Ghost in The Shell (2017)

พอดูเวอร์ชั่นหนังจบปุ๊บต้องรีบไปเปิดเวอร์ชั่นอนิเมะคืนสมองทันที ในแง่หนังแอคชั่นสนุกระดับหนึ่ง โดยเฉพาะความตื่นตาตื่นใจในโลกอนาคตแนวไซเบอร์พังก์ที่เป็นแนวที่เราชอบ แต่มันมีส่วนที่หนังมันตีความเพี้ยนจากอนิเมะไป กล่าวคือ ขณะที่หนังมันพยายามให้ “เมเจอร์” ค้นหาว่าตัวเองเป็นใคร โดยการปรนเปรอจนสำเร็จในตอนจบ ซึ่งก็เป็นแนวคิดในแบบ “มนุษย์นิยม” เชื่อในเจตจำนงเสรี เชื่อในคุณค่าตัวตน ดิ้นรนหาความหมายของชีวิต เรียกหาความทรงจำตัวเองที่หายไป ซึ่งไม่ได้ขี้เหร่อะไรนับว่าโอเคด้วย แต่พอมันมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมาจากต้นฉบับ Ghost in The Shell ที่ไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว เพราะ “เมเจอร์” ในอนิเมะ ถึงแม้ยังสับสนว่าตัวเองเป็นใคร แต่หนังก็ไม่ได้หวนกลับมาข้างหลังเพื่อจะกลับหาว่าที่มาของตัวเองคือใคร ในแบบมนุษย์นิยม แต่เดินหน้าเติบโตในฐานะไซบอร์ก หรือไม่ให้ข้อจำกัดทางด้านการเป็นมนุษย์มาจำกัดความเป็นไซบอร์กของตัวเอง ในอนิเมะถกกันเข้มข้นถึงรูปแบบชีวิตใหม่ที่เป็นไซบอร์ก เรียกได้ว่าเป็น “หลังมนุษย์นิยม”

ส่วนในฉบับหนัง มันคือการที่ไซบอร์กพยายามโหยหาอดีตกลับไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ตัวเองจากมา มันจึงเป็นไซบอร์กในคราบมนุษย์นิยม และพยายามตอบคำถามการดำรงอยู่การเป็นไซบอร์ ด้วยคุณค่าการเป็นมนุษย์ เทคโนโลยีจึงช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้เก่งขึ้น หรือคนลอกคราบจากร่างกายที่เน่าสลายได้ย้ายจิต(สมอง)ไปอยู่ในร่างกายใหม่(ไซบอร์ก)

แต่วิธีการตีความเพี้ยนแบบหนังมีปัญหาแน่นอน เพราะไม่ใช่ไซบอร์กทุกตนจะได้อภิสิทธิ์แบบนางเอก (รื้อฟื้นความทรงจำกลับมา) และยิ่งถ้าดื่มด่ำในโลกอนาคตแบบไซเบอร์พังก์ที่มีความดิสโทเปียด้วย จะยิ่งเห็นว่ามนุษย์ถูกล้างสมองและถูกสร้างความทรงจำเสมือนขึ้นมาง่ายมาก และถ้าไซบอร์กยังสนใจอยู่กับการกลับไปเฝ้าถามถึงความเป็นมนุษย์ในแบบเดิมอยู่ ก็จะติดอยู่ในความทุกข์หลุดไปไหนไม่พ้นแน่นอน เพราะไม่สามารถนิยามว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ระหว่าง มนุษย์ หรือ ไซบอร์ก แต่ในเวอร์ชั่นหนังคือการกลับไปหาความเป็นมนุษย์ ส่วนในเวอร์ชั่นอนิเมะจบลงด้วยการที่ตัวเอกเรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นไซบอร์กเต็มตัว ซึ่งก็เป็นคำถามรูปแบบใหม่ ที่ยังต้องศึกษาเรียนรู้ ต่อไป

ดังนั้นถ้าจะสรุป Ghost in The Shell เวอร์ชั่น 2017 มันคือหนังที่เต็มไปด้วยภาพแห่งโลกอนาคตล้ำหน้าและเทคโนโลยีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน(แต่หลายอย่างหนังเรื่องอื่นสร้างไปแล้ว) แต่เนื้อหาของหนังนั้นกลับล้าหลังไปไกลกว่าเวอร์ชั่นอนิเมะที่แม้จะสร้างขึ้นปี 1995 แต่เนื้อหาของมันกลับล้ำหน้า และเหมาะสมกับโลกอนาคตที่ยังเอากลับมาดูได้ซ้ำๆ ไม่รู้จักเบื่อ ตราบใดที่โลกเรายังไม่มีไซบอร์กที่มีจิตวิญญาณได้จริงเสียที

อ่านจบแล้วช่วยประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ