พวกเขาและรูหนอนรูนั้นที่นักวิทยาศาสตร์ฝันถึงอยู่ร่ำไป

 

1.โลก

เมื่อ โลกในอนาคตกำลังวอดวายด้วยพิษภัยธรรมชาติ ส่งผลให้แหล่งที่ดินทำมาหากินและอาหารกำลังหมดลง เป็นลูกโซ่ให้เกิดโรคระบาดของระบบหายใจ ไม่ช้าไม่นานมนุษย์ต้องตายลง และมนุษยชาติก็ถึงกาลอวสาน

ภาพยนตร์พยายามใช้พิษธรรมชาติ เพื่อมารองรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า(การหาดาวดวงใหม่ให้โลก) เราอาจทึกทักได้ว่า โลกอนาคตมันสมองทางเทคโนโลยีในแทบทุกส่วนของมนุษย์คงมีเทียบเท่ากับมันสมอง ของคูเปอร์แล้ว เพราะเป็นโลกอนาคตที่วิทยาศาสตร์ต้องพัฒนารุดหน้าไป…เพียงแต่พิษภัย ธรรมชาติทำให้วิทยาศาสตร์เหล่านี้ต้องหยุดลงเพราะไม่สำคัญต่อการดำรงอยู่ อาศัยของประชาชน

การหยุดลงของการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์เป็นเพราะวิทยาศาสตร์ไม่สำคัญ ?

เหตุผล ข้อนี้ทำให้สรุปจากหนังได้ว่า วิทยาศาสตร์สุดท้ายก็ไม่สำคัญเท่ากับปากท้อง เห็นได้จากการที่รัฐบาลปล่อยให้โลกล้าหลังเพื่อไม่ทิ้งงบประมาณป่นปี้ไปกับ สิ่งสิ้นเปลืองที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์รุ่งเรือเมื่อ มนุษย์เป็นระบบระเบียบที่สุด ในยุคเรืองปัญญา ยุคที่มนุษย์ใช้วิธีคิดแบบเหตุผลเข้ามาจับมากกว่าใช้หลักจารีตความเชื่อ และต่อต้านเรื่องราวไสยศาสตร์ จนนำไปสู่หลักคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน หรือที่เรียกว่า มนุษย์นิยม

ต่อ เนื่องไปสู่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เข้ามาจนเกิดการผลิตขนาดใหญ่ที่ส่งผลวิถีการดำเนิน ชีวิตเปลี่ยนไปจากการผลิตเกษตรกรรมแบบเดิมกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม ทำให้ชนบทเริ่มกลายเป็นเมือง และเข้าสู่ระบบทุนนิยมอย่างที่เราดำรงอยู่ปัจจุบัน

จนกระทั่งหลัก เหตุผลและวิทยาการของเราพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เมื่อถึงยุคแห่งสงคราม สงครามโลกครั้งที่ 1 อาจเรียกได้ว่า เป็นสงครามล้มเจ้า เพราะมันเกิดขึ้นจากการลอบปลงพระชนม์ รัชทายาทแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี รวมทั้งนโยบายของประเทศต่างๆในแบบจักรวรรดินิยม ที่เชื่อว่าการที่พวกเขาเข้าไปควบคุมหรือมีอำนาจในประเทศต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาให้ประเทศเหล่านั้นเจริญก้าวหน้า ร่ายยาวไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลายเป็นการต่อสู้กันของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ที่เป็นผลจากวิธีคิดว่าตัวเองนั่นสูงส่งและดีงามกว่าคนอื่นอย่างเต็มประดา ด้วยความคิด และเครื่องมือที่พวกเขามีอยู่ หรืออาจกล่าวร้ายให้ตรงประเด็นได้ว่า หน่อเนื้อร้ายที่ทำให้เกิดสงครามโลกได้ ก็เพราะหลักเหตุผลและวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ร่วมกันผลิตขึ้นมาในยุคก่อนหน้า นี้นั่นเอง

ไม่หมดเพียงเท่านี้โลกหลังสงคราม ผู้ชนะสงครามก็แตกหน่อเป็นสองข้างปฎิปักษ์ โซเวียต กับ สหรัฐฯ เกิดเป็นสงครามเย็นที่สร้างโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเร่งผลทางจิตวิทยาให้อีกฝ่าย ขี้หดตดหายกันไป จนทำให้ทั้งสองต้องทุ่มงบไปกับการทหารและผลิตระเบิดนิวเคลียร์เตรียมพร้อม สู้รบกันตลอดเวลา หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกดปุ่มสตาร์ทเมื่อไหร่อีกฝ่ายก็พร้อมรบได้ทันที เพียงแต่ว่าไม่มีใครยอมแตะปุ่มสตาร์ทกันซะที เพราะต่างฝ่ายก็หวังจะให้อีกฝ่ายเริ่มก่อน จนเกิดเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งที่ครอบคลุมประเทศที่เกี่ยวข้องได้อย่างดี

ทั้ง นี้การอวดอ้างความยิ่งใหญ่จึงอุบัติ ต่างฝ่ายต่างสร้างเทคโนโลยีล้ำยุดเช่น ยานอวกาศเอาไว้ทับถมอีกฝ่ายว่าตัวเจ๋งกว่า และการส่งยานอะพอลโล 11 ไปเหยียบดวงจันทร์ของอเมริกาเป็นผลสำเร็จ ก็ทำให้โซเวียตต้องหมดแรงไปกับการพัฒนาด้านยานให้เหนือกว่ายิ่งขึ้นไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้โซเวียตก็เหนือกว่าอเมริกาในการส่งสปุตนิกดาวเทียมดวงแรก ขึ้นไปก่อนแล้ว จะเห็นว่านี้เป็นศึกชิงไหวชิงพริบในยุคสงครามเย็น พยายามสร้างผลงานที่ทำให้ตัวเองเหนือกว่าอีกฝ่ายยิ่งขึ้นไป ดังนั้นการสร้างอวกาศในตอนแรกนั้นจึงไกลห่างจากมนุษยชาติแต่เป็นการใช้คำว่า มนุษยชาติเพื่อเหมารวมให้ประเทศอื่นมีส่วนร่วม หรือกล่าวได้คำว่า มนุษยชาติ ก็เป็นคำหลอกหล่อเพื่อให้ตัวเองเป็นจ้าวอาณานิคม ไม่ต่างจากยุคจักรวรรดินิยมเรืองอำนาจเช่นเดียวกัน

กลับมาที่ Interstellar หนังเรื่องนี้ทำให้โลกในอนาคตถอยหลังเข้าคลองกลับมาด้วยผลร้ายของการใช้ เทคโนโลยีทางการทหารผลาญไปกับสิ่งที่ดูเปล่าประโยชน์กับปากท้องของผู้คน จนโลกเกิดวิกฤติทางอาหาร และพิษภัยธรรมชาติจากพายุฝุ่น จนต้องทิ้งงบทางทหารออกไป สำหรับผู้เขียนแล้ว สายตาที่หนังเรื่องนี้วางอยู่จึงไม่ต่างจากสายตาของ ‘รัฐบาลกระทรวงกลาโหม’ แม้ว่าหนังจะมาจิกกัดตัวเองว่า ยานอะพอลโล 11 เป็นการหลอกให้รัสเซียถังแตก แต่นั่นก็เพราะว่ามีคนเคยตั้งคำถามไปนานนมแล้วว่า นี้อาจเป็นภารกิจสมคบคิด จึงไม่ใช่เรื่องเกินคาดแต่อย่างใด ถ้าหนังจะหลอกด่าตัวเองแบบนั้น เพราะตัวเขาเองย่อมรู้ว่า สงครามเย็นก็ถูกวิพากษ์จากประชาชนทุกฝ่ายมานักต่อนัก แต่การถอยหลังเข้าคลองของหนังสายตา ‘รัฐบาลกระทรวงกลาโหม’ ที่คุมบังเหียนโดยโนแลน เรื่องนี้ ยอมที่จะกลับมาเริ่มต้นกันใหม่เหมือนว่า ยุคเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ (ถ้ามีจริงหนังเรื่องนี้ก็เป็นสารขอโทษที่ทำผิดพลาดไป) แต่มันเริ่มต้นที่ว่ามนุษย์มีเหตุผล และความคิดทางเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เป็นเลิศต่างหาก

นี่เราคงไม่ ต้องสาธยายว่าในเมื่อวิทยาศาสตร์ล้ำเลิศขนาดนั้นทำไมถึงไม่หา วิธีป้องกันพายุฝุ่นและอาหารการกิน ขอตอบว่าเพราะนั้นไม่ใช่สายตา ‘รัฐบาลกระทรวงกลาโหม’ ที่ปรากฏในหนัง เพราะรัฐบาลนี้ต้องการทำให้เห็นว่าทุกฝ่ายที่อยู่ในเรื่องนี้ต้องการทำให้ โลกเข้าไปสู่ในอีกระดับ ที่ไกลเกินกว่า มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ แต่กระทั่งถึงขั้นว่า … (ขอไปอธิบายด้านล่างต่อไป)

สิ่งสำคัญ ยิ่งยวดกว่านั้นถ้าในตอนนั้นการพัฒนายานอวกาศเพื่อแข่งขันทางทหาร ที่ประชาชนยังไม่มีผลพลอยได้เป็นชิ้นเป็นอันจนเป็นเรื่องอำนาจของทางรัฐบาล ที่ไกลห่างประชาชนไป หนังเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นว่าการรีเซทยุคสมัยกลับมาแต่ให้อยู่ในยุคอนาคตและ สร้างสถานการณ์ที่โลกกำลังเลวร้ายนั้น พร้อมทั้งแสร้งทำว่าการมียานอวกาศขณะที่ประชาชนเดือดร้อนทางการดิ้นรนหา อาหาร และระบบทางเดินหายใจเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างมาก เพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำสิ่งที่เกินกว่าประชาชนต้องการ แต่การที่มีซ่องสุมกำลังสร้างยานอวกาศด้วยภารกิจลาซารัสนี้ก็เพื่อเห็นต่อ มนุษยชาติต่อไป เป็นการชำระตัวเองให้ขาวสะอาดเพื่อทำให้เห็นว่า การสร้างยานอวกาศที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้แตกต่างจากในยุคสงครามมาก เพราะในครั้งนี้เป็นการสร้างขึ้นบนพื้นฐานของปากท้อง,ความห่วงใยของประชาน และของมนุษยชาติ เป็นการดึงเรื่องอำนาจของทางการทหารในการสร้างยานอวกาศเป็นเรื่องชอบธรรมหาก โลกกำลังเผชิญวิกฤติแบบนั้นจริง เป็นการขยับช่องว่างอุดมการณ์ของชนชั้นปกครองและชนชั้นแรงงานให้มีอุดมการณ์ เดียวกัน กล่าวคือ ชนชั้นปกครองก็สร้างยานหรือคิดค้นเรื่องอะไรที่มันไกลตัวผู้คนมากๆอย่างชอบ ธรรมได้ เพราะประชาชนเห็นแล้วว่าชนชั้นปกครองนั้นรักประชาชนและมนุษยชาติของเราแค่ ไหนกัน ดังนั้นงบประมาณที่เผาผลาญไปในเรื่องไกลตัวนั้นแท้จริงมันใกล้ตัวเรามาก เพราะเราอาจจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้าสักวัน

 

 

  1. เหตุผล

เนื่อง จากวิทยาศาสตร์วางอยู่บนหลักเหตุผลเราจึงเห็นได้ว่า คูเปอร์ เชื่อในสิ่งที่สังเกตเห็นและพิสูจน์ได้จากประสบการณ์ของมนุษย์เท่านั้น นั่นจึงทำให้เขาติติงลูกสาว เมิร์ฟ ที่เชื่อว่าสิ่งแปลกประหลาดในห้องนอนของเธอว่า คือ ‘ผี’ นั้นเป็นหลักเหตุผลที่ใช้การไม่ได้ เขาจึงสอนเมิร์ฟให้ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการสังเกตการณ์ จดบันทึก ซึ่งนำไปสู่ข้อความบางอย่าง ที่มีผลที่เปลี่ยนแปลงมนุษยชาติไปตลอดกาล

Interstellar พยายามวางตัวเองอยู่บนหลักเหตุและผลทางวิทยาศาสตร์อย่างบีบรัด เพราะไม่เช่นนั้นตัวมันเองก็ไม่สามารถเชื่อทฤษฎีฟิสิกต์ที่ตัวเองกำลังจะ เชื่อได้อย่างหมดใจ แต่พยายามจะทำให้เห็นมากกว่านั้น คือ พยายามดึงหลักการบางอย่างของสิ่งไร้เหตุผลของ เมิร์ฟ ที่เชื่อถือไม่ได้แบบ ผี ให้กลายเป็นสิ่งที่มีเหตุตามหลักวิทยาศาสตร์

เมิร์ฟ เชื่อว่า สิ่งที่อยู่ในห้องเธอนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มันก็กำลังสื่อสารบางอย่างกับเธอ อาจกล่าวได้ว่า เมิร์ฟ มีความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่โดยประมาณ แต่ถูกฝึกปรือโดยพ่อว่า ให้ลองทำสิ่งนั้นโดยให้วางหลักการอยู่ในหลักเหตุและผล นั่นเท่ากับ รอยแบ่งระหว่างสิ่งเหลือเชื่อและสิ่งที่มีเหตุผล มันคือเส้นบางๆระหว่างกัน และสิ่งที่เคยไม่มีเหตุผลมาก่อนจนต่อมาถูกกระทำซ้ำๆด้วยการเฝ้าสังเกต จดบันทึก จนกลายเป็นสิ่งที่มีเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์เข้าในสักวัน

Interstellar จึงเป็นหนังที่เชื่อว่าทุกสิ่งมีที่มาตามหลักวิทยาศาสตร์แทบทั้งนั้น รอแค่กาลเวลาให้เราพิสูจน์และเข้าถึง

 

 

  1. ความรัก

หนัง ใช้ความรักเป็นตัวขับเคลื่อนคูเปอร์ให้กระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อลูกสาว และยังใช้ความรักในฐานะเครื่องมือของอุดมการณ์ของตัวเองที่จะละเลยในการทำ หน้าที่ เช่น ดร.แบรนด์ (แอน ฮาทาเวย์) ละเลยการปฎิบัติคำสั่งอย่างเคร่งครัดและใช้แรงขับเคลื่อนภายในใจของตัวเอง ที่จะไปดาวที่มีแฟนของเขาอยู่ เพราะเธอเชื่อว่า ความรักเป็นประสบการณ์บางอย่างที่แม้จะไม่ขึ้นตรงบนหลักเหตุและผลแต่มันมี พลังต่อการเป็นมนุษย์ของเรามากๆ แม้จะย้อนแยงในวิธีคิดเมื่อเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะยึดมั่นในคำสั่งของ ปฎิบัติการมากจนเกินไปจนเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งและทำให้นักบินอวกาศอีกคนเสีย ชีวิต ?

ทั้งหมดทั้งมวลของเรื่องความรักถูกคลี่คลายและเฉลยไขในต่อ ท้ายได้ว่า ความรักนี่แหละหน่าเป็นสิ่งที่สำคัญอยู่เหนือเหตุผล พื้นที่และกาลเวลา เหนือเกินกว่ามิติลี้ลับอีกหลายมิติ เพราะแสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าคูเปอร์ไม่มีความรักต่อลูกสาว ตัวเขาก็จะไม่สามารถสื่อสารไปยังเธอได้ เช่นเดียวกับ ดร.แบรนด์ ถ้าทุกคนเชื่อในความรักของเธอตั้งแต่แรกก็จะพบว่าดาวเอ็ดมันส์นั่นมีองค์ ประกอบที่จะทำให้มนุษย์ตั้งรกรากได้

นั่นทำให้เห็นว่า Interstellar พยายามผูกร้อยความรักซึ่งเป็นประสบการณ์บางอย่างในจิตใจที่เหนือกว่าเหตุและ ผล หรือหนังพยายามจะบอกว่า ความรักก็ยิ่งใหญ่กว่าเหตุผล ทั้งที่ตัวเองก็ยังวางอยู่บนหลักเหตุผลอยู่ดี หรือในขณะที่พยายามทำให้หนังติดอยู่บนหลักการเหตุและผลอย่างเคร่งครัดเพื่อ ทำให้ทฤษฎีซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งที่ถูกคิดค้นและยังไม่แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือว่าในอนาคตจะมีทฤษฎีที่ตีโต้ทฤษฎีนี้หรือไม่ ก็พยายามจะหาทางลงว่าที่จริงแล้วความรักสำคัญกว่าเหตุผลทั้งมวล

 

 

  1. พวกเขา

หนัง เน้นย้ำถึงพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ตอนที่คูเปอร์มาถึงสำนักงานใต้ดินนาซ่า เพราะ ดร.แบรนด์ (ไมเคิ่ล เคน) เชื่อว่า การที่เขาถูกส่งมาเพราะมีเหตุและผลของมัน (เชื่อในวิทยาศาสตร์) แม้ว่าเขาจะยังไม่มั่นใจว่าอะไรคือสิ่งที่ส่งมาก็ตาม (ไม่ต่างจากเชื่อแบบสิ่งเหนือธรรมชาติ) หรือมีบางสิ่งบางอย่างในอวกาศที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเสมือนว่ามีคนสร้างรอพวก เราอยู่แล้ว

สรุปแล้วพวกเขานี่ใคร ?

ขณะที่คูเปอร์เข้าไปในใจ กลางของหลุมดำ ที่มี ‘พวกเขา’ โปรยทางเพื่อให้คูเปอร์ สื่อสารกับเมิร์ฟ ผ่านห้องนอนเธอได้ ซึ่งในหลุมดำที่เขาอยู่นั้น อดีตและปัจจุบัน สามารถมองเห็นได้ดั่งวัตถุทางกายภาพ ทำให้คูเปอร์เข้าใจว่า พวกเขาเลือกเมิร์ฟ ไม่ใช่ตัวเขาในการให้ช่วยเหลือมนุษยชาติ เพียงแต่ให้คูเปอร์มาเพราะรู้ว่าเขาเป็นนักบินและมีความรักกับเมิร์ฟแบบ พ่อ-ลูก ที่จะทำให้การสื่อสารเพื่อมนุษยชาติสำเร็จลุล่วงไปได้  จนสามารถสื่อสารกันผ่านสิ่งเหลือเชื่อในห้องนอนของ เมิร์ฟ ทำให้เห็นว่า สิ่งเหลือเชื่อที่เมิร์ฟ เชื่อนั้น สุดท้ายมันก็คือ หลักเหตุผล ในเวลาต่อมา เพียงแต่ว่า มนุษย์สามัญธรรมดานั้นไม่สามารถเข้าใจได้ ต้องพัฒนาให้ก้าวล้ำในแบบมนุษย์ 5 มิติก่อนถึงจะเข้าใจ และคูเปอร์ได้รับสิทธิ์พิเศษจากพวกเขา ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจกล่าวได้ว่า การที่คูเปอร์มาถึงจุดนี้ เพราะเขาเป็นผลของสาเหตุของอะไรบางอย่าง ไม่ต่างจากหลักวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว และอาจถึงขั้นสรุปได้ด้วยว่า มันเป็นการเชื่อใบแบบชะตาลิขิต หรือมีใครที่ลิขิตเราไว้ให้เรามาถึงในจุดนี้(ก็ไม่รู้)

แต่หนังพยายาม ไปไกลกว่าแนวคิด ‘ชะตาลิขิต’ โดยทั่วไป เพราะชะตาลิขิต ทั่วไปนั้น มักเชื่อว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่น พระเจ้า หรือเทพเจ้าอะไรก็ตามที่จะช่วยดลบันดาลให้เราประสบความสำเร็จ หรือสมหวังกับบางสิ่งบางอย่าง แต่ในขณะที่หนังเรื่องนี้พยายามใช้หลักวิทยาศาสตร์ล้มล้างในสิ่งเหลือเชื่อ ทุกหนเหตุ ที่นำไปสู่การไม่เชื่อในการมีอยู่ในพระเจ้าโดยหลักปฎิบัติ สังเกตได้ว่าหนังเลิกพูดถึงพระเจ้าเป็นคนสร้างจักรวาลหรืออวกาศไปหมดสิ้น แล้ว เพราะนักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมืออุปกรณ์และความก้าวล้ำที่จะมาเสียเวลาพูด สิ่งที่ดูไร้สาระแบบนี้ แต่กลับยังเอ่ยอ้างพวกเขาอยู่ให้เกิดการตีความ โดยสามารถอนุมานจากคำของ คูเปอร์ ได้ว่า พวกเขาในที่นี้เราจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อพวกเราพัฒนาไปถึงระดับ 5 มิติแล้ว

ดัง นั้นการที่มีสาเหตุอะไรบางอย่างที่นำพาให้คูเปอร์ มานาซ่าอย่างบังเอิญหรือมีสาเหตุก็ตาม การที่ทำให้เขาเป็นสื่อกลางให้เมิร์ฟคิดสมการออก เหล่านี้อาจมีคนขีดชะตาชีวิตให้คูเปอร์เดินแล้วทั้งนั้น ดังนั้นแนวคิดมนุษย์นิยมที่บอกว่ามนุษย์ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็กลับมาในแนว คิดชะตาลิขิตที่มนุษย์ถูกบงการในสิ่งที่เรียกว่าพวกเขาใน 5 มิติอยู่ดี ซึ่งการที่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ ก็คือการที่มนุษย์ต้องสังเกตุ จดบันทึก และทดลอง เพื่อให้เรามีประสบการณ์ในแบบมิติที่ 5 ซึ่งเราก็จะเข้าใจในมิติที่ 5 เช่นนั้นเท่ากับเราก็จะอยู่เหนือกว่ามิติที่ 3 แบบมนุษย์ทั่วไปเราก็สามารถสื่อสารและบงการพวกเขา(มิติที่ 3) ให้พวกเขามีปัญญาในแบบพวกเรา(มิติที่ 5) ได้ จึงเป็นวัฎจักรไม่มีวันจบสิ้น มิติที่ 3 พัฒนาไปสู่มิติที่ 5 และมิติที่ 5 ก็สื่อสารไปยังมิติที่ 3 เพื่อให้พัฒนามายังมิติที่ 5 วนเวียนแบบนี้ไม่รู้จบ มีความเป็นไปได้สูงว่า ก็เราเองนี่แหละ ที่เป็นบุคคลในมิติที่ 5 ที่กำลังกลายเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ ที่จะคอยชักจูงให้มนุษย์ในมิติที่ 3 ก็คือพวกเขาในอดีตกลายมาเป็นแบบพวกเขาต่อไปในอนาคต ประเด็นนี้มันจึงน่าสับสนย้อนแยงจนผู้เขียนรู้สึกทะแม่งในหลักคิดนี้ชอบกล เพราะหนังยึดมั่นถือมั่นในความเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเราหลุดเข้าไปในอวกาศ เราก็รู้ว่าเราก็อาจถูกบงการอยู่ในมิติที่ 5 ผ่านการได้ปัญญาของคูเปอร์ที่สามารถสื่อสารกลับไปยังเมิร์ฟในอดีตและ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นนัยว่าคนมิติที่ 5 ก็สื่อสารให้เขาไปอยู่ยัง ณ ใจกลางของหลุมแห่งนี้ได้ หรือตัวเขาเองก็เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติหรือพ่อเป็นผีของลูก โดยเชื่อว่าสักวันสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้จะเป็นวิทยาศาสตร์เข้าสักวันหาก เราศึกษาทดลองและมีปัญญาจนเข้าถึงได้แล้ว

 

 

  1. กฎเมอร์ฟี่

จริงๆ กฎนี้ค่อนข้างเย้ยหยันต่อการเป็นมนุษย์ได้อย่างดี เพราะมันหมายถึงว่า “อะไรถ้ามันมีโอกาสจะเลวร้าย มันก็มักจะมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ” เหมือนเช่นเวลาเราบ่นว่า “ร้อยวันพันปีฝนไม่เคยตก แต่เมื่อเราออกจากบ้านเท่านั้นแหละ ผมก็ตกเลย” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การคาดคะแนทางวิทยาศาสตร์แบบความน่าจะเป็นน้อยก็เกิดขึ้นได้เสมอ Interstellar พยายามจะใช้กฎเมอร์ฟี่ เข้ามาเพื่อทำให้เห็นว่า บางเหตุการณ์มันจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ จู่ๆ พ่อก็เจอแรงโน้มถ่วงในห้องของเมิร์ฟ จู่มันก็กลายเป็นพิกัดที่ทำให้เขาได้ขึ้นไปช่วยเหลือมนุษยชาติ จู่เมิร์ฟก็คิดว่าสิ่งผิดปรกติในห้องจะบอกกับเธอ จู่เธอก็ไล่ให้พ่อไป สิ่งทั้งหลายเหล่านี้อาจเป็นไปตามกฎเมอร์ฟี่ได้ทั้งหมด “มันจะเกิดก็ต้องเกิด ใครจะห้ามได้เล่า” แต่เมื่อถึงช่วงหลังของภาพยนตร์ ไอกฎเหล่านี้ก็เริ่มแสดงสถานะว่าแท้จริงแล้ว มันก็มีเหตุผลของมันนั้นการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงอานุภาพที่ถูกการจัดวางแบบเหตุผล แม้เราจะไม่เข้าใจสาเหตุ ของผลที่เกิดขึ้นมาเลยก็ตาม

ส่งท้าย

สำหรับผู้เขียนแล้วนั้น Interstellar จัดวางอยู่ในสายตาแบบ ‘รัฐบาลกระทรวงกลาโหม’ ที่กำลังพยายามทำให้เห็นว่า เรื่องของการส่งมนุษย์ขึ้นไปสู่อวกาศนั้นเป็นเรื่องของมนุษยชาติที่ทุกคน ต้องให้ความสำคัญเพราะมันหมายถึงว่า จะทำให้ทุกคนมีชีวิตรอดไปจากโลกที่กำลังนับวันรอแตกสลาย และขาดแคลนทรัพยากรทางชีวิตขั้นวิกฤติ

นอกจากนี้ยังเป็นหนังแสดงให้ เห็นถึงสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นเมื่อวันใดวัน หนึ่งมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีเหตุผลพิสูจน์ เพราะไม่มีสิ่งใดที่อยู่เหนือเกินกว่าประสาทสัมผัสของเราที่ได้ทดลองพิสูจน์ จนเป็นเหตุเป็นผล เพียงรอให้กาลเวลาพิสูจน์ในการมีสติปัญญาของพวกเราแล้วเท่านั้น

แม้ หนังยังแสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของมนุษย์ในการรับรู้ไม่ได้ของบางสิ่งที่ ถูกจัดวางขึ้น แต่เมื่อคูเปอร์เข้าไปในใจกลางของหลุมดำ ก็ทำให้เห็นว่า ยังมีใครบางคนที่ไร้ขีดจำกัดที่คอยสื่อสารกับเราเมื่อถึงวันที่โลกกำลังสิ้น สลาย ซึ่งยังเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้าอยู่ เพียงแต่พระเจ้าแบบนี้ มันสามารถมีเหตุและผลโยงกลับมายังมนุษย์ 3 มิติ ที่กำลังพัฒนาไป 5 มิติด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ก็คือพวกเรานี่แหละอาจกลายเป็นพระเจ้าของพวกเราเองในอนาคต และอย่างที่ผู้เขียนบอกไปว่า เมื่อหนังเรื่องนี้กำลังอยู่บนหลักของ ‘รัฐบาลกระทรวงกลาโหม’ ก็ยิ่งทำให้น่าสนใจว่า การพูดเรื่องของมนุษย์เป็นพระเจ้าในอนาคตนั้น เป็นเราเองที่เป็นพระเจ้าของเรา หรือเป็นใครบางคนที่กำลังรับหน้าที่อุ้มชูมนุษยชาติและอวดอ้างว่าเป็นพระ เจ้าด้วยอำนาจของหลักวิทยาศาสตร์โดยที่เราไม่ทันได้ระวังตัว เฉกเช่นเดียวกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่กำลังได้รับสถาปนาว่าไม่ต่างจากพระเจ้าในวงการภาพยนตร์จากมิตรรักแฟนหนัง ทั่วทั้งโลกเลย

 

Left to right: Mackenzie Foy and Matthew McConaughey in INTERSTELLAR, from Paramount Pictures and Warner Brothers Entertainment.

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ