Edge of Tomorrow

 

– ในแง่ของการเป็นหนังแอคชั่นยอมรับเลยว่านี้เป็นหนังที่ดูสนุกมาก เราลุ้นตลอดเวลาว่าเหตุการณ์มันจะคืบหน้าอย่างไรต่อไปในทุกการกลับมา มันทำให้หนังไม่มีจุดใดที่ทำให้เกิดความน่าเบื่อ แม้ตัวละครจะต้องกลับมาในสถานการณ์เดิมซ้ำๆก็ตาม

– แถมขณะที่เหตุการณ์กำลังเดินหน้าไปแล้วถูกกระชากกลับมาก็กลายเป็นเรื่องตลก ได้หลายๆครั้งฟังจากเสียงหัวเราะคนในโรง ซึ่งการหัวเราะแบบนี้มันน่าจะเกิดจากการที่ทุกครั้งที่เราดูหนังสมองเรา กำลังทำหน้าที่ประมวลผลเพื่อให้เหตุการณ์มันเดินไปข้างหน้า แต่เมื่อมีอะไรฉุดกลับหลังทำให้ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ มันก็เหมือนการขัดขวางการเดินหน้าทางสมองเรา แต่เราก็รู้ว่าการชะงักเรานั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวหนัง ทำให้เราไม่ได้หัวเสียแต่อย่างไร แถมเปลี่ยนเป็นการขบขันอีกด้วย ลองเปลี่ยนการชะงักโดยไฟดับสิ จะไม่มีใครหัวเราะแน่ๆ หึหึ

– ที่บอกแบบนี้เพราะเราสนใจการตัดต่อในหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้เราเหมือนค้างความทรงจำที่เราดูไปแล้วให้ย้อนกลับมาได้ และหนังก็เล่นกับรายละเอียดในส่วนที่คนดู ดูไปแล้ว ให้กลับกลายเป็นมุขตลก การตัดต่อจึงทำให้เราคิดถึงวิธีการรื้อฟื้นความทรงจำของสมองเรา แต่นี้มันเหมือนการหยั่งรู้อนาคตของตัวละครมากกว่า เป็นวิธีการเดจาวู และหนังก็เหมือนรู้ว่า ทุกซีนที่เล่นไปแล้วนั้น สามารถเอากลับมาเล่นกับวิธีการจดจำของคนดูยังไง พูดง่ายๆว่าหนังรู้ศักยภาพของตัวเองกับกระบวนการรับรู้ทางสมองของผู้ชม นี่จึงทำให้หนังสามารถเล่าเรื่องด้วยความรวดเร็ว ในจุดที่ผู้ชมจดจำได้แบบซ้ำๆ จุดนี้เราไม่รู้ว่าควรให้เครดิตหนัง หรือ จริงๆแล้วมันเป็นหลักจิตวิทยาของสมองคนปกติ แต่เมื่อมันต้องใช้ร่วมกันหนังก็ได้รับเครดิตไป เราชอบที่บางครั้งหนังใช้ไม่กี่ช็อตซ้ำๆ ที่ทำให้คนจดจำ เพื่อกลับมาอยู่ในจุดเดิมๆ โดยไม่ต้องเล่าเรื่องเยิ่นเย้อแต่ก็ทำให้เราไม่ได้หลุดไปจากหนังแต่อย่างใด

– แต่สิ่งที่เราแอบผิดหวังในแง่ของการเป็นหนังไซไฟคือ เนื่องจากมันต้องให้คุณค่ากับการเล่าเรื่องวนเวียนไปมาในการทำภารกิจ มันจึงกลายเป็นหนังแอคชั่นทำภารกิจที่ขโมยแนวหนังไซไฟมาตอบสนองความเป็นโลก ที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์มาจับ หรือมันไม่ได้ทำให้เราตระหนักว่าโลกยุคที่อยู่ในหนังมันโลกยุคอนาคตยังไง แล้วมันแตกต่างอะไรกับโลกยุคสงครามที่มันผ่านมาแล้วยังไง เพราะเอเลี่ยนในเรื่องมันก็เหมือนจะบอกว่าบุกมาจาก รัสเซีย และ จีน (ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งเป็นภาพแทนของคอมมิวนิสต์ ที่กำลังจู่โจมยึดครอง ทั่วยุโรป มันก็คือสงครามเย็นหรือสงครามโ,กแบบเดิมๆ ที่อยู่ในยุคอนาคตเท่านั้น เพียงแต่สงครามครั้งนี้มันเฟี้ยวกว่า มันเท่กว่า ชุดมันได้ใจกว่า แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าโลกอนาคตแบบนี้เป็นโลกที่จะเป็นจริงได้ใน อนาคต ซึ่งผิดกลับหนังไซไฟหลายเรื่องก่อนหน้า แต่อาจเพราะหนังมันดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นด้วยก็ได้มันจึงทำให้หลุดจาก หนังไซไฟในแบบที่เคยดู (นี่เป็นข้ออ้าง)

– อีกอย่างหนังเริ่มต้นน่าสนใจมากที่สร้างให้ตัวเอก เคจ ไม่ได้อยากร่วมรบแต่อย่างใด ซึ่งค่อนข้างหายาก เพราะตัวเอกในหนังอเมริกากระสันปกป้องทำเพื่อชาติอยู่ร่ำไป ดังนั้นการร่วมรบครั้งนี้ของ เคจ ก็มีฐานะคล้ายการเป็นคนนอกของสนามรบ ซึ่งตลกดี แต่สุดท้ายการเป็นคนนอกหรือเป็นคนไม่ได้อยากร่วมรบนั้น ก็ไม่ได้ถูกคลี่คลายหรือทำให้น่าสนใจแต่อย่างใดเมื่อหนังรุดหน้าไป เพราะสุดท้ายเขาก็กลายเป็นคนเก่งในปกป้องชาติ อีกทั้ง ริต้า ที่เหมือนกับว่าจะเป็นคนที่ต้องการรบเพื่อชาติมากแท้จริงแล้ว เธอมาอยู่ตรงนี้ได้เพราะเครื่องย้อนกลับเหมือนกันทำให้เขากลายเป็นคนเก่ง โดยเราก็ไม่รู้ว่า ภูมิหลังเธออาจจะไม่ได้อยากร่วมรบในแบบเดียวกับเคจก็ได้

– พอเราคิดแบบนี้เราเลยรู้สึกว่าเครื่อง Repeat ที่เป็นพลังของคู่ต่อสู้นั้น มันกลายเป็นเครื่องล้างสมองของฝ่ายตัวเองได้เหมือนกัน ในแง่ที่ว่ามันทำให้คนไม่ได้สนใจสงคราม ต้องมาสนใจเพราะถูกบีบบังคับ และจะทำอย่างไรก็ได้เพื่อทำให้สงครามสงบลงในแง่ที่ต้องขจัดศัตรู คือไม่ได้สร้างสันติภาพในการยุติดสงคราม แต่เป็นภาพแทนของการทำลายล้างด้วบอาวุธของศัตรูเอง(เครื่องย้อน) ซึ่งนี้ก็กลายเเป็นข้อผูกมัดที่ต้องรบเพื่อชาติในอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งๆที่เขาอาจจะบอกว่า ทำเพื่อตนเองให้อยู่รอดก็ว่าได้ แต่การทำเพื่อตัวเองในแบบในหนัง ก็ต้องมาพร้อมกับประโยชน์สุขของประเทศชาติและฝ่ายตนเป็นสำคัญอยู่ดี

– ดังนั้นภาพของการเป็นขบฎทหารในตอนเริ่มต้นของเคจ มันจบลงที่ว่าสุดท้ายเขาเป็นทหารที่เก่งกาจและควรถูกยกย่อง ในแง่ของการทำเพื่อชาติ

– เกิดตายวนเวียนจึงคล้ายกับการบอกได้ว่า ถ้าไม่ได้รับชัยชนะในสงครามก็ยอมตายเพื่อชาติซะดีกว่า อย่าได้กลับมาเหยียบแผ่นดินในฐานะผู้แพ้อีกเลย (ตายซ้ำๆ เหมือนการพ่ายแพ้ เพื่อรอวันชนะสักครั้งเดียว)

– แต่ทั้งหมดนี้สิ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้ที่สุดในแง่ของที่ว่ามันสนุกในหนัง แนวทำภารกิจแล้ว เอมิลี บลันต์ ก็เป็นสิ่งที่ชอบที่สุด โดยเฉพาะในฉากที่เธอกำลังวิดพื้น กล้ามเนื้อของเธอนั้นก็ดูมีเสน่ห์อย่าบอกใคร

 

คะแนน 7.5 /10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ