วิจารณ่ภาพยนตร์ Lalaland

La La Land

นครความฝัน

La La Land เป็นนครความฝัน โดยมีเมือง L.A. ซึ่งเป็นตัวแทนเมืองแห่งความฝันสุกสกาวพราวแสง เพราะเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอันยิ่งใหญ่ของโลก เมืองที่ทุกคนผู้มีความฝันอยากเป็นดารานักแสดง ปรารถนาเข้าไปเฉิดฉายในพื้นที่แห่งนี้ ฉากแรกของภาพยนตร์แสดงให้เห็นอย่างเต็มชัด บนทางด่วนไฮเวย์ที่รถติดแออัด ในความเป็นจริงแล้ว คนเจอรถติดจะต้องเซ็งและเหนื่อยหน่ายเป็นธรรมดา แต่หนังกลับแสดงภาพความไม่จริงด้วยความใฝ่ฝันของคนที่เต้น ร้องรำ บนทางด่วน การใช้วิธีการถ่ายทำแสนทะเยอทะยานในเทคเดียว ยิ่งทำให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของการถ่ายทำ การออกแบบการเต้นที่กลมกลืนกัน เพื่อนำเสนอให้เห็นถึงแรงใจของคนมีความฝัน บทเพลงสอดรับว่าทุกคนอยากคว้าฝันในเมืองแห่งนี้ การใช้ตระกูลหนังแบบมิวสิคัล จึงทำหน้าที่หรือเหมาะสมกับหนังที่พูดถึงการไล่ล่าความฝันอย่างพอดี ก่อนที่หนังจะจบลงด้วยภาพความจริงของตัวละครที่ชูนิ้วกลางด่า “Fuck” กัน ซึ่งทำให้ฉากนี้กระชากลงสู่ความจริงถึงความเบื่อหน่ายรถติด

 

ความน่าสนใจของ La La Land ของผู้เขียน คือ พรมแดนระหว่าง “ความฝัน” และ “ความจริง” และบางทีเราก็อาศัยร่วมไปกับสองโลกนี้อย่างแยกขาดไม่ออก

ภาพยนตร์มิวสิคัล…ภาพแห่งความฝันของตัวละคร และการหลบลี้หนีความจริงของผู้ชม

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด หากภาพยนตร์มิวสิคัลจะทำให้เราดูหนังอย่างมีความสุข เริงร่า มีชีวิตมีชีวา สดใส กระทืบเท้าเบาๆตามเพลง ตบหน้าขาเป็นจังหวะพองาม เหมือนกับว่าโลกใบนี้มีแต่สิ่งสวยงาม เพราะหน้าที่หนึ่งของภาพยนตร์ฮอลลีวูด คือการทำให้คนที่ตีตั๋วเข้ามามีความสุข ลืมความเจ็บปวด ความเป็นจริงนอกโรงภาพยนตร์ไว้ก่อน และปรนเปรอผู้ชมไปด้วยเรื่องราวชวนฝันของตัวเอกที่เราต่างลุ้นตามเชียร์ ซึ่งความฝันของตัวเอกก็มักจะยิ่งใหญ่ หนังมิวสิคัลมักจะแสดงภาพตื่นตาตื่นใจด้วยโปรดักชั่นอลังการ การกำกับท่วงท่าของการเต้นของทุกคนที่อยู่ในฉากมากมายอย่างพริ้วไหว สีสันขององค์ประกอบ และบทเพลงที่กลมกล่อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีได้ในโลกของภาพยนตร์เท่านั้น โลกของภาพยนตร์จึงเมจิคัลมาก และหาไม่ได้จากที่ใด เพราะเราคงไม่เห็นใครยืนร้องเพลงจีบกันบนท้องถนนอย่างแน่นอน

ภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นระหว่างความฝันกับความจริง

La La Land หยิบจับหนังมิวสิคัลมาปัดฝุ่นโดยยังยึดองค์ประกอบหลักๆให้คนได้ระลึกถึงยุคทองของภาพยนตร์มิวสิคัลในยุคหนึ่ง ทำให้ตัวหนังเป็นภาวะผสมผสานระหว่างอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน หลายครั้งเป็นการคารวะองค์ประกอบภาพยนตร์มิวสิคัล ซึ่งเป็นหนังในแบบที่ไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบันแล้ว หนังเต็มไปด้วยการโหยหาอดีต ไม่ว่าจะเป็นการร้องรำทำเพลง ท่าเต้นท่วงท่า เสียงเพลงเสนาะจิต ภูมิทัศน์เมืองในหนังก็จะเน้นแต่สิ่งที่มีประวัติศาสตร์…หอดูดากริฟฟิธ…โรงหนังริอัลโต้…ภาพโปสเตอร์หนังเก่า…คลับไลท์เฮ้าท์คาเฟ่ รวมถึงเทคนิคในหนังหลายอย่างก็ทำให้นึกถึงสไตล์หนังเก่า เช่น การซ้อนภาพ การเปลี่ยนภาพโดยใช้รูปวงกลม นอกจากนี้ ตัวละครเซบ(ไรอัน กอสลิ่ง) ก็ยังเป็นตัวละครที่ยึดติดอยู่กับความรุ่งเรืองของดนตรีแจ๊ส ซึ่งโด่งดังคู่ขนานไปกับหนังมิวสิคัล เขาพยายามจะโน้มน้าว มีอา(เอมม่า สโตน) และผู้ชม ให้ตระหนักได้ถึงคุณค่าเพลงแจ๊สขึ้นอีกครั้ง พื้นที่ในหนัง La La Land นอกจากจะผสมความฝันและความจริงให้หล่อรวมกันเหมือนภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นแล้ว มันยังผสมระหว่างอดีตและปัจจุบัน จนเกิดความสวยงามจับใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

La La Land ใช้เพลง เพื่อทำให้ตัวละครหลุดเข้าไปในความฝัน

มีอา (เอมม่า สโตน) หญิงสาวบาริสต้า ผู้ไขว่คว้าความฝัน และ เซบาสเตียน (ไรอัน กอสลิ่ง) หนุ่มนักเปียโน ผู้ยังคงยึดมั่นกับแนวเพลงแจ๊สไม่เสื่อมคลาย ทั้งสองได้รักกัน และต่างใช้ความเป็นหนังเพลงมิวสิคัล พากันไปในโลกแห่งความฝัน ซึ่งต่างจากโลกแห่งความจริงของตัวละคร ที่ยังไม่อาจทำความฝันให้เป็นจริงได้ มีอา ออดิชั่นที่ไหน…แห้วที่นั้น เซบ ทำได้แค่เล่นเปียโนเพลงคริสมาต์ในภัตตาคาร เมื่อใดที่จะโชว์พรสวรรค์เพลงแจ๊สก็จะถูกผู้จัดการติเตียน เพราะเพลงแจ๊สตกยุคไปแล้ว สิ่งนี้เน้นย้ำให้เห็นว่า การเข้าคู่เพลงของเขาและเธอ จึงเป็นเหมือนการหลบหลีกความจริง ที่ยังไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย แต่ในโลกความฝัน โลกที่ทั่งคู่เต้นและร้องเพลง จะสวยงามเสมอ ซึ่งนี้สะท้อนให้เห็น ความมีฝันของผู้คนที่มีความงดงามและมีชีวิตชีวา จนหลงลืมความจริงอันปวดร้าวลงได้ขณะจิต ในแง่นี้ “ความเป็นมิวสิคัล” จึงเป็นการ “หลบหลีกความเป็นจริง” ตัวละครจึงไม่ต่างจากคนดู ที่เพลง ถูกทำหน้าที่ให้หลบหลีก โดยเฉพาะในฉากที่ทั้งคู่ เต้นรำ ในหอดูดาวกริฟฟิท นี่คือการปลดปล่อย ล่องลอย สวยงาม สว่างไสว และแฟนตาซี เสมือนว่าโลกแห่งความฝัน คือ โลกของคนมีความฝัน มันปรนเปรอด้วยสารแห่งความสุข ที่เคลือบโลกของคนมีฝันให้สวยงามดั่งโลกแห่งจินตนาการ

La La Land จึงกลายเป็นหนังบูชาให้กับคนมีความฝันและอยากจะทำให้สำเร็จอย่างถึงที่สุด โดยไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม

โลกแห่งความเป็นจริง และการพูดถึงจุดยืนของความฝัน

หลังจากในครึ่งแรกนั้นภาพยนตร์ปลดปล่อยโลกแห่งความฝันไปด้วยหนังมิวสิคัลหมดแล้ว จู่ๆ หนังก็พลิกทางมาสู่จุดขัดแย้ง ซึ่งทำให้โลกแห่งความฝันนั้นเริ่มเปลี่ยนร่างกลายเป็นความจริงมากยิ่งขึ้น มีอาต้องเหนื่อยกายฝึกซ้อม เพื่อแสดงละครเดี่ยวของเธอ ส่วนเซบหลังจากคบกับมีอาแล้วก็เริ่มมองหาความมั่นคงมากยิ่งขึ้น จนไปเข้าร่วมกับวงดนตรีของคีธ (จอห์น เลเจนด์) เพื่อนของเขาที่เขาเคยปฎิเสธมาเนิ่นนาน เพราะมองว่า เพลงของคีธเป็นดนตรีสมัยใหม่ที่พยายามจะประยุกต์ดนตรีแจ๊สเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่แม้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นสไตล์ของเซบ แต่ในรอบนี้เขากลับยอดสูญเสีญจุดยืนอันดื้อด้าน อาจเพราะมีอาบอกให้ตอบรับ ?  แต่อย่างไรก็ตามมันขัดแย้งกับคาแรคเตอร์ของเซบอย่างสิ้นเชิง หรือเขายอมทำได้เพื่อเงินแม้จะขัดกับอุดมการณ์ของเขาก็ตาม

ฉากคอนเสิร์ตฉากหนึ่งสร้างความตลกร้ายอย่างไม่เหลือชิ้นดี ขณะที่เปียโนของเขามักจะถูกเล่นเดี่ยวๆ ด้วยพรสวรรค์ขั้นสูง แต่ในฉากคอนเสิร์ตนี้นั้น หนังใช้แสงไฟหลอกให้เห็นเหมือนว่าเซบ กำลังเล่นดนตรีคนเดียว ก่อนที่แสงจะวาบให้เห็นวงดนตรีของเขาที่กำลังเล่นอยู่ และเขาก็เป็นเพียงส่วนประกอบย่อยเท่านั้น มิหนำซ้ำเสียงเปียโน และคียบอร์ด ถูกทำให้กลายเป็นเสียงสังเคราะห์ จนไม่เหลือความเป็นธรรมชาติใดๆ

นอกจากมีอายังตกใจกับสีหน้าของเธอและเดินถอยหลังอย่างหวาดหวั่น คนดูก็ยังพบเห็นว่า เซบก็กลายเป็นเหมือนใครสักคนที่ไม่ใช่คนที่คนดูรู้จักในช่วงต้นอีกแล้ว นำไปสู่ฉากการปะทะคารมระหว่างมีอาและเซบ ซึ่งทำให้เห็นว่า โลกแห่งความฝันอันสวยงามที่ถูกปูทางมาในช่วงครึ่งแรกของหนังนั้น แตกออกเป็นเสี่ยงไม่เหลือชิ้นดี ทัศนคติเรื่องความฝันของเซบเปลี่ยนไป และยอมให้สิ่งที่คนอื่นกล่าวหามากลับมากลืนกิน คลับแจ๊สที่เขาดื้อด้านจะเปิดเพื่อเดินตามความฝันนั้น กลับถูกลดทอนประโยคให้เหลือแค่ว่า ‘เปิดแล้วใครจะมาดู’ นี่เป็นฉากเจ็บปวดอย่างมาก เพราะในโลกแห่งความจริงนั้น อุดมการณ์เหล่านี้มักจะถูกปะทะใส่เราอยู่เสมอ ระหว่างความฝันที่หากินไม่ได้ กับการใช้ชีวิตด้วยความสามารถที่มีเพื่อแลกกับเงินโดยไม่ได้สนใจหรือแคร์ความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป

อาจกล่าวได้ว่าหากเซบเริ่มต้นด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ความฝันของตัวเองอย่างมั่นใจ เขาก็สามารถที่จะขายวิญญาณของตัวเอง และละทิ้งความฝันลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี เพื่อเดินตามเส้นทางที่เขาไม่ได้ต้องการสักนิดเลย แม้ว่าในช่วงเวลาหนึ่งเขาจะเพียบพร้อมทำตามความฝันได้แล้วก็ตาม เพราะเขามีเงินเพียงพอจากการขายวิฺญญาณไปเล่นดนตรีในแบบที่เขาไม่ได้รัก กลับกัน มีอา คนที่เริ่มจากความฝันที่ดูสะเปะสะปะ และดูฟุ้งฝัน หาที่ทางตัวเองไม่เจอ แต่พอได้เจอกับเซบแล้วนั้น นอกจากเซบยังช่วยปลุกกระตุ้น ‘มีอา’ ด้วยคำพูดสวยหรู เช่นการสร้างประวัติการณ์ เซบยังชี้ทางการเป็นศิลปินเดี่ยวของเธออย่างมั่นใจ ดั่งว่าเซบปลุกกระตุ้นจุดยืนแห่งความฝันของมีอาให้ลุกโชติขึ้นมา แถมเซบผู้มีพรสวรรค์สูงยังโน้มน้าวให้เธอคล้อยตามไปกับสิ่งที่เซบชอบอย่างสุดซึ้งอย่างดนตรีแจ๊สอีกด้วย จะมีอะไรเลอค่าไปกว่าการได้มีคู่รักผู้สนับสนุนพลังใจแห่งความฝันจนท่วมท้นห้องหัวใจ

สุดท้ายกลับกลายเป็นเซบเองที่เปลี่ยนไป ฉากบนโต๊ะอาหารจึงสะท้อนภาพแห่งความจริงอันน่าเจ็บปวดใจ เพราะไม่ได้หมายถึงเพียงว่า เซบเปลี่ยนไปมากอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต ซึ่งจุดนี้หนังเลยเถิดไปจากการเป็นเพียงหนังหลบลี้หนีความจริงในช่วงต้น กลับหวดหมัดน็อคใส่คนดูเข้าอย่างจัง จนความฝันร่วงหล่นปลิวโปรย เพราะโลกแห่งความจริงใบนี้ คนมีความฝันที่สุดท้ายต้องยอมสูญเสียมันไป หรือต้องเผชิญกับโลกที่ไม่เป็นไปดั่งใจปรารถนานช่างน่าเจ็บปวดเสียเหลือเกิน

แต่คำถามสำคัญชิ้นใหญ่คือ เราจะสามารถปกป้องความฝันของเรา หรือจะทำอย่างไรให้ความฝันของเราที่ไม่ได้เป็นไปตามทิศทางของโลกใบนี้นั้นใกล้ความเป็นจริงที่สุดได้ ? เพราะที่สุดแล้วการที่หัวใจเราค้นพบความฝันอะไรสักอย่าง แล้วไม่ได้เดินใกล้สิ่งนั้นแม้แต่นิดเดียวจะพบว่าการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นั้นแทบไร้ความหมายไปโดยปริยาย เหมือนดั่งเสี้ยนหนามที่ทิ่มตำเราเข้าไปใจจนถึงใจกลางแห่งความเจ็บปวดสุดจะทานทน ฝืนหลอกตัวเองไปวันๆ  ซึ่งนำไปสู่การไม่เคารพนับถือตัวเอง แต่อีกทางหนึ่งสำหรับคนที่ทุ่มเทให้เต็มที่กับความฝันแล้วไม่สำเร็จนั้น ก็น่าเจ็บปวดใจไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็เหมือนเป็นภาระความรับผิดชอบของคนที่มีฝันที่ต้องยอมเข้าแลกกับบางสิ่งบางอย่างไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือผิดหวังก็ตาม

ความรัก เชื้อเพลิงแห่งความฝันชั้นดี

สุดท้ายแล้วภาพยนตร์ La La Land ซึ่งนอกจากจะนำเสนอภาพยนตร์มิวสิคัลให้ร่วมสมัยโดยใช้องค์ประกอบคลาสสิกต่างๆเพื่อทำให้คนดูหลบลี้โลกแห่งความจริงในช่วงครึ่งแรกนั้น แต่ถึงที่สุดภาพยนตร์ก็กระชากคนดูลงมาสู่คำถามแห่งความจริงว่า เราจะใช้ชีวิตเพื่ออยู่กับความฝันอย่างไร ? หรือเราจะไต่ไปสู่ความฝันที่มีอยู่เต็มหัวใจให้เป็นความจริงได้หรือไม่ ? ถึงที่สุดแล้วภาพยนตร์ก็หาทางออกให้เห็นว่า สุดท้ายแล้วความฝันก็เป็นสิ่งไม่มั่นคง มีท้อถอย และหมดหวัง ซึ่งนั่นก็เป็นธรรมชาติของมัน

นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังชี้ให้เห็นความรัก เปรียบดั่งเมล็ดพันธุ์แห่งความฝันที่ปลุกกระตุ้นให้ต่างคนต่างเดินทางเติบโตไปกลายเป็นต้นไม้แห่งความฝันที่ออกดอกออกผลจนเรียกว่า “ความสำเร็จ” ถึงแม้ในที่สุด “ความฝัน” นั้นจะทำให้ชีวิตรักของเราทั้งคู่นั้นต่างแยกห่างออกจากกัน ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลกลใด เหมือนที่เซบไม่ยอมตามมีอาไปยังปารีส จนทำให้เส้นทางของพวกเขาแยกออกจากกัน แต่เมื่อถึงวันที่เราต่างประสบความสำเร็จเดินตามความปรารถนาทางความฝันไปแล้วนั้น เมื่อวันหนึ่งได้ย้อนกลับมาพบกันอีกครั้ง ได้รำลึกถึงเรื่องราวความหลังต่อเมล็ดพันธุ์จุดกำเนิดให้เชื้อไฟความฝัน จนเกิดเป็นความทรงจำที่ยังคงติดตรึงประทับอยู่ในความทรงจำของทั้งคู่ไม่มีวันเสื่อมคลาย 

อย่างน้อยถ้ามีอาไม่พบเซบ มีอาคงไม่ได้ค้นพบและกล้าเสี่ยงกับความฝันอันแสนทะเยอทะยานที่จะแสดงละครเดี่ยวจนเป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จ-ดาราดัง ส่วนเซบนั้นถ้าไม่ได้มีอา ตัวเขาเองนั้นก็อาจหลงลืมตัวเอง หลุดลอยไปตามความสำเร็จที่ไม่ได้ต้องการ และปล่อยให้คนย่ำยีประวัติศาสตร์แจ๊สโดยเขาไม่ปกป้องมันอีกต่อไป คำพูดหนึ่งที่เซบมักย่ำเตือนกับมีอา ถ้าคนมารุกรานความฝันหรือจะมาทำให้เราหลงทางว่า “ช่างมัน” แต่เซบในช่วงเวลาหนึ่งกลับยอมไปให้ความคิดคนอื่นมาสำคัญเมื่อคิดว่าจะไม่มีใครมาคลับแจ๊สอีกต่อไป

แต่กับคำถามที่ว่าเมื่อความฝันต้องแลกมาพร้อมบางสิ่งบางอย่าง… แล้วความฝันทั้งสองคนนั้นต้องแลกมาด้วยอะไร… ซึ่งก็ชัดเจนแล้วว่า สำหรับมีอาและเซบนั้น ความฝันที่สำเร็จนั้นกลับแลกมาด้วยการที่ทั้งคู่จะไม่ได้อยู่เคียงข้างกันอีกต่อไป สุดท้ายแล้วต่อให้ ภาพยนตร์จะสร้าง “เส้นทางชีวิตทางเลือก” ผ่านฉากเทคนิคมองทาจ ของเซบเพื่อมาปลอบประโลมทั้งเซบและผู้ชมไปในตัว เพื่อทำให้เห็นอานุภาพแห่งโลกความฝันจากเสียงเพลงที่บรรเลงของเซบ เพื่อเติมเต็มชีวิตอันสมบูรณ์ในห้วงแห่งความฝัน แต่ในความจริงนั้น บางความฝันก็นำพาให้พานพบและแยกจากกัน และพบว่าเราต่างไม่อาจจะไขว่คว้าเอาชนะความฝันไปได้หมดทุกอย่างในชีวิต

แม้ในบางพื้นที่แห่งความฝันกับความจริงนั้น ไม่อาจร่วมทางได้กันได้เสมอไป เหมือนเซบและมีอา ทั้งสองเป็นตัวแทนแห่งความฝันที่สำเร็จแต่มิอาจเดินร่วมทางกัน แต่มันงดงามมากแค่ไหนแล้ว เพราะความฝันครั้งนี้พวกเขาและเธอต่างทอประกายเป็นแรงใจให้อีกฝ่ายเดินไปถึงจุดหมายได้จนสำเร็จ และในวันที่ทั้งสองคนได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ต่อให้มันจะเจ็บปวดมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่ก็เป็นการพบกันที่ทำให้ย้ำเตือนถึงความทรงจำ และความสำเร็จแห่งความฝัน ที่ต้องมีอะไรแลกมันมาด้วยเสมอ แต่จะมีอะไรงดงามกว่ารอยยิ้มทั้งคู่ที่มอบให้แก่กันอีกเล่า เพราะมันเป็นทั้งการยอมรับความจริง ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จแห่งความฝัน และความทรงจำที่ทั้งสองเคยมีร่วมกัน ทุกสิ่งทุกอย่างงดงามในโมงยามนี้แล้วแม้จะต้องฝืนทนไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวบาดลึกในจิตใจของคนทั้งคู่แค่ไหนก็ตาม

 

La La Land

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ