Her , Lost In Translation ความคล้ายที่ไม่มีวันคู่กัน

แม้จะเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่ถ้าจะจะบอกว่า ภาพยนตร์ เรื่อง Her โดย สไปค์ จอนซ์ เป็นจดหมายสะท้อนกลับไปยังภาพยนตร์ เรื่อง Lost in Translation (2003) ของผู้กำกับ โซเฟีย คอปโปลา (อดีตภรรยา) เพราะอาจถือเป็นการลดทอนตัวหนังในสิ่งที่ สไปค์ จอนซ์ ได้ผลิตออกมาได้อย่างสากลและน่ายกย่อง ในการจับภาพความรักและความเหงา ในสภาพสังคมปัจจุบันไปถึงอนาคต อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่จะละเลยความสัมพันธ์ระหว่างหนังสอง  (Her และ Lost In Translation) ลงไปได้

โดย Her เป็นเรื่องราวราวความรักระหว่างชายผู้เปลี่ยวเหงาเศร้าสร้อยชื่อ ธีโอดอว์ ที่ผิดหวังจากความรักครั้งเก่า  และมาตกหลุมรักปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ชื่อ ซาแมนธา ภาพยนตร์ไม่เพียงนำเสนอได้อย่างอัศจรรย์ แต่ยังโน้มน้าวให้คิดว่าสิ่งเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นในความเป็นจริงได้ หากมันมีระบบปฎิบัติการแบบนี้เกิดขึ้นจริง

ส่วน Lost in Translation โดย โซเฟีย คอปโปลา ออกฉายเมื่อปี 2003  โดยสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมต่างรู้สึกทันที คือ ตัวละคร ชาร์ล็อตต์ (สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน) และ จอห์น (จิโอวานนี่ ริบิซี) ซึ่งกำลังมีวิกฤติการแต่งงานอันตึงเครียดในภาพยนตร์  จะเป็นร่างทรงของ โซเฟีย คอปโปลา และ สไปค์ จอนซ์ (สามีขณะนั้น) หรือไม่

อย่างไรก็ตาม โซเฟีย เองเคยออกมาสัมภาษณ์กับสื่อเหมือนกันว่า “นั่นไม่ใช่ สไปค์ ” เธอยืนยัน “แต่อาจมีส่วนประกอบของเขาอยู่ เป็นส่วนประกอบของประสบการณ์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของฉันที่อยู่ในตัวละครทุกตัว”

ทั้งนี้เราอาจจะเชื่อตามเธอได้ว่าตัวละครนั้นไม่ใช่ สไปค์  แต่ยังไม่ทันไร ไม่นานความสัมพันธ์ระหว่าง โซเฟีย คอปโปลา และ สไปค์ จอนซ์ ก็สิ้นสุดลง ทั้งสองหย่ากันในปีเดียวกับที่หนังออกฉาย ซึ่งทำให้น่าครุ่นคิดว่า ความสัมพันธ์จริงก็อาจเป็นภาคต่อจากหนังได้เหมือนกัน

โดยเรื่องราวของ Lost in Translation ชาร์ล็อตต์ อยู่ในญี่ปุ่น กับจอห์น  ซึ่งเธอติดตามสามีไปทำงานถ่ายวิดีโอของเขา แต่เธอถูกปล่อยทิ้งให้เดี่ยวดายอยู่โรงแรม จนเธอได้มารู้จักกับหนุ่มใหญ่ บ็อบ แฮร์ริส (บ็อบ มัลเล่ย์) ทั้งคู่ก่อเกิดความความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง แต่ปราศจากเรื่องทางเพศอย่างสิ้นเชิง  โดยเขานั้นแต่งงานและมีลูกแล้ว และยังเป็นดาราดังอีกด้วย ดังนั้นหากชาร์ล็อตต์กำลังคิดถึงอนาคตร่วมกับบ็อบ นั่นอาจเป็นความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

ส่วน Her นักวิจารณ์ Mark Harris กล่าวว่า สิ่งที่น่าสังเกตคือ สไปค์ จอนซ์ สร้างตัวละคร ธีโอดอว์ (วาคีน ฟินิกซ์) ให้เป็นผู้ชายที่กำลังหย่ากับภรรยา โดยเธอเป็นผู้หญิงเก่ง(อิงไปยังโซเฟีย) โดยมีฉากที่ทั้งคู่ต้องมานัดเซ็นใบหย่ากันอย่างส่วนตัว  จนผมรู้สึกละอาย เพราะเหมือนว่ากำลังแอบฟังการสนทนาอย่างลับๆของคู่ผัวเมียอยู่เลย อีกทั้งการให้ สการ์เล็ตต์ เข้ามาร่วมแสดง แม้มาแค่เสียงก็ตาม ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หรือกระทั่งความห่างเหินทางอารมณ์ของเรื่อง Her ก็เหมือนการตอบกลับไปยัง โซเฟีย ต่อเรื่อง Lost in Translation อย่างบังเอิญได้อยู่เหมือนกัน

นักข่าวถาม จอนซ์ ว่ายอมรับหรือเปล่าว่ามีส่วนประกอบความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโซเฟีย อยู่ในหนังเรื่อง Her ?

จอนซ์ทำการหลบเลี่ยงปฎิเสธคำถามมากกว่าที่โซเฟียเคยทำมาก่อน โดยนักข่าวบอกว่า จอนซ์ไม่พยายามจะอธิบายหนังของเขาเหมือนเป็นชิ้นส่วนประวัติชีวิต แต่ถ้าลองปะติดปะต่อกับสิ่งที่ แคทเธอรีน บอก ธีโอดอว์ ว่า “คุณต้องการมีภรรยาอย่างปราศจากความสัมพันธ์แท้จริง” ซึ่งมันดูเป็นคำพูดที่ดูส่วนตัวเอามากๆ

ตัวอย่างความสัมพันธ์ ชาร์ล็อตต์ กับ บ็อบ ใน Lost in Translation และ ความสัมพันธ์ ธีโอดอว์ กับ ซาแมนธา ใน Her ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่จริง ทั้งสองเรื่องเกี่ยวกับคนแต่งงานและกำลังหาความเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับบางคนหรือบางสิ่งซึ่งแน่นอนว่าเป็นความรู้สึกที่จริงแท้ แต่ในตอนจบมันก็ไม่ใช่แบบที่คิด

“Her” และ  “Lost In Translation เป็นหนังที่งดงามและดีเยี่ยมทั้งสองเรื่อง มันเกือบจะทำตัวเป็นจดหมายส่งต่อกันไปมาระหว่างกัน เหมือนเกมส์ๆหนึ่ง   แถมยังมี สการ์เล็ตต์ ร่วมแสดงทั้งสองเรื่องเหมือนเป็นผู้ส่งสารหรือตัวเชื่อมโยง  มิหนำซ้ำรูปแบบสไตล์ของหนังก็ดูคล้ายคลึงกัน ช็อตภาพความงดงามแบบเหงาหงอยของสถานที่ถ่ายทำ( L.A. และ โตเกียว) ที่ปรากฎในเฟรม แต่ทั้งหมดนี้ถึงใช่หรือไม่ใช่อย่างไร มันก็ไม่ใช่แค่เพียงหนังรักความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้กำกับอย่างแน่นอน

สุดท้ายแม้น่าเสียดายว่าผู้กำกับทั้งสองไม่ได้เป็นของกันและกันแล้วในชีวิตจริง ก็คงคล้ายกันกับหนังรักทั้งสองเรื่องนี้ ต่อให้มันจะดูคล้ายและเข้ากันมากเท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริงมันไม่มีวันเข้าคู่กันได้เลยไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ