ภาพยนตร์มีพล็อตเรื่องน่าสนใจมากจนถึงมากที่สุด

ด้วยความที่เป็นหนังไซไฟไฮคอนเซปป์ เปรียบเปรยสังคมที่ใช้เวลาแทนเงิน คนจะมีอายุขัยที่ 25 ปี

หากใครประสงค์จะอยู่ต่อก็ต้องหาเวลา มาทดแทน จะปล้น ฆ่า ขโมย พนัน ทำได้หมด

มันเป็นพล็อตเรื่องประชดประชันสังคมโลกทุกวันนี้ชัดๆ

หรือกำลังจะบอกว่า ถ้าเงินสามารถซื้ออายุขัยได้ โลกเราก็มีสภาพไม่ต่างกับโลกของภาพยนตร์ในเรื่อง In time

ต้องยกความดีความชอบให้กับคนเขียนบทที่สามารถคิดเรื่องพันลึกได้อย่างเหมาะเจาะกับสังคมในปัจจุบัน

แต่เมื่อหนังได้ดำเนินไป กลับกลายเ้ป็นว่าช่องโหว่ของบทภาพยนตร์เริ่มเด่นชัดออกมามาก

เริ่มมีคำถามสงสัย ในเชิงจับผิดจากคนดู(ไม่ได้แนะนำให้เป็นคนช่างจับผิด แต่เชื่อเหลือเกินว่า เมื่อดูหนังจับ ต้องมีคำถามค้างอยู่ในใจอย่างน้อยๆ 1 ประเด็น)

ในช่วงต้นภาพยนตร์เปิดเรื่องและตัวละครได้อย่างน่าสนใจ

แต่เมื่อเริ่มดำเนินไป ช่วงตอนที่เริ่มหนีจากการไล่ล่า (ฮีโร่ มักโดยไล่ล่า)

หนังเริ่มเข้าสูตรสำเร็จ ในสไตล์ฮอลลีวูด นั่นคือ

เล่าเรื่อง แบบ set up (เปิดประเด็น) และ Pay off (ปิดประเด็น) แบบง่ายๆ

เช่น เมื่อพระเอกเกรื่นอะไร ในฉาก 1 ฉาก 2 คือการไปทำสิ่งนั้นทันที ไม่มีพลิกแพลง ไม่มีพลิกล็อก ไม่มีหักมุม สู้คือชนะ ปล้นคือได้เงิน

นั่นเป็นผลให้คนดู เดาเรื่องตามได้ง่ายเกินไป

แต่สิ่งดีๆ ในหนังก็มี

การจับคู่ของพระ-นางคู่นี้ Justin Timberlake และ Amanda Seyfried เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะ จัสติน ที่เรียกได้ว่า เรื่องนี้อาจจะทำให้เปลี่ยนทางจากนักร้อง มาสู่การเป็นนักแสดงได้อย่างเต็มตัว หลังจากเล่นบทแข็งๆ ได้อย่าง น่าเกลียดในเรื่อง Bad Teacher

จึงทำให้หนังตลาดเรื่องนี้น่าสนใจ และมีความสนุกในระดับนึง แม้จะยังไม่สุด เพราะบททำให้ต่อมจับผิดของผู้ชมทำงานมากจนเกินไป

แต่หากจะกล่าวรวมๆ In Time เป็นหนังที่สนุก และเหมาะกับทุกเพศทุกวัย แม้มันจะไม่ทำให้ น่าจดจำ แบบยิ่งยวดก็ตามที

คะแนน 6.5/10
เกรด C+

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ