รีวิว-Contempt-(Jean-Luc-Godard,-1963)

Contempt (Jean-Luc Godard, 1963)

 

เป็นช่วงเวลาการดูที่อิ่มเอมมีความสุขมาก เป็นความผ่อนคลาย ความสุข ความบันเทิงอย่างแท้จริง พอโกดาร์ดมาทำหนังที่โปรดักชั่นเนี๊ยบขึ้น เป็นแบบแผน ไม่ได้เล่นแร่แปรธาตุเพื่อกวนบาทาในเชิงขบขนล้อเล่นกับสื่อภาพยนตร์มาก เน้นเรื่องราวของตัวเรื่องภาพยนตร์ก็ทำได้อย่างละมุนละไมสวยงาม ภาพสวย นึกถีง Pierrot le Fou (1965) แบบโกดาร์ดที่ออมมือไว้ไม่หนักมือมากนัก จึงเป็นรสชาติอีกแบบหนึ่งที่เปลี่ยนไป

ภาพยนตร์ใช้วิธีการเล่าเรื่องคู่รักคู่หนึ่ง เชื่อมโยงกับการถ่ายทำหนังเรื่อง “โอดิสซีย์” ที่กำกับโดย ฟริทซ์ ลัง (ซึ่งเขาให้เกียรติมาเล่นเป็นตัวเองจริงๆ) แน่นอนว่าเรื่องราวระหว่างมหากาพย์ของ โอดิสซีย์ กับเรื่องราวคู่รัก มีจุดเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน ถ้าใครได้อ่านคงสามารถหาจุดเชื่อมโยงระหว่างสองตัวบทนี้ที่อาจทำให้เข้าใจการสัมพันธบทระหว่างเรื่องราวสองเรื่องนี้ได้ (เรายังไม่ได้อ่าน ถ้าได้อ่านเมื่อมาดูอีกครั้งคงจะมีเทียบเคียงเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น)

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวความรัก ของ คามิลล์ และ พอล ก็มีความเอกเทศในตัวเอง เป็นความรักที่ค่อยจืดจางลงช้าๆ ที่คามิลล์ ฝ่ายหญิง ได้ทำร้ายจิตใจเขาด้วยการหมดใจ พอล อย่างไร้เหตผล ซึ่งทำให้รู้สึกตระหนักถึงความรักที่ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง และแน่นอนมันทำให้รื้อฟื้นความทรงจำของตัวเราที่เคยสัมผัสกับประสบการณ์ของรักแบบนี้ ที่มันเจือจาง จางหาย ไปอย่างชั่วพริบตา โกดาร์ดยังคงเก็บรายละเอียดของจังหวะพริ้วไหวของการเผชิญหน้าของหนุ่มสาว ที่มอบความรักให้แก่กัน ไดอะล็อคคมคาย เป็นธรรมชาติได้อย่างสวยงาม

สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นความพิเศษของหนังของโกดาร์ดในทุกเรื่อง นั่นคือการที่ทำให้หญิงสาวปันใจ หญิงสาวหมดรักต่อชายหนุ่ม หรือหาเงินด้วยการเป็นกระหรี่ ในหลายเรื่องก่อนหน้านั้น ไม่เคยทำให้เรารู้สึกว่า ผู้หญิงเหล่านี้เป็นหญิงชั่วในสายตาของเราแม้แต่ครั้งเดียว มิหนำซ้ำหญิงสาวของโกดาร์ดทุกเรื่อง ยังคงมนต์เสน่ห์ ชวนมอง ทุกรายละเอียด ทุกคำพูด ทุกการพร่ำพรรณนา เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ที่มีความเป็นตัวเอง มีความอิสระ ไม่เคยยึดติดกับชายใด ซึ่งเป็นได้ดีกับปรัชญาเอ็กซิสท์ที่ครอบคลุมสังคมช่วงเวลานั้นอยู่

แม้ว่า คามิลล์ ในภาพยนตร์เรื่องนี้จะเริ่มต้นด้วยการบุคลิกผิดแปลกจากหญิงสาวของโกดาร์ดในหนังเรื่องอื่น เพราะเธอเริ่มต้นด้วยการทำตัวเหมือนวัตถุของผู้ชาย ให้โอกาสเพศชายในการตัดสินใจทุกสิ่งในชีวิตเธอ แต่เมื่อถึงจุดที่พอล เหมือนจะตัดสินใจให้เธอในสิ่งที่เธอรู้สึกผิดหวัง จนนำไปสู่ความรู้สึกบางอย่างที่เธอเก็บงำไว้ และทำให้ความรักของเธอจืดจาง จนหมดรักในที่สุด ซึ่งพอล ก็ไม่สามารถมองเธอด้วยผู้หญิงในแบบช่วงเริ่มต้นอีกต่อไป เธอผู้หญิงที่ต่อต้านความรู้สึกของการเป็นผู้หญิงในแบบเดิม เชื่อเหลือเกินว่านี่เป็นภาพผู้หญิงที่กำลังยั่วล้อ กับผู้หญิงยุคเก่าในแบบโอดิสซีย์ ซึ่งมหากาพย์เหล่านี้มักนำเสนอด้วยภาพของฮีโร่ผู้เป็นใหญ่ มีความเป็นชายแบบทรงพลัง ซึ่งต่างจากพอล ที่ไม่สามารถแบกความเป็นชายแบบนั้นไว้ให้ได้ ซึ่งนำไปสู่การหมดรักจาก คามิลล์ ในที่สุด และแน่นอนมันจึงนำไปสู่ความรู้สึกเศร้าสร้อยสะท้อนอารมณ์อกหักของผู้ชาย ซึ่งสอคล้องกับช่วงเวลานั้นของโกดาร์ดที่มีปัญหากับคนรักของเขา แอนนา คาริน่า ซึ่งหนังเรื่องนี้ เป็นเหมือนภาพยนตร์ในรักร้าวของโกดาร์ดเอง ซึ่งถูกนำมาตีความสะท้อนอารมณ์รักขอโกดาร์ดในกลุ่มซีเนไฟล์ยุคหลัง

ดังนั้น นอกจากสิ่งมากมายที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้หมดในการเขียนชิ้นนี้ ทั้งเรื่องราวของบันทึกเบื้องหลังการทำหนังในแบบอเมริกัน และการเชื่อมโยงระหว่างเรื่องราวของโอดิสซีย์ ซึ่งตัวหนังเองก็แอบใส่สัญลักษณ์ต่างๆให้ดูเป็นยุคสมัยกรีก-โรมัน หลายส่วน เช่น ผ้าเช็คตัวก็ถูกห่อหุ้มร่างกายเหมือนเครื่องแต่งกานสมัยก่อน หรือฉากคว้างม้นฟิล์ม ก็ออกลีลาท่าเหมือนแข่งขันโอลิมปิกอยู่ ฯลฯ

แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ยังเด้นชัดและความรู้สึกได้ยังเป็นความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวกับความรักที่ไม่มั่นคงรวดร้าว ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เรานิยมชมชอบในหนังโกดาร์ดแทบทุกเรื่อง เพราะต่อให้สุดท้ายแล้วความรักจะจบลงแบบไม่สมหวัง หรือรวดร้าวเพียงใด แต่ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่หนังมอบให้ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนั้นก็สวยงาม โดยเฉพาะผู้หญิงในหนังโกดาร์ดทุกเรื่องที่เป็นผู้หญิงฉลาด สมัยใหม่ และมีความเฟมินิสต์อยู่ในตัว จนผู้ชายสุดท้ายก็ถูกหักหลัง ปันใจ และเดินจากไปอย่างไม่ใยดี หนังโกดาร์ดในแง่มุมของความรัก จึงเป็นนำเสนอแง่มุมของผู้ชายที่ถูกทิ้ง แต่เป็นการโดนทิ้งที่เราไม่สามารถทรีตว่าเธอเหล่านั้นเป็นผู้หญิงชั่วได้เลย อีกทั้งพวกเธอยังงดงาม มีเสน่ห์ เพียงแต่เราก็ไม่รู้ว่า ลมพัดเบาๆ ควันบางๆ หรือเสียงนกร้องในบ่ายนั้นหรือเปล่า ที่ทำให้เธอปันใจไปจากเรา

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ