละครที่ต้องการเป็นคนพิเศษทั้งที่ในความจริงพวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา โดยเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือของ ชัค แบร์ริส โปรดิวเซอร์รายการทีวีโชว์ในอเมริกันยุค 80s ที่เขียนบันทึกเอาไว้ว่าเขาเคยเป็น CIA อยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นเพียงเรื่องแต่งของคนๆหนึ่งที่อาชีพการงานของเขาถูกโจมตีว่าเป็นคนทำรายการบันเทิงขยะ และยังเป็นการทำลายวัฒนธรรมที่ดีอีกด้วย ดังนั้นมันควรเป็นหนังที่เราจะได้สัมผัสกับผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามเขียนเพิ่มเติมชีวิตของเขาในรูปแบบหนังสือ ซึ่งไม่ต่างจากหนังหลายเรื่องของคอฟแมนที่ใช้ศิลปะเพื่อยกฐานะตัวละครให้ตัวเองมีคุณค่า เช่น การเขียนบทใน Adaptation ,หุ่นเชิดใน Being Jon Malkovich และละครเวทีใน Synrdoche,Newyork แต่ไม่ว่านี่จะเป็นหนังที่เขียนบทโดยคอฟแมนหรือไม่ งานโดยรวมของหนังเรื่องยังเป็นหนังมีปัญหา และดูจะเป็นงานที่ไม่ลงตัวของผู้กำกับมือใหม่ จอร์จ คลูนีย์ จนทำให้ตัวหนังเลยไม่สามารถพาไปสัมผัสอารมณ์ของตัวละครเหมือนหนังเรื่องอื่นที่เราชอบได้

 


5. Adaptation (2002) คอฟแมนเขียนบท 

Adaptation. (2002)
ชื่นชมอย่างถึงที่สุด ที่คอฟแมนสะท้อนอารมณ์ของคนเขียนบทซึ่งก็คือตัวเขาเองโดยตรงใส่ลงมาในหนังเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมา เป็นการทำให้เห็นภาวะความยากลำบากในการเขียนบท และการดัดแปลงหนังสือเรื่องกล้วยไม้ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับตัวคอฟแมนนั้นเราชอบมาก และชื่นชมคอฟแมนมาก แต่เรากลับเห็นว่าในส่วนของการดัดแปลงเรื่องของกล้วยไม้ ที่นำเสนอการดัดแปลงกล้วยไม้ของนักหนังสือพิมพ์ของ ซูซาน นั้นน่าสนใจตรงไหน ทำให้ แม้เราจะเห็นการเชื่อมโยงระหว่างคอนเซฟท์การดัดแปลง กับการโยงเข้ากับทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน แต่ก็ไม่ได้ถูกเก็บไว้เป็นคอนเซฟท์ที่ขยายความคิดของหนังตลอดเรื่อง และทำให้คุณค่าของหนังมุ่งตรงไปยังส่วนของการล้อเล่นกับความจริงกับเรื่องแต่งซะมากกว่า ซึ่งมันซับซ้อนและพร่าเลือนจนรู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการทำให้เห็นความยากลำบากของคนดัดแปลง และคนเขียนบท ที่อ้างอิงมาจากความจริง ให้กลายเป็นเรื่องแต่ง เรื่องแต่งที่ต่อเติมมาจากความเป็นจริง และยังทำเสมอเหมือนว่านั้นคือความจริง เหมือนที่คอฟแมน เขียเครดิต หนังเรื่องนี้ให้กับน้องชาย โดนัลด์ คอฟแมน ทั้งที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง

 

 


4. Human Nature (2001) คอฟแมนเขียนบท 

Human Nature (2001)

เป็นหนังตลกที่กำกับ มิเชล กงดรี้ ที่เสียดสีและจิกกับความเป็นมนุษย์ได้อย่างแสบสันต์เรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา ทำให้เห็นความตลบแตลง ตอแหล ของความมนุษย์ และการก้ำกึ่งระหว่างศิวิไลซ์ และความป่าเถื่อนตามสัญชาตญาณสัตว์ป่า และความตลกของการเรียนรู้ระหว่างมนุษย์ที่ถูกให้กลายเป็นสัตว์ และสัตว์ที่ถูกฝึกให้เหมือนมนุษย์

3 เรื่องต่อจากนี้คือหนังมาสเตอร์พีชของเรา และสามารถดูได้อีกหลายๆรอบ โดยที่มันยังมีคุณค่าทางความคิดให้เก็บตามรายทางได้อีกอยู่เรื่อยๆ

3. Being John Malkovich (1999) คอฟแมนเขียนบท 

Being John Malkovich (1999)

เราไม่อยากจัดให้เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์อย่างเดียวเท่านั้นแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้สามารถจัดได้ว่ามันเป็นหลักปรัชญาความคิดของตัวมัน โดยอยู่ในสื่อภาพยนตร์เท่านั้น เพราะนอกจากมันจะได้สร้างทฤษฎีการสวมตัวตนเป็นคนอื่น โดยตัวตนของเรา ไม่ต้องมีตัวเราอยู่จริง เราแค่บังคับตัวตนที่เราสวมรอยเพียงเท่านั้น ซึ่งมันเป็นหลักคิดที่สามารถนำมาใช้กับโลกโซเชียลมีเดียในปัจจุบันอย่างไม่เคอะเขินแต่อย่างใด ซึ่งล้ำหน้ามากถ้าดูจากเวลาที่มันสร้าง 1999 อีกทั้งมันก็ยังพูดถึงการเรียนรู้ตัวตนผ่านการเป็นคนอื่น อาทิ เรื่องเพศ การรักกันผ่านโลกตัวตนเสมือน ซึ่งแต่ละเรื่องมันเป็นแนวคิดเรื่องของตัวตนในโลกร่วมสมัยทั้งนั้น ซึ่งตัวละครแต่ละตัวในหนังเรื่องนี้แทบไม่ได้เป็นตัวตนของเขาจริงๆเลยด้วย มันจึงทำให้เราต้องมาฉุกคิดของพรมแดนด้านตัวตนในแบบหยั่งลึกให้สุดๆ ไปเลย หรือจะบอกได้ว่า เอกลักษณ์ในบทหนังของคอฟแมน คือ การหมกมุ่นในตัวตนของตัวเองอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

2. Synecdoche, New York (2008) คอฟแมนเขียนบทและกำกับ

นี่คือหนังเรื่องเดียวที่คอฟแมนกำกับ และทำได้อย่างสลับซับซ้อนพิลึกกึกกือในแบบที่ไม่เคยดูที่ใดมาก่อน และพูดในเรื่องของการจำลองตัวตนของเราไปเรื่อยๆ ผ่านการถ่ายทอดทางศิลปะละคร จนสุดท้ายเราไม่สามารถหาเอกลัษณ์ของตัวตนของเราได้อีกต่อไป ในเมือใครๆก็มาเล่นเป็นเราได้ง่ายๆ


Synecdoche, New York (2008)

1. Eternal Sunshine of the Spotless Mind คอฟแมนเขียนบท

#ร้องไห้หนักมาก สำหรับใครที่สนใจเรื่องของความทรงจำและตัวตนคงรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่มหัศจรรย์ ที่สามารถทำประเด็นอะไรที่ดูเป็นเรื่องล้อเล่น ให้ดูจริงจัง และผสมกับความคิดที่ฉลาดเฉลียวของคอฟแมนได้อย่างลงตัว และที่สำคัญมันยังพูดในเรื่องความรักในการเรียนรู้ได้อย่าตลกผลึกจนเป็นหนังยอดนักรักอะไรประมาณนั้น และยังตั้งคำถามต่อความทรงจำกับตัวตน เช่น ถ้าเราไม่เหลือความทรงจำ เรายังเหลือสัญชาตญาณและตัวตนบางอย่างที่กระตุ้นเราให้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเคยใช้ รู้สึกในแบบที่เราเคยรู้สึกได้หรือไม่

เหนืออื่นใด การที่กำกับโดยผู้กำกับที่มีสไตล์ มิเชล กงดรี้ มันทำให้หนังไม่ได้เจ๋งแค่ความคิด แต่มันมีการนำเสนอ และวิชวล ที่สุดยอด ที่สะท้อนความรู้สึกความทรงจำ และการหลงลืมได้อย่างดี ไม่รู้จะเขึยนอะไรแล้ว เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสจะเขียนเรื่องนี้อย่างจัดเต็ม เพราะมันทั้งมีพลังในด้านอารมณ์ การนำเสนอ และไลฟ์สไตล์ของมัน จนเราชื่นชอบและหลงรักมันมา

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ