Jurassic World

Jurassic World (2015)

ล้มล้างเพื่อเชิดชู”

การ มีอยู่ของหนังชุดนี้เป็นอะไรที่ตลก ประหลาด และแปลกดี ลองคิดไปถึงหนัง Sky Fall ที่พยายามจะหวนรำลึกถึงความเป็นเจมส์ บอนด์ คลาสสิก แล้วหาเหตุผลที่จะตัวเองจะอยู่ต่อไปได้– มันคือการย้อนรำลึกถึงคุณค่าอดีตเพื่อหาที่ทางในปัจจุบันเพื่อให้ตัวเองดำรง อยู่ต่อไปในอนาคตได้

ผิดกลับ Jurassic World ทั้งหมดเพื่อจะทำให้เห็นว่าการมีอยู่ Jurassic World เป็นขั้นกว่าของ Jurassic Park ทั้งในแง่เทคโนโลยี และความล้ำสมัยทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงในยุคทุนนิยมขั้นสูงสุด ที่ต้องปรนเปรอผู้ชมในการเข้าชมสวนสนุก “จูราสสิก เวิร์ลด” ทั้งในหนัง และผู้ชมที่กำลังนั่งดูหนังอยู่ เราต่างเป็นผู้ชมในระดับเดียวกันที่กำลังถูกปรนเปรอให้ดูเวิร์ลดเสมือนได้ เข้าไปยังสวนสนุกจริงๆ

ดังนั้นผู้ชมที่กำลังตื่นตาอยู่กับเวิร์ลดใน หนังนั้น เป็นเพียงโลกเสมือนของผู้ชมที่กำลังนั่งอยู่ในโรงฯ โดยภาพยนตร์เป็นสัญลักษณ์เชื่อมเราไว้ระหว่างโลกเสมือนจริงที่อยู่บนจอ ภาพยนตร์ ผู้ชมที่นั่งอยู่ในโรงหนังจึงเป็นร่างจริงที่กำลังถูกต่อเหมือนเข้าสู่โลก ของเมทริกซ์ ที่นำพาให้เราไปยัง สวนสนุกจูราสสิก เวิร์ลด ที่ตื่นตาตื่นใจ และกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกถึงวัยเด็กที่ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมา ก่อนเป็นครั้งแรก หรือหนังก็สร้างโลกจำลองที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจกับสวนสนุกจูราสสิก เวิร์ลด ที่ยังไม่มีอยู่จริงได้ซึ่งมันสนองตอบจากสิ่งที่ต่อยอดมาจากสวนสนุกที่ยัง เกิดไม่สำเร็จในภาคแรก

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของความทันสมัยความ โอ่โถงอลังการทั้งสถาปัตยกรรมของสวนสนุกที่มีความโมเดิร์น ทีไ่ปได้ดีกับการก้าวล้ำทางวิทยาศาสตร์ — ยุคโมเดิร์นเชื่อมั่นว่าวิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์เจริญรุดหน้าที่สุด ด้วยภูมิปัญญาของมนุษย์ ดังนั้นการตัดต่อพันธุกรรมไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์แล้วให้กลับมามีชีวิตได้ใน แบบที่โลกนี้ไม่เคยมีเป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่ามนุษย์เก่งกาจแค่ไหน มิหนำซ้ำยังสามารถจัดสรรสัตว์เผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายที่สุดให้อยู่ในรูปในรอย ของสวนสัตว์ เป็นของเล่น เป็นของที่ระลึก เป็นอะไรก็ตามที่หลงลืมหรือขจัดสิ้นความดุร้ายของมันทิ้งไป และก่อรูปเป็นดั่งสัตว์เลี้ยงในกรงทองของมุษย์ได้

อย่างไรก็ตามสิ่ง ที่หนังนำเสนอภาพของความล้ำหน้าของวิทยาศาสตร์เพียงเพื่อแสดงให้เห็นความเลว ทรามย่ำแย่ของทุนนิยมที่เก่งกาจทางวิทยาศาสตร์เชิงธุรกิจแต่หลงลืมจรรยาบรรณ หรือไม่ละเอียดถี่ถ้วนในแผนการตัวเองมากพอ สักที่แต่จะขายของเท่านั้น หรือเป็นพวกมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งใดในโลกนี้ ทั้งหมดนี้หนังนี้แสดงความล้นเกินของระบบทุนนิยมอันเลวร้ายเพื่อการวิพากษ์ เท่านั้น เพื่อทำให้เห็นว่าการดำรงอยู่ของจูราสสิก เวิร์ลด เพื่อทำให้เราตื่นตะลึงนั้นก็ดำรงอยู่ฐานของธุรกิจอีกชั้นหนึ่ง

ดัง นั้นในขณะที่หนังกำลังถูกปรนเปรอโลกของจูราสสิก เวิร์ลด ตัวมันเองก็วิพากษ์ตัวเองทับไปอยู่ด้วยเหมือนกัน ซึ่งแน่นอนมันเป็นการต่อยอดจากธุรกิจของ Jurassic Park ทั้งในแง่ตัวหนังและวัฒนธรรมป๊อบปูลาร์คัลเจอร์ที่ถูกสร้างมาจากปี 93 ที่ไดโนเสาร์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายหลังจากนั้น หรือในแง่ของคนดูหนัง Jurassic Park ก็เป็นเหมือนช่วงเวลาโหยหวนวัยเด็กของตนที่หลงลืมไปตามซอกหลืบของกาลเวลา เมื่อเติบโต

และนั่นเองเมื่อหนังแสดงภาพให้เห็นความสุดทางของยุควิทยา ศาสตร์ที่ไปด้วยกันกับความหน้าเลือดทางธุรกิจอย่างสุดทางผ่านทางตัวละคร แคลร์ (Bryce Dallas Howard) จนทำให้เกิดข้อพิพาทจนสิ่งสร้างทางภูมิปัญญาของตัวเอง I-REX หลุดออกมาทำร้ายด้วยมันสมองที่เหนือล้ำกว่าไดโนเสาร์ทั่วไป I-REX จึงเป็นภาพตัวแทนสะท้อนของความล้มเหลวของแนวคิดที่ว่ามนุษย์สามารถเอาชนะทุก สิ่งลงได้ ก่อนที่หนังจะวกกลับไปหาแนวคิดแบบก่อนยุคสมัยใหม่ ยุคทีมนุษย์ต้องเอาตัวรอด มันจึงเป็นการต่อสู้กันระหว่างสิ่งสร้างปัญญาของมนุษย์ ที่มนุษย์ยังกลับมาใช้แนวคิดที่ว่าจะสามารถควบคุมธรรมชาติได้อีกซึ่งถูกล้ม ล้างในตอนจบของภาคแรกไปแล้ว

และด้วยการที่หนังยืนอยู่ฝั่งของเก่า ของดั้งเดิม หรือความป็นออริจินัล ที่เป็นภาพแทนของหนังภาคแรก ที่ต้องการโหยหากลับไปผ่านสัญลักษณ์ต่างตลอดเรื่องเช่น เสื้อโปสเตอร์ภาคเก่า หรือการให้ตัวละครเด็กได้กลับไปใช้รถจี๊ปที่ถูกใช้ในภาคเก่า

ดังนั้น การมีอยู่ของภาคนี้ จึงสะท้อนถึงการวิพากษ์ ด่าทอตัวเอง ทั้งการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์การตัดต่อพันธุกรรมไดโนเสาร์เพื่อหารายได้ให้มากขึ้นของแคลร์ จนนำมาถึงผลเสียที่ยากเกินรับมือ ซึ่งแน่นอนบทสรุปของหนังก็คลี่คลายด้วยการที่ไดโนเสาร์ T-REX (จากภาค 1) ที่เป็นสิ่งที่มนุษย์เอาชนะไม่ได้กลับมากำราบสิ่งสร้างจากมนุษย์ที่มนุษย์ อยากควบคุม ซึ่งแคลร์เองที่เป็นต้นความคิดที่ว่าอยากสร้างสรรค์ไดโนเสาร์ในแบบใหม่จาก ความก้าวหน้าทางภูมิปัญญาออกมาให้คนฮือฮา แต่สุดท้ายเมื่อรู้ขีดจำกัดของตน เธอเองก็เป็นคนปล่อย T-REX (ภาค1) ออกมา เหมือนเป็นการล้มล้างความผิดที่เกิดจากแนวคิดของเธอเอง และยังป็นการขออภัยที่เธอคิดผิดไปที่ไปต่อต้านการยอมรับธรรมชาติจากผู้ บุกเบิกภาค 1 และทำให้ความคิดนั้นยังคงศักดิ์สิทธิ์ผ่านการเอาชนะของ T-REX (ภาค 1)

ทั้งหมดทั้งมวลจึงบอกเป็นนัยว่าว่าของใหม่ย่อมแพ้ของเก่าอยู่ วันยังค่ำ ซึ่งก็เป็นการเคลมตัวเองไปในตัวว่าการมีอยู่ของภาคนี้นั้นมีอยู่เพื่อการวิ พากษ์ ล้มล้าง และเชิดชูตัวเองเท่านั้น หรือเป็นไอเดียตั้งต้นแต่แรกแล้วว่า ไม่มีทางที่ภาคใหม่นี้จะเอาชนะภาคเก่าได้ไม่ว่าจะทำด้วยกลเม็ดวิธีใดก็ตาม ซึ่งถ้าเป็นหนังภาคต่อทั่วไปก็มักจะถูกเปรียบเทียบแบบวัดกันไปข้าง แต่การมีอยู่ภาคนี้กลับเหมือนการมีอยู่เพื่อบอกว่าภาคนี้เสริมต่อให้ภาค 1 คลาสสิกยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้เห็นว่าการทำลายตัวเองเพื่อเชิดชูของเก่านั้นมันช่างน่าขบขันมาก เพราะถ้าตั้งต้นด้วยแนวคิดนี่จริง การไม่มีอยู่ของมัน ของเก่าก็ยังถูกพูดถึงในฐานะความคลาสสิกเหมือนเดิมไม่ได้ถูกลบล้างไปแต่ อย่างใด อย่างไรก็ตามการเคลมตัวเองของเก่าดีกว่า ด้วยการสร้างภาคใหม่ขึ้นมาเปรียบเทียบก่อนจะกระทืบซ้ำ ก็สร้างกำไรเชิงมหาศาลทั้งตัวเงินที่ต่อยอดจากภาค 1 และตัวหนังที่ทำให้คนโหยหากลับไปยังภาคเก่า

แต่ขณะที่ตัวเองกำลังเชิด ชูแนวคิดจากภาค 1 หรือวิธีที่ทำให้ถูกเชื่อมโยงไปยังภาค 1 ได้ ตัวเองก็ต้องใช้วิธีเดียวกันกับที่แคลร์ทำด้วย นั่นคือใช้แนวคิดอันทันสมัยของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น CG สร้างไดโนเสาร์ให้เหมือนจริง การใช้เทคโนโลยีสามมิติโฮโลแกรม และฉายในระบบ IMAX ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่แคลร์บอกว่าคนดูต้องการเห็น ต้องให้ล้ำ ต้องให้ใหม่ ซึ่งคนสร้างก็ปรนเปรองานสร้างซ้อนเข้าไปใช้กับตัวของแคลร์เองที่อยากสร้าง ให้ไดโนเสาร์มันล้ำหน้าเพื่อให้คนดูในหนังสนใจ และสุดท้ายก่อนที่จะทำให้เห็นว่าตัวเองกำลังเชิดชูความคลาสสิกภาคเก่า และแนวคิดว่ายิ่งมนุษย์อยากเอาชนะธรรมชาติเท่าไหร่ตัวเองก็ย่อมพังพินาศ เทียบเท่านั้น เป็นเหตุให้ตัวหนังเองระดมฉากอันไร้สติ ฉากโฉ่งฉ่าง จังหวะที่ดูไร้ความสร้างสรรค์ซึ่งต่างจากการสมองแบบที่สปีลเบิร์กทำได้ จนเป็นเหตุภาค 4 กลายเป็นหนังถึงพริกถึงขิง สู้กันมันหยด เปิดหน้าแรก หรือมีฉากกระวีกระวาดเต็มไปหมดซึ่งเป็นการปรนเปรอไปอีกทางได้เหมือนกัน แต่ปรนเปรอเพื่อทำให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายของ จูราสสิก เวิร์ลด คือการทำให้ตัวเองราบคาบที่สุด เพราะว่าสุดท้ายแล้วผู้ชนะคือภาค 1 ที่ไอเจ้า T-REX มันเป็นพระเอกอยู่ ทุนนิยมและระบบวิทยาศาสตร์ที่ในหนังถูกทำให้พังทลาย ก็เป็นวิธีเดียวที่หนังเรื่องนี้พยายามทำให้ตัวเองพังทลาย เพื่อบอกว่าสุดท้ายแล้ว ของเก่าย่อมดีกว่าของใหม่ เป็นการด่าทุนนิยมด้วยการใช้งานสร้างในแบบทุนนิยมมาด่าตัวเองอีกที ส่วนคนดูก็เป็นเพียงสักขีพยานในการดูความพังพินาศของหนังที่กำลังทำให้เห็น ว่าอย่าริได้มาเทียบภาค 1 ของสปีลเบิร์กเด็ดขาด

สุดท้ายนี่จึงเป็นหนังสดใหม่และล้ำหน้าในฐานะหนังบล็อกบัสเตอร์มากที่เชิดชูต้นตระกูลตัวเอง ด้วยการทำลายตัวเองลงอย่างราบเป็นหน้ากลอง เพราะยิ่งตัวเองราบคาบเท่าไหร่ ความศักดิ์สิทธิ์ของภาค 1 ก็ยิ่งมีมากขึ้นทบทวีคูนมากเท่านั้น

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ