Japanese Girls Never Die (2016)
วิจารณ์ภาพยนตร์,รีวิว

Japanese Girls Never Die (Daigo Matsui,2016)

1. ดูเหมือนว่าประเด็นร่วมของหนังญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่พบเห็นในช่วงหลังบ่อยๆ คือประเด็นว่าด้วยการวิพากษ์สถานะของสังคมชายเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น ซึ่ง Japanese Girl Never Die ก็พูดถึงประเด็นนี้ชัด ถึงแม้จะมีรูปแบบสไตล์การเล่าเรื่องที่มีการตัดสลับไทม์ไลน์จนอาจทำให้ปะติดปะต่อเรื่องลำบาก แต่หัวใจของมันก็ยังคงแน่น และจับได้ไม่ยาก

2. ความยากเย็นของจับเรื่องในหนังเรื่องนี้ คือ การนำเอาเหตุการณ์ปัจจุบัน (ตอนที่อาซูมิยังไม่หายตัวไป) กับเหตุการณ์อนาคต (ตอนที่อาซูมิหายไปแล้ว) ตัดสลับคู่ขนานต่อเนื่องกัน จนทำให้อาจเกิดความสับสนระหว่างดูได้

3. แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราไม่ได้โฟกัสถึงไทม์ไลน์เหล่านั้น และมองถึงซีนแต่ละซีน เราก็จะพบว่าทุกเส้นเรื่องพูดสะท้อนสังคมญี่ปุ่นในแง่ของชายเป็นใหญ่หมดเลย เราจะพบตั้งแต่ สังคมการทำงานที่มีหัวหน้าผู้ชายที่คอยพูดวิพากษ์ผู้หญิง เช่น การหาผัวไม่ได้ การขึ้นคาน การไม่ยอมใส่กระโปรงมาทำงาน มองปัญหาว่าผู้หญิงไม่แต่งงานทำให้ผู้ชายต้องเสียภาษีมากขึ้น สังคมการแต่งงานที่ผู้หญิงเหมือนกับทาส การพยายามหาผัวรวยจะได้ไม่ลำบาก สังคมวัยรุ่นที่มีตัวละครผู้หญิงที่อยากหาแฟนก็กลายเป็นผู้หญิงใจง่ายและปฎิบัติต่อเธอเหมือนผู้หญิงใจแตก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นสถานะที่อัดอั้นของผู้หญิงในสังคมญี่ปุ่น

4. นอกจากนี้หนังยังมีเส้นเรื่องหนึ่งที่เหมือนหลุดโลกแฟนตาซี นั่นคือการนำเสนอภาพของหญิงมัธยมวัยรุ่นที่รวมตัวกันจัดการกระทืบพวกผู้ชายในเวลาค่ำคืนให้เละ ซึ่งเป็นเหมือนการแก้แค้นผู้ชาย ไทม์ไลน์นี้แม้จะอยู่ในเรื่องเดียวกันกับอีกสองไทม์ไลน์ แต่มันกลับมีสถานะขัดแย้งกันอย่างสุดเหวี่ยง จนยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นภาพคอลลาจของบรรดาสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นทั้งอารมณ์กราดเกรี้ยวของผู้หญิง ความอัดอั้นตันใจ ความสมยอม ฯลฯ ไว้อยู่ในเรื่องเดียว

5. นางเอก อาซูมิ (ยู อาโออิ) ที่ยังคงน่ารัก เธอเล่นบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเรื่องราวการหายตัวของไป จนเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มกราฟิตี้ นำรูปเธอมาพ่นสี เหมือนศิลปะป๊อบ อาร์ต จนเหมือนกับว่า การหายตัวไปของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง กลับกลายเป็นเรื่องโด่งดัง และมีตัวตนขึ้นมาจนเป็นไวรัลของสังคม

6. อย่างไรก็ตาม ถึงแม้หนังมีประเด็นที่ร่วมสมัย แต่ก็ไม่ได้ทำให้กระทบใจ ซึ่งแตกต่างจาก Tag (ชิออน โซโนะ) ที่ยังได้อีโมชั่นทั้งเนื้อหาและสไตล์ แต่กับหนังเรื่องนี้เมื่อการทดลองตัดสลับไทม์ไลน์อย่างมันส์มือ เพื่อสร้างความน่าสนใจทางรูปแบบนำเสนอ การตัดต่อ Flash Forward เพื่อทำให้เรื่องราวอนาคตกับปัจจุบัน ขนาบข้างกันไป จนเหมือนว่า ไม่มีเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เป็นการดูหนังโดยไม่มีกาลเวลา แต่สไตล์เหล่านี้ก็ไม่ได้ขับเน้นทางด้านเนื้อหาอะไรให้มากขึ้นเมื่อถูกการลำดับหนังด้วยวิธีแบบนี้ จึงเป็นเพียงลูกเล่นความสนุกทางด้านสไตล์ โดยที่ตัวเนื้อหาก็ยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยมเมื่อเล่าเรื่องตรงไปตรงมา ไม่ได้แตกต่างกัน

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ