Gaspar Noe Film Collection

ภาพยนตร์ของกัสปาร์ โน มีความโดดเด่นที่สไตล์ของภาพ โดยเนื้อหาของภาพยนตร์กัสปาร์มักนำเสนอตัวละครที่ค่อนข้างเลวทราม ต่ำช้า เพื่อกระทบกระทั่งศีลธรรมของผู้ชมชนชั้นกลาง (โดยเฉพาะเรื่องแรก) ถึงขั้นเขาบอกว่าเสียใจที่สุดหนังเรื่องแรกของเขา I Stand Alone ไม่ถูกแบนในฝรั่งเศส ทั้งๆที่เขาอยากให้แบน เพราะเป็นข้อพิสูจน์หนังของเขาประสบความสำเร็จที่ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถยอม รับได้ แต่เหนืออื่นใดนอกจากวิชวล/การใช้สไตล์ภาพ/การเคลื่อนกล้องที่เหนือมนุษย์ ของกัสปาร์แล้ว ประเด็นความเป็นมนุษย์ การดำรงอยู่ และการตัดสินใจของชีวิตในแต่ละเสี้ยวขณะหนึ่ง มันสำคัญมากๆ และปราะบางมาก ในหนัง 3 เรื่องของเขา

I Stand Alone (1998)

หนัง ใช้สไตล์ภาพที่เรียกร้องความสนใจต่อผู้ชมมาก โดยใช้เสียประกอบเป็นเสียงปืน พร้อมทั้งยังมีการซูมหน้าแบบปัจจุบันทันด่วนไม่ต่างกับอาการไฟช็อตหรืออาการ ชักของคน แถมตัวหนังก็รุนแรงมาก และยังนำเสนอเรื่องความผิดศีลธรรมระหว่างพ่อและลูกสาว แต่เหนืออื่นใดมันเป็นการนำเสนอภาพของสังคมชนชั้นล่างของสังคมฝรั่งเศสอัน มัวหมองที่แตกต่างจากการนำเสนอภาพชนชั้นกลางอันเรียบหรู และปัญญาชนในหนังฝรั่งเศสที่เราพบเห็น ซึ่งทำให้ตัวหนังสะท้อนความอัปรีย์เสื่อมถอย และการต่อสู้ดื้นรนของชายขายเนื้อที่จมไปสู่ความเลวร้าย ในช่วงซีนสูดท้ายหนัง Intertitle ขึ้นเตือนนว่า “ให้ลุกออกจากที่นั่งภายใน 30 วินาที เพราะจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นต่อจากนี้” ซึ่งเป็นลูกเล่นที่เรียกร้องความสนใจ แถมยังมีการหักมุม โดยการล้อเลียนการใช้เสียงเพลงที่เหมือนการจบแบบมีความสุข ก่อนที่ผู้ชมจะนึกขึ้นได้ว่าโดนหลอก จนเลวร้ายไม่ต่างกันเท่าไหร่เลย

อ่าน รีวิว I Stand Alone (1998)

Irréversible (2002)

หนัง เรื่องนี้ก็เปรยลูกเล่นตั้งแต่ตัวอักษร Open Credit ที่ใช้ตัวอักษรสลับกัน เพื่อทำให้เห็นจะรื่องราวสลับกันระหว่างตอนต้นและตอนท้าย เหมือนหนัง Memento หนังเปิดซีนแรกซึ่งก็คือซีนสุดท้าย ที่มาร์คัส (แวนซองต์ คาสเซล) บุกเข้าไปในคลับเกย์และไปฆ่าล้างแค้นเกย์คนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยมมาก เอาถังดับเพลิงกระแทกหน้าอย่างสยดสยอง ก่อนหนังจะย้อนเล่ากลับขึ้นมาเล่าซีนก่อนหน้า ทำให้รู้ว่าแฟนสาวมาร์คัสถูกเกย์ฆ่าข่มขืนปางตาย และก่อนจะย้อนกลับที่จะกลายเป็นว่าเราจะเริ่มเห็นความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆของ มาร์คัสเอง ที่ไม่สามารถปกป้องแฟนสาวของตัวเองได้ และเมื่อยิ่งย้อนกลับไปมากเท่าไหร่เรายิ่งเห็นความงดงามของความเป็นคู่รัก ระหว่างมาร์คัสและอเล็กแฟนสาวมากเท่านั้น ซึ่งจะสวนทางกับเหตุการณ์โศกนาฎกรรมที่มันเกิดไปแล้ว ทำให้รู้สึกปลงตกต่อชีวิตเหมือนกัน และระหว่างทางการเล่าเรื่องหนังใช้สไตล์ภาพที่ค่อนข้างทำให้สับสนมึนหัวตลอด เวลา

Enter The Void (2009)

หนังเรื่องนี้ อาจจัดได้ว่าเป็นการตีความภาวะหลังความตายและการการเสพยาเกิน ขนาดด้วยสไตล์ศิลปะPsychedelic และใช้มุมมองของตัวละครที่หนึ่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งลบเส้นแบ่งระหว่างผู้ชมเป็นคนดูหนัง แต่ผู้ชมกลายเป็นตัวละครไปด้วย เหมือนเวลาเล่นเกมส์ ดังนั้นไม่น่าแปลกใจถ้าวิชวลของหนังจะเรียกร้องผู้ชมให้ต้องตกอยู่ในสภาวะ กึ่งจริงกึ่งฝัน กึ่งเป็นกึ่งตาย หรืออาการเมายา แถมมันยังตีความชีวิตหลังความตาย และการกลับชาติมาเกิดได้อย่างสุดทางมากๆ จนเป็นหนังเป็นหนังแปลกประหลาดที่ควรชมสักครั้งก่อนตาย

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ