Journey to the west

 

“ถ้า เราเดินช้ากว่ามนุษย์ปกติ 10 เท่า พื้นที่และเวลาของเราจะสู้กับคนอื่นไม่ได้ แต่พื้นที่และเวลาในใจของเราจะหยั่งลึกลงอย่างไร้ขอบเขต”

  1. การจ้องมอง

เรา ต้องมองภาพในหนังเรื่องนี้ มองนักแสดง มองการเฉื่อยแฉะของภาพ มองอากัปกิริยาต่างๆ เราใช้เวลาไปในแต่ละซีนมากกว่า 5-10 นาที สิ่งหนึ่งที่เรามองหาในเฟรมภาพคือนักแสดง ใช่ ! เราอาจจะหลุดมององค์ประกอบรายล้อมอื่นๆ แต่สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือนักแสดง และการที่เราต้องโฟกัสนักแสดงที่ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าการเดิน(พระ) หรือการนอนมองเข้าหากล้อง(Denis Lavant) เราจึงต้องควบคุมการมองของเรา เราต้องกำหนดลมหายใจเพื่อให้เรารักษาการมองของเราให้คงไว้อย่างไม่เบือนหนี หรืองีบหลับไปเสียก่อน เช่นเดียวกันนักแสดงก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองในการเดิน(พระ) หรือในการจ้องมองเข้าหาผู้ชม(Denis Lavant)

  1. การเดิน

การเดินมันมีจังหวะของมันหรือเปล่า ? หากเรารีบเร่งฝีเท้ามันเป็นเช่นไร ? หากเราชิลเราจะสามารถเดินเร็วได้หรือไม่ ?

ท่วงทำนองในการเดินที่เชื่องช้ากว่าคนปกติ เราจะกลายเป็นคนพิเศษหรือผิดปกติ

พระ (Kang-sheng Lee) เดินไปท่ามกลางผู้คนในฝรั่งเศส การเปรียบเทียบระหว่างการเดินจึงเกิดขึ้นระหว่าง การเดินช้า Vs การเดินปกติ การขับเน้นความช้าในความสามัญทำให้พระดูแตกต่างออกจากสังคมที่เดินอยู่ จากชุดที่ใส่ จากรูปลักษณ์ที่เป็นเอเชีย ทำให้ขับเน้นความแตกต่างออกจากบริบทที่เดินอยู่โดยทันที นอกจากการเดินจะหยั่งลึกเข้าถึงภายในจิตใจ การเดินยังสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของพระถังซัมจั๋งในการเดินเมื่อนานมา แล้ว ที่โลกยังเต็มไปด้วยหุบเขา เป็นการเดินที่เปล่าเปลี่ยว ผิดกลับปัจจุบันการเดินถูกทำให้รายล้อมไปด้วยผู้คน อาคาร ความโหวกเหวก เสียงธรรมชาติป่าเขานกน้อยลำเนาไพร กลายเป็นเสียงอื้ออึงสะท้อนกิจวัตรประจำวันของมนุษย์

  1. เพ่งพินิจ

ใน ซีนสุดท้ายที่ภาพถูกถ่ายอย่างสับปลับ เพราะเราไม่แน่ใจว่ามันถ่ายอย่างไร กลับหัว? สะท้อนกับอะไรบางอย่าง? แต่ถึงอย่างไรก็ตามในท่ามกลางลานกว้างที่เต็มไปด้วยผู้คน และด้วยระยะเวลากว่า 50 กว่านาทีที่เราโฟกัสอย่างมีสมาธิไปกับการเดินของพระ เรามองเห็นพระเป็นสิ่งที่เราต้องมอง โดยเห็นเพียงสิ่งต่างๆในภาพ เป็นสิ่งรบกวนการเดินของพระเท่านั้น ในซีนนี้เรากว่าจะเห็นพระก็ปาเข้าไป 2 นาทีกว่าหรือมากกว่านั้น สายตาของเราพยายามจะหาพระเหมือนซีนก่อนหน้านี้ที่เราทำ การไม่มีพระอยู่ในช่วงต้น ทำให้สายตาเราต้องมองสิ่งอื่น แต่เป็นการมองอย่างเพ่งพินิจไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการมอง เราวุ่นวายในการละเลียดไปกับส่วนต่างๆของกรอบภาพ สายตาเรากวาดกลอกจนแทบไร้สมาธิ จนเมื่อเห็นพระเดินเข้ามาในกรอบภาพ ความรู้สึกก่อนหน้านั้นก็กลับมา เรามีสิ่งเพ่งพินิจ เรามองเห็นเป้าหมายในการมอง สิ่งเหล่านี้ตอบคำถามอะไรเราในใจ ทำไมเรายึดติดกับการมองพระเข้าซะแล้ว หรือการที่เราใช้สมาธิในการมองไปตั้งแต่ซีนแรกทำให้เรารักษาสมดุลของการมอง เราเข้าถึงความรู้สึกของการมอง ซึมลึกถึงท่วงทำนองในการเดินอย่างเชื่องช้า หากการมองพระเดินช้านั้นเป็นการทำประหนึ่งสมาธิ ยิ่งเราใช้เวลากับมันได้ราบรื่นมากเท่าไหร่ มันก็เจียระไรจิตใจเราให้ว่าง เบา และสบาย

หรือทั้งหมดนี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าภาพแน่นิ่งในภาพยนตร์ก็สามารถสะท้อนความรู้สึกภายในใจเรา

การ ที่เราเข้าถึง-หยั่งความรู้สึกการมองแห่งการเดินอันเชื่องช้าได้มากเท่า ไหร่ เราก็อาจสัมผัสถึงจิตวิญญาณของพระท่านหนึ่งที่ต้องสงบจิตสงบใจเดินท่ามกลาง ป่าเขาได้อยู่เหมือนกัน

 

8/10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ