เสรีภาพ… การโหยหาที่ใหญ่ยิ่งของมนุษย์

เชื่อเหลือเกินว่าผู้ใดก็ตามที่ชมภาพยนตร์เรื่อง Into The Wild จบลง ไม่ว่าผู้นั้นจะรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่ก็ตามทีต่อการกระทำหรือการดำรงชีวิตของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส (Emile Hirsch) แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมทุกคนจะมองเห็นได้จากภาพยนตร์เรื่องนี้จากตัวละครหลัก นั่นคือ การออกตามล่าหาความฝัน การแสวงหาความหมายของชีวิต และการปลดเปลื้องทุกอย่างรอบกายเพื่อเข้าถึงเสรีภาพที่แท้จริงจากแก่นแท้ของจิตวิญญาณที่เรียกว่ามนุษย์

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานกำกับของนักแสดงสุดแนวอย่าง Sean Penn (จาก Milk, Mystic River, I Am Sam) ซึ่งดัดแปลงบทภาพยนตร์มาจากหนังสือในชื่อเดียวกันของ Jon Krakauer ซึ่งเขานำมากจากเรื่องจริงของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส ที่ถูกค้นพบศพที่เสียชีวิตในรสบัสสีเขียวนั้นจริงๆ

ภาพยนตร์เรื่องนี้หากกล่าวอย่างย่นย่อและกระชับมันคือการใช้ชีวิตที่หลุดกรอบของสังคมของเด็กหนุ่มวัย 23 ปี เพื่อออกตามล่าหาความหมายของชีวิตที่เขาเชื่อว่าคือการได้ไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรในอลาสก้า ดังนั้นทันทีที่เขาเรียนจบในระดับปริญญาตรี เขาจึงตัดสินใจทิ้งชีวิตของเขาทุกๆอย่าง และออกเดินทางไปอลาสก้า โดยแทบไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว

ในระดับองค์ประกอบของภาพนั้น Into The Wild สร้างความหมายให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความวิเศษในเรื่องของความสวยงามของธรรมชาติ มุมกล้องในระดับสูงมากๆ เพื่อครอบคลุมการมองเห็นของทิวทัศน์ของผู้ชมให้รู้สึกคล้อยตามไปกับตัวละครที่มองเห็นธรรมชาติเป็นสิ่งสวยงาม และให้ความหมายกับกล้องในการสร้างความสัมพันธ์อึดอัดกับครอบครัวของเขาระหว่างพ่อแม่ เพื่อให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาน่าอึดอัด และกระอักกระอ่วนใจมิใช่น้อย

สิ่งพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่น่าจดจำนั่นคือการใช้ดนตรีและบทเพลงประกอบ ซึ่งเชื่อเหลือเกิน บทเพลงที่ถูกยกนำมาใช้สร้างความหมายให้ภาพยนตร์รุดหน้าไปจนเข้าใกล้ระดับมาสเตอร์พีซในใจของผู้ชมหลายๆคน(รวมทั้งผู้เขียนด้วย)

องค์ประกอบสุดท้ายที่เราจะกล่าวยกย่องก็คือวิธีการลำดับเรื่องหรือการตัดต่อซึ่งเป็นวิธีเยี่ยมยอดชั้นดีและได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ด้วยน่าเสียดายที่พลาดการได้รับรางวัลไป หากผู้ชมยังจดจำเรื่องนี้ได้จะพบว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการลำดับเรื่องราวไม่ตามเวลาโดยสิ้นเชิง อยู่ในป่าบ้าง เล่าเรื่องครอบครัวบ้าง เจอคนนู้นคนนี้บ้าง จนทำให้ผู้ชมอาจเกิดการสงสัยว่าลำดับเรื่องที่แท้จริงเป็นเช่นไร

หากชมอย่างเจาะลึกจะพบว่าที่ต้องทำการสลับเรื่องเช่นนั้น เพื่อสร้างความน่าสนใจของแก่นเรื่อง โดยการแบ่งวรรคตอน ของเรื่องราวออกเป็นส่วนๆ เช่น ตอนที่ 1 การเกิด ตอน 2 วัยรุ่น จนตอนสุดท้ายการค้นพบความจริง เพื่อทำให้การดำเนินเรื่องเกิดความน่าสนใจขึ้นมาทันตา และดีกว่าแน่นอนที่จะทำเรื่องให้แบนราบ แบบลำดับเวลาเพราะจุดเด่นที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การกระทำของตัวละครแต่มันคือการเรียนรู้การใช้ชีวิตเสียมากกว่า

บทความนี้มีเป้าหมายสำคัญในการวิเคราะห์เจาะลึกวิธีคิดแง่มุมและการดำเนินชีวิตแบบทุกซอกทุกมุมของปรัชญาการใช้ชีวิตของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส (Emile Hirsch) ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ รวมถึงวิเคราะห์ผู้คนรอบกายของ คริส ที่เขาได้พบเจอในระหว่างทางการไปอลาสก้า รวมทั้งการใช้ชีวิตในป่า

และหากภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจหรือทำให้ผู้ชมขุนข้องใจประการใดผู้เขียนก็หวังว่าบทความนี้ จะเป็นแรงสนับสนุนให้เข้าใจในตัว คริส มากขึ้น หรือสำหรับคนที่รู้สึกรักปรัชญาการใช้ชีวิตของคริส และเสรีภาพของเขา ผู้เขียนก็หวังว่าบทความนี้ จะช่วยเป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยเสริมให้รักภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มากก็น้อย ไปพบกับการวิเคราะห์กันเลยครับ

 

ครอบครัว : เส้นด้ายบางๆระหว่างความรักและความเกลียดชัง
ประเด็นหลักและประเด็นสำคัญที่ทำให้ คริส เกิดความต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างในสังคม มันเริ่มขึ้นมาจากสถาบันหลักและเป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญที่สุดนั่นคือสถาบันครอบครัว พ่อและแม่ของคริส เกิดปากเสียงจนทะเลาะเบาะแว้งทำร้ายร่างกายกันตลอดเวลา นับตั้งแต่คริสและ คารีน (Jena Malone) น้องสาวของเขาเกิดมา อีกทั้งยังบานปลายไปถึงขั้นจะหย่ากันอีกด้วย ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นหย่าร้างก็ตาม แต่ก็ทำให้ คริสและคารีน เกิดช่องว่างทางจิตใจ ที่ไม่สามารถเติมเต็มได้จากพ่อแม่ จนเกิดเป็นปมด้อยที่อยู่ในจิตใต้สำนึกที่โหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา

และด้วยเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้คริส ล่วงรู้ความลับของการปิดบังของพ่อแม่นำไปสู่การขาดผึงของความสัมพันธ์ และความไว้เนื้อเชื่อของสถาบันหลักครอบครัว ก็คือ การได้ล่วงรู้ว่า ที่จริงแล้ว พ่อของเขาได้เคยแต่งงาน กับผู้หญิงอื่นและมีลูกชายมาก่อนแล้ว ก่อนที่จะมาแต่งงานกับแม่ของคริสซึ่งแน่นอนตามกฎหมายแม่ของคริสมีศักดิ์เป็นเมียน้อย และคริสกับน้องสาวของเขาเป็นแค่ลูกนอกสมรสเพียงเท่านั้น

นี่คือความใหญ่หลวงของความล่มสลายในความสัมพันธ์ของครอบครัว และเป็นความโกรธเกลียดในตัวพ่อแม่ของเขาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คริสเหมือนถูกหักหลักจากความไว้เนื้อเชื่อใจ และนี่เองที่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่ยี่หระความสัมพันธ์ใดๆ ต่อมนุษย์ด้วยกันเองอีกต่อไป เพราะเขาถูกเชื้อร้ายกัดเทาะจนหมดสิ้นไปอย่างไม่ใยดี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่เขาจะเย็นชาต่อความสัมพันธ์อันดีที่ทุกคนที่ผ่านมามอบให้เขา แต่เขาไม่สนใจใดๆ เลย

 

การจมอยู่กับกองหนังสือ และค้นพบความหมายของชีวิตของการเดินทาง
คริสเริ่มมองหาสิ่งทดแทนความรักจากครอบครัว และด้วยการเป็นเด็กหัวดี เขาเริ่มค้นพบหนังสือปรัชญาของนักเขียนต่างๆทั้ง แจ๊ค ลอนดอน , ลีโอ ตอลสตอย ฯลฯ เขาเริ่มมองหาความหมายชีวิตใหม่ๆของเขาเพื่อหลุดพ้นจากโลกแห่งความโหดร้ายของสัมพันธ์ในครอบครัว

นานวันเข้า นักเขียนพวกนั้นเริ่ม ทำให้เขามีความคิดที่เป็นเอกภาพขึ้น นักเขียนเหล่านั้นมักออกเดินทาง เพื่อตามหาความหมายของชีวิต ธรรมชาติคือสิ่งแท้จริงที่ทำให้คนเรามีเสรีภาพมากขึ้น ซึ่งแน่นอน คำว่าเสรีภาพของคริสถูกเก็บกดมาตลอดเพราะการใช้ชีวิตที่อึดอัดจากครอบครัวที่เขาโกรธเกลียด และเขาก็อยากได้เสรีภาพนั้นบ้าง เขาอยากมีอิสระ เขาอยากมีความสุข และนั้นเขาจึงต้องออกตามหาแต่เพียงเท่านั้น มีคำพูดหนึ่งที่เขาบอกกับ เทรซี่ (Kristen Stewart) “ถ้าเธอต้องการอะไร จงออกไปหาและคว้ามัน”

ตัวตนของคริส เริ่มก่อรูปก่อร่างขึ้นมาเรื่อยๆ นักปรัชญาเหล่านั้นทำให้เขาเริ่มต่อต้านกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ของสังคม ต้องไม่ลืมว่า คริสมีช่องว่างระหว่างครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานสังคมที่สำคัญ ทำให้เขาอ่านหนังสือปรัชญาพวกนี้และซึมซับเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีอารมณ์ร่วมไป เขาเริ่มยกคำพูดของนักปรัชญามาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตในประจำวัน

อีกประเด็นที่น่าสังเกตและน่าสนใจก็คือ การที่คริส เป็นนักเดินทาง และนักผจญภัย แน่นอนประเด็นหลักเกิดขึ้นเพราะการมีปมด้อยในความสัมพันธ์ของครอบครัว แต่มีเหตุการณ์หนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าสนใจ จนต้องเอามากล่าวไว้ในบทความก็คือ การบรรยายเสียงของน้องสาวคริสในฉากหนึ่งที่กล่าวว่า ตอนคริส 4 ขวบ เคยเดินออกจากบ้านตอนตี 4 และปีนเข้าไปในห้องครัวของเพื่อนบ้าน และเปิดลิ้นชักออก น้องสาวของเขาบรรยายว่า “ลิ้นชักที่เขาเปิดต้องมีของหวานอยู่แน่ๆ”

การเทียบเคียงความหมายที่ว่าไว้ของน้องสาว อาจหมายถึงการเป็นนักผจญภัยที่อยู่ในจิตวิญญาณของคริส และการที่คริสตัดสินใจ ออกจากบ้านตอนโต ก็คงไม่ต่างจากตอนเด็ก เพราะสิ่งที่คริสออกไปหา มันต้องเป็นของหวานแน่ๆ หรือ มีความหมายที่แท้จริงหรือของหวานนั่นเอง

 

ปริญญาคือก้าวที่สำคัญของคนทั่วไป แต่เป็นย่างก้าวสุดท้าย ของคริสในระบบสังคม
การรับปริญญาคือความหวังสูงสุดที่จะพ่อแม่หวังจากเรา เพื่อให้เราสามารถมีการมีงานทำในระบบสังคมโดยทั่วไป แต่สำหรับคริส แล้วไม่ใช่ อาจใช่ที่ยังทำให้พ่อแม่ภูมิใจในการรับปริญญา แต่อาจหมายถึงการหมดพันธะทั้งปวงกับครอบครัวและพร้อมเติบโต ด้วยวิถีทางของตนเอง นั่นคือการออกจากบ้านนั่นเอง ก่อนหน้าที่คริส จะหนีไป พ่อและแม่ได้เลี้ยงอาหารคริส เพื่อเฉลิมฉลอง แต่ผู้ชมจะสังเกตได้ว่า ฉากในร้านอาหารนี้คือฉากที่มีความอึดอัดที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว

การจับภาพโคลสอัพในระดับใบหน้าตลอดเวลา การพูดคุยกันที่น่าปวดหัว มิหนำซ้ำยังเกิดการทะเลาะกันเพราะ พ่อแม่อยากซื้อรถคันใหม่ให้คริส โดยที่คริสปฎิเสธเสียงแข็งแล้วบอกว่า จะซื้อให้ทำไมรถเก่าของเขายังขับได้ดี และยังเหน็บแหนมพ่อแม่ของตัวเองด้วยว่า กลัวคนอื่นจะมองไม่ดีหรือไง เป็นนัยว่า พ่อแม่สนใจแต่สังคมคนรอบข้างไม่ได้อยากซื้อด้วยความจริงใจ ทำให้เกิดปากเสียงกันเพราะ คริสจะไม่เอาอะไรจากพ่อแม่ทั้งนั้น

 

การออกเดินทางสู่เสรีภาพ และพบคู่ฮิบปี้นักเดินทาง
คริสตัดสินใจนำเงินของเขาบริจาคการกุศลทั้งหมด และขับรถของเขาออกจากบ้าน แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยทำให้รถเขาเสีย และออกเดินทางด้วยการโบกรถ จนไปเจอคู่ฮิบปี้ผัวเมีย ที่ชื่อ เรนนี่ย์ และ เจน

ทันทีที่เขามาอยู่กับทั้งคู่ คริสดูเหมือนเป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างเขาทั้งคู่ เพราะมันทำให้เรื่องราวเก่าๆของเจนย้อนกลับมาหลอกหลอนเธอนั่นคือ ลูกชายของเจน ที่ได้หนีจากเจนไป คริสทำให้เจนนึกถึงลูกชายของเขา และทำให้เกิดช่องว่างในระหว่างความรักของเรนนี่ย์ และเจน ผู้ชมจะสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่เจนกับเรนนี่ย์ดูอึดอัด คริสจะมองพวกเขาอย่างครุ่นคิด ที่เชื่อได้ว่าทำให้เขาคิดถึงความบาดหมางของพ่อแม่ขึ้นมา และดูไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ที่คนทั้งคู่รู้สึกผิดใจกัน

และเมื่ออีกวันมาถึง ความบาดหมางของทั้งคู่ไม่ได้จางหายจากไป เรนนี่ย์กับคริสได้เข้ามาสนทนากัน มีคำพูดหนึ่งที่คริสกล่าวแก่เรนนี่ยและเป็นคำพูดที่น่าคิดอย่างมากก็คือ “บางคนคิดว่าเขาไม่สมควรได้รับความรัก เขาจะเดินจากไปเงียบๆสู่ความว่างเปล่า พยายามปิดช่องว่างในอดีต” ถ้าเรานำข้อความนี้มาตีความ เราอาจจะพบคำตอบได้ว่า บุคคลที่เขาเอ่ยขึ้นมาแม้ แท้จริงแล้วเขาอาจจะหมายถึงเจนเอง แต่ถ้ามองลึกๆ แล้ว มันคือตัว คริส เอง คริสคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้รับความรักจากครอบครัว เขาจึงหนีออกจากบ้าน และพยายามลืมเลือนอดีต ด้วยความหมายในอนาคตที่เขาต้องสร้างมันขึ้นมา

และที่น่าแปลกอีกอย่างของเขาก็คือ การที่เขาต้องการทำให้เรนนี่ย์และเจนกลับมาดีดังเดิม ด้วยการไปพูดคุยกับเเจน จนทำให้ทั้งคู่ กลับมาดีกันอย่างเดิม และในแคมป์คืนนั้น ทั้งคู่มีเซ็กซ์กัน แต่คริสกลับหนีออกจากแคมป์ไปอย่างมีเล่ห์นัย

 

“เวยน์” โลกจะเฮงซวยแค่ไหน แต่เขาก็เป็นคนที่มีความสุขเป็นที่สุด
คริส ได้โอกาสมาทำงานกับ เวย์น เจ้าของไร่ข้าวที่ใหญ่โต และเขากับเวยน์ก็สนิทกัน ดูเหมือนคริสจะนับถือในความดีของเวย์นเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเขาต้องไปที่ไหน เขาก็ยังคงส่งจดหมายมาหาเวย์นอยู่เสมอ

วิธิคิดของเวย์นเกิดขึ้นชัดเจนในไนต์คลับแถวที่ทำงาน คริสคุยกับเวย์นเรื่องการเดินตาหาความฝันในการไปใช้ชีวิตอยู่ในอลาสก้า และคุยเรื่องสังคมที่เฮงซวย ที่ดูเขาทั้งสองคนเข้าขากันดีเป็นอย่างมาก แต่เมื่อคริสเริ่มเอ่ยว่า “รู้มั้ยผมไม่เข้าใจอะไรตรงไหน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนต้องเกลียดกัน ทำไมต้องทำเลวใส่กัน ไม่รู้ว่าทำไม ตัดสินบงการ สารพัด แย่มากๆ”

พอเวย์นได้ยินคริสพูดแบบนั้น เขาเริ่มตั้งสติแล้วกลับมาใช้ความคิดของตัวเอง แล้วถามว่าที่พูดถึงนั้นคือใครกัน คริสตอบว่า “พ่อแม่ ปากอย่างใจอย่าง นักการเมืองโกงกิน” เวยน์ได้ยินเพียงเท่านั้นเขาก็เริ่มเปลี่ยนจากคนเมามามีสติและเริ่มสั่งสอนคริสโดยทันที เขาเริ่มสอนคริสว่า อย่าไปจริงจังกับเรื่องความโกรธพวกนี้เลย คริสยังหนุ่มเกินไปที่จะโกรธต้องรู้จักผ่อนคลาย และสอนให้คริสรู้จักการทำตัวให้มีความสุข

วิธีคิดของ เวยน์ นั้นถือเป็นความน่าสนใจอย่างยิ่งยวด เพราะถือเป็นไม้เด็ดของเรื่องราวที่ไม่ได้สั่งสอนให้ผู้ชม หลงเชื่อตามความคิดของ คริสเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักเรียนรู้ความหมายของสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เชื่อเหลือเกินว่าคริส กำลังรับรู้และรับฟัง เวยน์ และเก็บบันทึกไว้ในจิตใจ แต่ด้วยความเป็นคนหนุ่มของเขา และความหมายที่เขาตั้งใจไว้ไม่มีทางสะเปะสะปะไปอย่างแน่นอน และทุกสิ่งทุกอย่างจึงไปรวมอยู่ที่ อลาสก้าเพียงที่เดียวเท่านั้น

 

สังคมจอมปลอมและการแบ่งชนชั้น
หลังจากเวยน์โดนจับเขาจึงต้องออกจาการทำงานไร่ข้าว และเริ่มหาการท้าทางชีวิตครั้งใหม่โดยการแล่นเรือในแม่น้ำ โดยเขาได้เข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อการแล่นเรืออย่างถูกกฎหมายแต่แล้ว ความน่าตลกของระบบกฎเกณฑ์ของการแล่นเรือมันทำให้ คริสถึงกับอดขำไม่ได้ เพราะเขาต้องใช้เวลาถึง 12 ปี ถึงจะมีโอกาสได้แล่นเรือ มันเป็นตลกร้ายของสังคมในความหมายของคริสชัดๆ เขาจึงทำลายกฎเกณฑ์ตรงนี้ด้วย การซื้อเรือมาแล้วแล่นเรือเอง โดยไม่กลัวแม้แต่ความตายแต่อย่างใด และเขาก็ทำสำเร็จ โดยทิ้งคำคมให้ผู้ชมกลับไปคิดว่า “ถ้าเรายอมรับว่าชีวิตมนุษย์ใช้เหตุผลเป็นใหญ่ได้ ความเป็นไปได้ในชีวิตก็คงไม่มีเหลือ”

มิหนำซ้ำคริสยังทำตัวเหนือมนุษย์คนอื่นโดยการแล่นเรือไปถึงประเทศเม็กซิโก แต่ไม่สามารถข้ามแดนไปได้จึงตั้งใจจะพักที่เขตข้ามแดนใน L.A. โดยเขาตั้งจะนอนที่จัดไว้ให้สำหรับคนนอนโดยเฉพาะ แล้วเดินเล่นอยู่แถวนั้น ซึ่งการเดินเล่นในครั้งนี้มันทำให้ คริส ค้นพบในสิ่งที่เข้าไม่เคยเจอ ภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯผู้สูงศักดิ์ ภายใต้ตึกใหญ่ล้อมรอบเมือง แต่ในถนนที่เขาเดินไปนั้น เขาพบผู้ชายผิวดำ มากมายไร้ที่อยู่อาศัย เขาพบคนติดยา ไม่มีที่ซุกหัวนอน

มิหนำซ้ำเพียงแค่เดินไปไม่ไกลจากถนนแถบนั้น เขากลับพบแหล่งบันเทิงราตรีที่มีแต่ชนชั้นกลางเข้ามาหาความสุขด้วยของมึนเมาและการเริงระบำ ความแปลกแยกแตกต่างของชนชั้นทำให้เขารู้สึก สิ้นหวัง กับตัวเอง เพราะเขาจดจำได้ว่า เขาก็ไม่ต่างไปจากชนชั้นกลางที่กำลังเริงร่า(ด้วยฐานะทางครอบครัว) เขามองเห็นตัวเองยืนหัวเราะเยาะเย้ยต่อคนไม่มีบ้านอย่างเขาอยู่ เขาจึงเข้าใจว่า รัฐและสังคมเป็นสิ่งจอมปลอม เป็นสิ่งขยะแขยงที่ไม่น่านับถือ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ตัดสินใจที่จะไม่นอนด้วยล็อคเกอร์ที่มีธงชาติสหรัฐประทับตรา

 

ภูเขาซัลเวชั่น ที่ๆ ทุกคนเป็นดั่งครอบครัวของ คริส
คริสได้ระหกระเหินมาที่ภูเขาซัลเวชั่น เพื่อมาหาเรนนี่ย์และเจน ที่ๆ เป็นแหล่งรวมคนที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กรอบสังคมเช่นกับเขา นอกจากเรนนี่ย์กับเจนแล้วเขาก็ได้พบกับหญิงคนหนึ่งที่ชื่อเทรซี่ (Kristen Stewart) ภูเขาซัลเวชั่นนี่อยู่กันเป็นเหมือนสังคมเสมือนที่ไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลาง

มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจหลายๆอย่างเกิดขึ้นที่แห่งนี้ เรื่องของเจน ที่ลูกของเธอทิ้งไป เขาก็เลยย้อนกลับมาถามให้คริสกลับไปหาพ่อแม่แต่คริสก็ไม่สนใจ เรื่องของเทรซี่ ที่ดูเหมือนคริสจะมีใจให้ แล้วเทรซี่ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เทรซี่พร้อมพลีกายให้คริส แต่เขากลับปฎิเสธ บางทีเขาอาจปฎิเสธความสัมพันธ์ทุกสิ่งทุกอย่างๆ เพื่อเขาไม่ต้องการเสียใจและสิ้นหวังเหมือนความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว แล้วไม่อยากยึดติดตรึงความสัมพันธ์ใดๆ เพราะเป้าหมายเขาคือ อลาสก้าอย่างเดียวเท่านั้น

ที่ภูเขาแห่งนี้ จะว่าไป มันจะกลายเป็นครอบครัวของคริสได้ในบัดดลเพียงแค่เขาตัดสินใจ เขาจะมีพ่อแม่ เขาจะมีคนรัก เขาจะอยู่โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบสังคมที่เป็นกฎเกณฑ์แบบที่เขาไม่ต้องการ ที่นี้มีทุกสิ่งที่คริสต้องการ แต่เขาก็เลือกที่จากไป

 

“รอน” เรียนรู้กับความผิดหวังและการสูญเสีย
รอน คือชายชรา ที่มีมิติในการขัดแย้งแตกต่างจากคริส ในทุกๆอย่าง เป็นทหาร อยู่กับบ้าน กินเงินบำนาญรัฐ หางานอดิเรกทำง่ายๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาทั้งสองมีมิติที่คล้ายกัน คือการ ผิดหวังจากความรัก รอน ลูกและเมียของเขาตาย ด้วยการถูกคนเมาขับชน เขาต้องเรียนรู้โดยการอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว (เขาอยากมีเพื่อน) เขามีงานอดิเรกการแกะสลักหนัง แต่เขาก็มีความสุขได้จากสิ่งเล็กๆน้อยๆ

มีเหตุการณ์สนทนาช่วงหนึ่งที่น่าสนใจของคนทั้งสองเรื่องการพูดถึงพระเจ้า ตอนแรกนั้นรอนคิดว่า คริสนั้นมีปัญหาในเรื่องศาสนา แต่สุดท้ายแล้วเราจะพบว่า คริสนั้นก็ความคิดในเรื่องของพระเจ้าไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แต่เขามองว่า “ความสุขของชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพราะพระเจ้าวางความสุขไว้ทุกที่รอบตัวเรา ในทุกที่ ที่เราสัมผัสได้ เพียงแค่คนเราลองเปลี่ยนมุมมองชีวิตซะใหม่”

ทันทีที่ รอน ได้ยินคำกล่าวของคริส ทั้งเรื่องครอบครัวและพระเจ้า ด้วยความเจนจัดทางประสบการณ์ที่มากกว่าของรอน เขาได้พูดคำหนึ่งที่แทบจะเรียกว่าเป็นความสำคัญของเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว “เมื่อเธออภัยได้เมื่อไหร่ เธอจะรักเป็น และเมื่อเธอรัก พระเจ้าจะนำทางให้กับเธอ”

แม้แนวคิดขอคนทั้งสองจะแตกต่างกัน แต่ผู้ชมจะเห็นได้ว่า ความคิดที่ต่างกันไม่ได้มีปัญหาอย่างใดต่อความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ มิหนำซ้ำยังดูใกล้ชิดสนิทสนม ถึงขั้นที่รอนอยากจะรับอุปการะคริสเป็นหลานด้วยซ้ำไป(เป็นฉากที่ซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก) แต่เป็นอย่างที่ผ่านมา คริส ไม่สนใจใดๆ นอกจากเป้าหมายที่เขาตั้งใจไว้เท่านั้น

 

อลาสก้า.. เป้าหมายชีวิตของคริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส
สิ่งหนึ่งที่คริสน่ายกย่องและชื่นชมที่สุดก็คือ เป้าหมายแน่วแน่วในต้องการมาใช้ชีวิตอยู่ในป่าอลาสก้า เขาไม่มีวอกแวกแม้จะโดนคำพูดของผู้คนมากมายพูดให้เขาเปลี่ยนใจ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขาเหมือนดังคำที่เขากล่าวว่า “แก่นแท้ของจิตวิญญาณของมนุษย์ มาจากประสบการณ์” และเขามาถึงจุดที่เขาจะเรียนรู้ด้วยตนเองเสียแล้ว

เมื่อมาถึงในตอนแรก อลาสก้าที่เขาสร้างให้เป็นโลกในอุดมคติได้เกิดขึ้นจริงกับเขา ด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายของตัวเอง เขารู้สึกว่า อลาสก้า เป็นที่ๆมีความเป็นอิสรภาพและความเรียบง่ายที่งดงามจนปฎิเสธไม่ลง เขาใช้ชีวิตด้วยความสุข อยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร เขามีความเสรี เขามีความบริสุทธิ์ดังที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมีได้ เขาไม่มี เงินทอง ชื่อเสียง อำนาจหรือสังคมใดๆ ที่ถือเป็นมายาในความหมายของเขา นี่คือความฝันดังที่วาดไว้ในจินตนาการ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณสัปดาห์ที่ 7 ความเป็นจริงก็ค่อยๆเผยแพร่กายออกมาให้ปรากฏ ความฝันเป็นสิ่งที่เย้ายวนจิตวิญญาณ แต่ความจริงมันทำให้ความฝันมลาย เขามักมีมโนธรรมค้ำจุนจิตใจในการปล่อยสัตว์ที่มีลูกเดินมาใกล้ๆไป ทั้งที่หิวแทบตาย และการฆ่าสัตว์ตัวใหญ่ได้อย่างน่าตื่นเต้นแต่กลับปล่อยให้เนื้อสัตว์เน่าสลายไปโดยไม่ได้กินแม้แต่เศษชิ้นเนื้อ มิหนำซ้ำยังต้องซ่อนตัวเองหลบให้ หมาป่า มากินแทนเขาอย่างน่าเจ็บใจ

อลาสก้าในอุดมคติเขาเริ่มไกลห่างจากสิ่งที่เขาต้องการ และได้โพล่งคำกล่าวออกมาว่า “เขารู้สึกได้ชัดเจนเลยว่า ธรรมชาติไม่เคยปรานีมนุษย์ มันเป็นที่ของความป่าเถื่อนและพิธีทางไสยศาสตร์ เป็นที่อยู่ของพวกป่าเถื่อน ใจทมิฬ และพวกสัตว์ป่า” เขาเริ่มเรียนรู้แล้วว่าเขาไม่เหมาะกับสถานที่แห่งความป่าเถื่อน เขายังต้องการความเป็นมนุษย์ที่จิตวิญญาณเขามีอยู่เต็มห้องหัวใจ ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เป็นเครื่องสักขีพยานได้ว่าเขาเหมาะกับการใช้ความสัมพันธ์แห่งมนุษย์เพื่อค้ำจุนตัวเขาและโลกให้มีความหมายมากกว่า สู้และหาอาหารเพื่อเอาตัวรอดไปเหมือนดังเช่นสัตว์ป่าไร้มนุษยธรรมและอารยธรรม

เขาเริ่มบ้าคลั่งและเสียสติ เขากลับมาที่รสบัสแล้วเริ่มอ่านหนังสือของ ลีโอ ตอยสตอล อีกครั้งอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาเจอประโยคหนึ่งเข้าเต็มเปาที่ว่า “ฉันผ่านอะไรมามากมาย ตอนนี้ฉันพบสิ่งที่ทำให้มีความสุขแล้ว ชีวิตสันโดษในชนบท ที่มีโอกาสทำตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นการทำความดีง่ายๆ ทำดีกับคนที่ไม่ค่อยมีคนทำดีด้วย ทำงานด้วยความหวังนั้นมีประโยชน์ พักผ่อน ท่องเที่ยว อ่านหนังสือ ฟังเพลง รักเผื่อแผ่เพื่อนบ้าน นี่แหละความสุขในความคิดของฉัน และเหนือสิ่งอื่นใด การหาคู่ การมีลูก คนเราจะต้องการอะไรไปมากกว่านั้น”

หลังจากเขาอ่านประโยคเหล่านั้นเสร็จ เขารู้สึกว่าเขาได้ค้นพบความหมายแท้จริงของความเป็นมนุษย์จริงๆเสียแล้ว อลาสก้าเป็นแค่หนทางที่นำไปสู่ความหมายที่แท้จริง เขาลิงโลด และดีใจ เขาเก็บของทุกสิ่งอย่างพลัน เขาจะออกจากที่อลาสก้า เขารีบจากรสบัสนั้นไป และแหงนมองท้องฟ้าแห่งเสรีภาพนั้นอีกครั้ง เพื่อเป็นการจากลา

แต่แล้ว ทุกสิ่งมันพังครืนลงต่อหน้าต่อตาเขา เมื่อน้ำป่าไหลบ่าท่วมทางจนเขาไม่สามารถออกจากป่าได้ เขาต้องกลับไปที่รสบัสอีกครั้งหนึ่ง แต่การมาครั้งนี้มันแตกต่างจาก 2 ปี ก่อนหน้าที่เขาอยากจะมา เขาอยู่ด้วยความ ผิดหวังและเศร้าสร้อยที่สุดในชีวิต ท่ามกลางสภาพอากาศฝนตกเขาเขียนคำกล่าในหนังสือว่า เขากลัว ซึ่งเป็นคำที่เขาไม่เคยใช้ตลอดชั่วชีวิต

อีกวันแห่งความยาวนาน เขาค้นพบแล้วว่า เขาไม่สามารถฆ่าสัตว์ตัวใดได้อีกต่อไป เขาต้องกินพืชป่าประทังชีวิตเพียงเท่านั้น เขาเลือกมันฝรั่งป่าในการกินเป็นอาหาร โดยเปิดหนังสือด้วยความระมัดระวัง เขาตื่นเช้ามาด้วยความอ่อนเพลีย เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา เขารีบเปิดหนังสือดู ด้วยความผิดพลาดเขากินพืชที่มีพิษไป และเขากำลังจะตาย

แม้เวลาผ่านไป 100 วันจะทำให้เขารอด แต่เขาไม่มีอาหารประทังชีวิต แค่น้ำยังไม่มีเลย เขาเปิดหนังสือแล้วเขียนลงไปว่า “ความสุขมีความหมายต่อเมื่อได้แบ่งปัน Happiness only real when shared” และ “เรียกทุกอย่างในชื่อที่ถูกต้อง” นั่นแสดงเขาคิดได้แล้วว่า ถึงยังไงก็ต้องตาย เขาเขียนข้อความบอกผู้คน เพื่อให้รู้ถึงชีวิตของเขาและชื่อของเขาที่แท้จริง และความสุขที่เขาต้องการจะแบ่งปัน “ผมมีชีวิตที่มีความสุขที่นี่ ขอบคุณพระเจ้า ลาก่อน.. ขอพระเจ้าคุ้มครองทุกคน .. .คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส ”

สิ่งสุดท้ายที่คริส หนีออกมาและไม่กล้าเผชิญหน้ามันคือสิ่งเดียวที่เป็นปัญหาในตอนต้นนั่นคือ ความสัมพันธ์ของครอบครัว เขาใช้จิตวิญญาณสุดท้ายในการให้อภัย เขาให้อภัยพ่อแม่ เขามอบความรักให้ทุกคนที่ผ่านมา ทุกสิ่งทุกอย่างเขาได้ค้นพบและเรียนรู้แล้ว เขาได้ค้นพบความหมายต่อทุกสิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตต่อเขาทั้งหมด

แต่น่าเสียดายเวลาของเขาต้องหมดลง เฮือกสุดท้ายของเขา เขามอบให้กับพ่อแม่ เขาวิ่งเข้าหาพ่อแม่ด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะมองท้องฟ้า ท้องฟ้าในความหมายของเขา คือสิ่งที่มีความหมาย ความหมายของเขาอาจรวมถึงพระเจ้าที่เขาเคยเชื่อว่า เป็นความสุขที่พระเจ้าสร้างให้อยู่ในธรรมชาติ แต่ตอนนี้เขาคงเข้าใจแล้ว

ความสุข ที่ถูกต้องไม่ได้มีอยู่แค่ธรรมชาติ อย่างที่เขาเข้าใจแต่เพียงอย่างเดียว ความสัมพันธ์กับคนรอบกายก็ทำให้เขามีความสุขได้เหมือนกัน แต่เขาต้องกล้าให้อภัยต่อความโกรธเกลียดต่อบางสิ่งที่ผ่านมา เพราะความโกรธเกลียดมันจะทำลายเราให้มองสิ่งต่างๆด้วยความมืดบอด จนบางครั้งเราอาจปฎิเสธหรือต่อต้านมันไปเสียทั้งหมด

น่าสนใจว่าชีวิตของ คริสโตเฟอร์ แม็คแคนเลส ที่ถูกสร้างขึ้นมาในภาพยนตร์นั้นเป็นบทเรียนสำคัญยิ่งต่อผู้ชมเป็นอย่างมาก เป็นการขยับขยายความคิดหลากหลายของตัวละครและที่สำคัญเป็นภาพจำลองชีวิตให้เป็นบทเรียนสำคัญต่อการเรียนรู้ เป็นเครื่องนำทางให้ผู้คนที่ยังไม่เข้าใจในแง่มุมชีวิตบางมุมได้มีโอกาสได้เข้าใจ หรือได้คิดใคร่ครวญ ได้เห็นมุมมองในแต่ละฟากในแต่ละฝ่าย ได้เห็นประโยชน์และเห็นโทษ เพื่อนำมาปรับใช้และการดำรงชีวิตให้เหมาะกับตนเองอย่างสมควร

สุดท้ายแล้วหากจะเอื้อนเอ่ยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีอิทธิพลใดๆต่อความคิดของเสรีชนก็คงจะกล่าวได้ว่ามันเป็นแค่เพียงแรงบันดาลใจดีๆเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอานุภาพมากพอที่จะทำให้บุคคลนั้นลุกขึ้นมาทำตามความฝันของตัวเองแต่อย่างใด มันเป็นแค่เชื้อไฟดีๆ เท่านั้น

แต่สิ่งที่จะเป็นตัวจุดชนวนโชติช่วงชัชวาลแห่งชีวิตให้เจิดจ้าดังแสงสว่างแห่งความฝันนั้นคงมีเพียงแต่ผู้ชมเพียงเท่านั้นเอง ที่จะเป็นคนริเริ่มปั้นแต่งความหมายของชีวิตให้สละสลวยและงดงามดังใจหวัง และหากจะหาแรงบันดาลใจในการค้นหาคุณค่าความหมายชีวิตในแบบปัจเจกชนอย่างแท้จริง ภาพยนตร์เรื่อง Into The Wild อาจมีพลังซ่อนเร้นให้ได้หยิบใช้กันในแบบแรงบันดาลใจ

เพราะเสรีภาพนั้น มันช่างหอมหวานสำหรับมนุษย์ที่โหยหาอาวรณ์มัน จงออกไปตามหาคุณค่าของชีวิต อย่าปล่อยให้มันนอนแน่นิ่ง อยู่ในก้นบึ้งแห่งจิตใจ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ความตายย่างกรายเข้ามาถึง ขอจงได้เผชิญหน้าต่อมันอย่างไม่เกรงกลัว เพราะชีวิตของมนุษย์มันช่างงดงามเสียจริงๆ

คะแนน 10/10
เกรด A+++

 

 

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ