The Great Beauty

 

– จำได้แม่นเลยหลัง ผู้กำกับ เปาโล ซอร์เรนติโน่ ไปคว้ารางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศได้ สโมสรฟุตบอลนาโปลี ซึ่งเป็นบ้านเกิดแท้ๆของ เปาโล ก็ชูป้ายขนาดยักษ์ในการแข่งขันฟุตบอลที่เป็นการยกย่องสรรเสริญในทำนองว่าพวก เขาทุกคนภูมิใจที่ เปาโล เป็นชาวอิตาเลียนเป็นคนนาโปเลียน เราว่ามันยิ่งใหญ่มากเลยนะ เพราะเอาเข้าจริงฟุตบอลกับภาพยนตร์มันไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว การที่เขาสามารถเข้าไปอยู่ในส่วนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้แสดงว่าเขาต้องมี อิทธิพลในส่วนนั้นอยู่มาก และพอได้ชมภาพยนตร์ก็ทำให้ไม่มีข้อสงสัยแต่อย่างใดที่เขาภูมิใจใน เปาโล เพราะสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้มันมีความเป็นอิตาเลียนมาก มีการนำเสนอภาพของความเป็นอิตาเลียนในบริบทร่วมสมัยอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้ทำในเชิงอวยประเทศหรอกนะ มันเป็นลักษณะเชิงผูกพันกับพื้นที่เหล่านั้นจริงที่ตีคู่ขนานไปกับความเป็น ปัจเจกชนและสังคมร่วมสมัยซะมากกว่า

– ซึ่งหนังมันเริ่มด้วยการนำเสนอภาพของสวยงามของโบสถ์ การร้องประสานเสียงของแม่ชี การนำเสนอให้เห็นว่าคนต่างชาติต่างมาท่องเที่ยวที่แห่งนี้ และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ กล้องของหนังเป็นไปในลักษณะ มุมมองของพระเจ้ามาก มันทำให้การเคลื่อนที่ในส่วนนี้ติดตรึงใจมากกว่า The Tree Of Life ซะด้วยซ้ำไป และการที่หนังเพิ่งเริ่มต้นขึ้น โดยที่เราไม่รู้อะไรเลย แต่พอเจอมุมกล้องแบบนี้ไป มันประหลาด เพราะสวยงามในขณะที่เรายังไม่รู้เรื่องใดๆ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวว่าหนังจะเล่าอะไร จะเชิงศาสนามั้ย ชนบทหรือเปล่า คือมันชี้นำอารมณ์เราจนกลายเป็นนหนังศาสนาสูงส่งไปแล้วในซีนแรก

– แต่พอซีนสองเท่านั้นหนังก็เล่นตลกกับเราทันที มันเป็นช็อตที่ขัดแย้งสุดขั้วกัน ระหว่างภาพสูงส่งของตึกอาคารอันมีประวัติศาสตร์นับพันปี การเชื่อมชอตระหว่างแม่ชีกับผู้หญิงในสถานบันเทิงที่กำลังเต้นอย่างเร้าร้อน เสียงยั่วล้อที่ถูกตัดฉับระหว่างซีน 1 และ ซีน 2 มันขัดแย้งอย่างรุนแรง และอารมณ์แบบนี้กลายเป็นอารมณ์หลักของหนังแทบทั้งเรื่อง

– หนังเล่าถึงชีวิตของนักเขียนผู้โด่งดัง ผู้มีปัญหาการขาดแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่องใหม่ เราคิดถึงหนังเรื่อง 8 1/2 ของ Federico Fellini ซึ่งนั่นก็เป็นหนังที่แสดงถึงความเป็นหน้าเป็นตาของคนอิตาเลียนเช่นกัน โดย 8 1/2 แสดงให้เห็นถึงผู้กำกับภาพยนตร์ที่โด่งดังและกำลังขาดแรงบันดาลใจในหนัง เรื่องใหม่

– 8 1/2 และ The Great Beauty ทับซ้อนเป็นอย่างมาก และนั่นทำให้เรารู้สึกรัก The Great Beauty มาก เพราะอารมณ์ของหนังเป็นไปในลักษณะคล้ายกัน ทำให้เรายิ่งกลับไปรัก 8 1/2 มากกว่าเดิม ความคล้ายคลึงระหว่างสองเรื่องคือ การที่หนังเน้นย้ำความสำคัญที่ตัวละครหลักทั้งสองเรื่องที่กำลังมีปัญหากับ แรงบันดาลใจ และหนังทั้งสองเรื่องก็ให้ตัวละครอื่นมากหน้าหลายตาเข้ามาในชีวิตของตัวละคร เข้ามาอย่างแปลกประหลาด เข้ามาในแบบที่เราไม่แน่ใจว่านั่นคือ ความจริงหรือความฝัน คือหนังซ้อนหนัง หรือนิยายซ้อนหนังของตัวละครหรื่อไม่

– ภาวะการลักลั่นพร่าเลือนของตัวละครจึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มสับสนแต่ก็ ใช่ว่า The Great Beauty มันจะเลียนแบบซะทีเดียวเพราะสุดท้ายประเด็นของ The Great Beauty ก็มีเอกภาพของตัวเอง และยิ่งใหญ่ในแง่ที่มันไม่ได้พูดแต่ภาวะของปัจเจกชนเท่านั้นแต่มันยังพูดถึง ความเป็นอิตาเลียนในหลายแง่มุม

– หนังนำเสนอให้เห็นความยิ่งใหญ่ และรากเหง้าของอิตาเลียนสถาปัตยกรรมของพวกเขา แต่กลับถูกทาบด้วยปาร์ตี้อันกลวงเปล่าของคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันและการใช้ ชีวิตอันเรื่อยเปื่อยไร้ค่าของตัวละครวัย 65 ปี หรือกล่าวได้ว่า หนังมันมีขั้วขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมสองยุคได้แก่ อิตาเลียนในประวัติศาสตร์โบราณ VS อิตาเลียนในสังคมร่วมสมัย โดยผ่านสายตาของตัวละคร เจฟ ที่มีอายุอานามถึง 65 ปีแล้ว

– และที่สำคัญหนังก็ยังพาผู้ชมไปค้นพบสิ่งที่ติดค้างภายในใจ หญิงสาวคนแรกที่เขารักได้ตายจากไปในเวลานี้ ยิ่งทำให้เขากลับไปติดอยู่ในความทรงจำครั้งวันวานหรือเป็นโรคโหยหาอดีตดีๆ นี่เอง หนังจึงแสดงภาพการต่อสู้ในจิตใจของตัวละครที่จะพาตัวเองหนีรอดออกมาได้อย่าง ไรในโลกปัจจุบัน เพราะโลกที่เขาอยู่ในเวลานี้มันช่าง Ugly เอามากๆ ซึ่งขัดแย้งกับความทรงจำของเขาที่งดงาม

– นั่นเป็นสิ่งที่หนังค่อยๆพาผู้ชมไปโดยเหมือนการทำให้ผู้ชม หรือตัวละคร ได้ค้นพบความงดงามที่ยังเหลืออยู่ โดพูดในแง่ของความเป็นประวัติศาสตร์ทางศิลปะของอิตาลี คู่ขนานไปกับความสวยงามในจิตใจ ที่สำคัญหนังยังมีการสร้างซีนที่ประหลาดแต่สวยงาม เช่น ซีนที่ผู้ชายคนหนึ่งที่พ่อเขาถ่ายรูปของเขาทุกวันจนโต ทำให้เอารูปภาพนั้นมาแปะผนังสถาปัตยกรรมได้อย่างสวยงาม มันทำให้ชีวิตหรือความทรงจำมนุษย์มันก็กลายเป็นสถาปัตยกรรมของชีวิตได้ เหมือนกัน และยังมีฉากที่ผู้ชายและผู้หญิงเจอกันครั้งแรกและจูบกันและเขาไม่เคยหยุดจูบ กันเลยตลอด 10 ปี ซีนเหล่านี้มันงดงามมากๆๆๆๆๆๆ เพราะมันทั้งสวยงามและมีความเศร้าสร้อยอยู่ในตัวของมัน ซึ่งหนังเล่นกับอารมณ์แบบนี้ตลอดเรื่อง

– มันยังมีอีกหลายสิ่งมากมายที่ไม่สามารถอธิบายได้ บางจังหวะก็เป็นชั่วขณะสั้นๆ ช็อตสั้นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความทรงจำ ความหลัง และการดำรงอยู่ของปัจจุบัน และอนาคต และยังพาไปถึงกระทั่งเรื่องของศาสนา แม่ชีที่เป็นผู้นำ อายุ 106 ปี ที่กำลังจะตายอีกไม่นาน ซึ่งเป็นการเปรียบเปรียต่างๆนานา ของชีวิตของตัวละครทั้งหมดเลย

– ดังนั้นหนังเรื่องนี้ในแง่เนื้อหาจึงมีความชัดเจนมากเพียงแต่ใช้รูปแบบลีลา คล้าย เศษที่ปะติดปะต่อทางความทรงจำของชีวิตตัวละคร ที่บางครั้งก็ดูไร้สาระ เหนือจริง หรือไร้เหตุผล มีความอารมณ์ขันผสมเข้ามา ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอิตาเลียนร่วมสมัย และการตระหนักของชีวิตของตนเองและการดำรงอยู่ในฐานะมนุษย์ของตัวละคร นี้เป็นหนังที่งดงาม รุ่มรวยอารมณ์ขัน มีความเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะทั้งของอิตาลี การคารวะหรือได้แรงบันดาลใจมาจากหนังของ เฟลลินี่เอง และที่สำคัญงานเคลื่อนกล้องอลังการแบบ เปาโล ซอร์เรนติโน่ ต้องมี (55)  คุ้มค่ามากๆที่เราได้ดู

คะแนน 9.25 /10

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ