มนุษยชาติในอุ้งมือผู้นำวิกลจริต

ชื่อเต็ม: Dr. Strangelove or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb

ผู้กำกับ สแตนลี่ย์ คูบริก

**เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์**

ในยุคที่สงครามเย็นยังระบาด ความวิตกกังวล วิตกจริต ของกองทัพทั้งฝ่ายตะวันตกอุดมการณ์เสรีนิยมของประเทศสหรัฐอเมริกา กับฝ่ายตะวันออกอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ของประเทศสหภาพโซเวียต แข่งขันต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงในทุกๆด้าน แต่เห็นจะสำคัญที่สุด ก็คือ การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ เรียกได้ว่าทั้งสองประเทศเตรียมพร้อมในการเปิดสงครามโลกครั้งที่ 3 เสมอ

แต่ด้วยอุดมการณ์แน่วแน่ในการเป็นมหาอำนาจ จึงไม่มีใครอยากลงมือเปิดศึกใครก่อนเนื่องจากอาจทำให้ทั่วโลกประณามได้ นั่นทำให้เกิดภาวะตึงเครียดต่อคนในกองทัพ ต่อคนในชาติ (ไม่ต่างกับ สถานการณ์ที่บ้านเราน้ำท่วม แต่ยังไม่ท่วมถึงบ้านเราซะที แต่ทางรัฐบาลบอกว่าท่วมแน่ๆ ประชาชนก็ได้แต่รอๆ… จนประสาทเสีย) จึงเกิดภาวะหวาดระแวง เกินกว่าเหตุ ต่างฝ่ายต่างไม่มีความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย

หากดูจากจำนวนปีที่ฉาย 1964 สงครามเย็นได้ยุติลงแล้ว แต่หนังเรื่องนี้ได้สะท้อนมุมมองขณะที่สงครามเย็นยังคุกรุ่นอยู่ของผู้กำกับ สแตนลี่ย์ คูบริก (คนสมัยปัจจุบันคงต้องเรียกว่า บรมครู เพราะหนังของแกแต่ละเรื่อง คนสมัยปัจจุบันยังเลียนแบบไม่ได้เลย ที่ชัดเจน คือ 2001:Space Odyssey) การนำเสนอเรื่องมุมมองการเมืองนั่นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เขาสามารถกล้าที่จะเปิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเจ็บแสบ โดยใช้แนวทางของหนังตลกร้าย

สิ่งแรก สแตนลี่ย์ คูบริก วิพากษ์จะเห็นได้ว่าเป็นการตั้งคำถามบางอย่างว่า “ชีวิตคนทั้งโลกมันอยู่ในมือคนเพียงไม่กี่คนเชียวหรือ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าผู้นำเหล่านั้น จะปกป้องเราได้” แต่ภาพการนำเสนอของตัวละครในเรื่องทั้งหมด แทบจะเรียกได้ว่า เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตไม่ปกติเลยทีเดียว

นายพล Jack D ripper เกรงกลัวการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ผ่านทางน้ำ กลัวว่าจะไม่มีน้ำสะอาดใช้ ต้นเหตุน่ะหรอ การไม่ประสบความสำเร็จทางเพศกับผู้หญิงไง แต่พาลคิดว่าเพราะน้ำในตัวของเราไม่สะอาด จึงไม่กล้าไปถึงจุดนั้น(จิตไม่ปกติอย่างแรง) แต่จริงๆแล้ว อาจะเพราะตัวเองไม่สามารถทนรับสภาพของการไร้น้ำยาทางเพศอีกต่อไป

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดูผิวเผินภายนอกอาจดูปกติดี แต่เมื่อได้โทรศัพท์คุยกับ นายกของสหภาพโซเวียต ผู้ชมจะเห็นว่าท่านประธานาธิบดีเหมือนเด็กๆซะเหลือเกิน การโต้เถียงกับนายกโซเวียตเรื่องว่าใครจะเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่ากัน การคุยเล่นกันจนทำให้ผู้ชมสงสัยนี่มันประธานาธิบดี ผู้สูงส่งเชียวหรือ

นายพล Gen. ‘Buck’ Turgidson (George C. Scott) ผู้เกลียดคอมมิวนิสต์เข้าไส้ จึงยุยงให้ประธานาธิบดี เลยตามเลยต่อเหตุการณ์ แล้วประจันหน้าสู้กันโดยทันที เข้าใจโดยง่ายก็คือ เปิดฉากโจมตีโซเวียตก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ

แต่ผู้ชมจะเห็นได้ว่า คูบริก สร้างตัวละคนตัวนี้มาแบบสุดโต่งโดยไม่มีหลักเหตุผลอะไรที่จะสำคัญกว่าใจตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง และการแสดงด้วยความ โอเวอร์แอคติ้ง นั่นมันทำให้อดไม่ได้ที่จะขำซะเหลือเกิน

สุดท้าย Dr. Strangelove (Peter Sellers) นักวิชาการค้นคว้าเรื่องนิวเคลียร์โดยเฉพาะ ซึ่งแปรพักตร์มาจากพวกนาซี แม้จะมีบทบาทแค่ในตอนท้ายของเรื่อง แต่เรียกได้ว่าแย่งบทบาทความโดดเด่นในความอปกติได้น่าขบขันที่สุด

ร่างกายพิการนั่งอยู่บนรถเข็น มือขวาใส่ถุงมือดำ ที่สำคัญเขาไม่สามารควบคุมมือขวาได้ ระหว่างตอนท้ายที่ประธานาธิบดี กำลังปรึกษาหารือเรื่องการเกณฑ์คนไปหลบอยู่ในเหมืองแร่ หากว่าโลกถูกทำลายจริง ก็มีช็อตที่น่าขบขันที่สุด นั่นคือมือขวาของ Dr. Strangelove ชักกระตุกทำงานขึ้นมาเอง โดยการใช้มือขวาเหยียดตรงไปข้างหน้า เหมือนการแสดงความเคารพฮิตเลอร์

หรืออาจหมายถึงว่า คูบริก กำลังล้อเลียนกลุ่มผู้นำเหล่านี้ว่าหากใช้อำนาจมากเกินจำเป็น ก็อาจกลายเป็นเผด็จการไม่ต่างจากฮิตเลอร์เลย (ฉากนี้ แอบเห็น 1 ในกลุ่มคนข้างหลัง Dr. Strangelove ขำขึ้นมาแต่คูบริกอาจะไม่เห็น หรือไม่คูบริกก็อาจจะปล่อยผ่านไปเพราะรู้ว่า อารมณ์ของผู้ชมในฉากนั้นมันวายป่วงหมดแล้ว )

ฉากในเครื่องบินรบก็แสนน่าสนใจนักบินถูกให้ไปทิ้งระเบิดโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร แถมการได้รับคำสั่งแล้วไม่สามารถเรียกกลับได้ เหตุเพราะต้องเปลี่ยนคลื่นวิทยุทำให้ไม่สามารติดต่อกับนักบินได้ เนื่องจากกลัวศัตรูเข้าแทรกแซง(นี่เป็นจุดหนึ่งที่ คูบริก ใช้จุดบอดของกองทัพ มาวิพากษ์ซะแดดิ้น)

ในตอนแรกนั้นหนังมีแนวทางดูจริงจัง นักบินเปรีบเหมือนฮีโร่ของคนในชาติ แต่เมื่อดำเนินเรื่องไปสู่กลางเรื่อง ความแปลกพิกลหลายๆอย่าง มันเริ่มปรากฎออกมาอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว เสียงเพลงประกอบปลุกใจที่ฟังไปฟังมามันดูตลกชอบกล รวมทั้งน้ำเสียงของนักบิน และใช้ระยะภาพวูบวาบ(เหมือนอยู่ในหนังตลก)

จุดสุดยอดของฉากนี้ และผู้ชมคงจดจำไปได้อีกนานก็คือ ฉากที่เครื่องบินเกิดความขัดข้องจนไม่สามารถทิ้งระเบิดได้ TJ Kingkong จึงอาสาไปดูระบบไฟฟ้าของห้องเครื่อง แต่หลังจากเขาแก้ปัญหาเสร็จเรียบร้อย ยังไม่ทันที่เขาจะกลับมาประจำตำแหน่ง นักบินกลับปล่อยระเบิดออกไป ทำให้ TJ Kingkong ถูกปล่อยไปพร้อมระเบิดในท่าที่เขาขี่ระเบิดสู่ท้องฟ้าภายนอก ซึ่งดูคล้ายกับการควบม้าในหนังคาวบอยตะวันตก การใส่หมวกคาวบอยในตอนต้นเรื่องอาจดูจงใจ พร้อมเสียงร้องโหยหวนที่น่าขบขัน (ดูจากสถานการณ์ก็น่าเศร้าใจ แต่มันกลับขำซะอย่างนั้น)

นี่ยังไม่รวมฉากในตอนต้น ที่ดูเหมือนเครื่องบิน 2 ลำ กำลังร่วมเพศกันอย่างไรอย่างนั้น

สิ่งที่น่าจดจำอีกสิ่งหนึ่ง ก็คือ คูบริก ใช้ Peter Sellers แสดงถึง 3 บทบาท ในเรื่องนี้นั่นก็คือ ในบทกัปตัน Mendrake , ประธานาธิบดี และ Dr. Strangelove และหากผู้ชมไม่ได้หาข้อมูลก่อนชม ก็จะเกิดความอึ้งเล็กน้อยในความแนบเนียนของคูบริก ไม่ว่าจะเป็นแต่งหน้า แต่งตา หรือจะเป็นการหลอกมุมกล้อง ซึ่งไม่มี่ที่ติเลยจริงๆ (มีฉาก Peter Sellers คุยกันเองด้วย)

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนในกองทัพจะรู้สึกสะอึก กับสิ่งที่คูบริก นำเสนอออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ แต่คงเป็นที่ถูกอกถูกใจต่อบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นเหมือนของขวัญของคูบริกแก่ประชาชน หลังการล่มสลายของสงครามเย็น เพราะต้องทนทุกข์จากการเล่นเกมเชิงจิตวิทยามาเนิ่นนาน

แม้หนังจะดูเป็นการวิพากษ์ และประชดประชนสงคราม แต่สาระของคูบริกยังคงเด่นชัดเหมือนเคย ในเรื่องการตั้งคำถามว่า มนุษย์กับเครื่องกล(วัตถุนิยม) จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างไร การสะสมอาวุธ(ระเบิดนิเคลียร์) มันเป็นหนทางการอยู่รอดของมนุษย์เชียวหรือ

แล้วถ้าเกิดเหล่าผู้นำที่เราคิดว่าไว้ใจได้ มันเกิดวิกลจริต แบบในหนังหละ มนุษย์จะไปต่างอะไรกับของเล่นของผู้มีอำนาจ หรือมนุษยชาติมีค่าเป็นแค่ของเล่นในอุ้งมืออุ้งตีนของผู้นำวิกลจริต น่าคิดนะครับ

คะแนน 8.5/10
เกรด A+

คะแนนความวายป่วง *10/10*

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ