Last Year at Marienbad

 

ตอนดูเหมือนกึ่งฝันกึ่งตื่นมาก เหมือนตัวหนังก็ใช้ฟอร์มให้เรารู้สึกแบบนั้น แล้วมันก็ไม่ใช่แบบพวก Surrealist ด้วย เพราะ Surrealist มันทำให้โลกของหนังเหมือนเป็นความฝันและใช้ฟอร์มเพื่อทำให้สิ่งที่เราเห็นหรือความรู้สึกของเราจมดิ่งลงสู่จิตไร้สำนึก แต่เรื่องนี้มันทำให้เราอยู่ในพรมแดนระหว่างจิตสำนึกที่รู้ตัวได้กับโลกของหนังที่มันยังมีความเป็นจริงอยู่ ทั้งโรงแรมอ้างว้าง และสวนต่างที่เน้นซ้ำบ่อยมาก และใช้การซ้ำซากของการเล่าเรื่องที่ให้อารมณ์โกธิก รวมทั้งบรรยากาศและเรื่องราวของผู้คนที่ชวนมีเสน่ห์และลึกลับดำหลอนไปพร้อมกัน

ตัวละครหลักมีสามตัว มีคุณ(ผู้ชาย) เธอ และเขา คุณพยายามจะบอกเธอว่าเราเคยพบกันที่โรงแรมแห่งนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่เธอกลับจำไม่ได้ ส่วนเขาก็คลับคล้ายว่าจะเป็นสามีของเธอ แต่ก็อาจจะไม่ใช่ เรื่องราวดำเนินไปอย่างสับปลับ ความทรงจำของคุณและเธอ ดำเนินไปอย่างพร่าๆเลือนๆ กึ่งจริงกึ่งฝัน ซ้ำๆซ้อนๆ กระโดดไปมาระหว่างเหตุการณ์ด้วยคำพูดที่สอดคล้องกัน คุณพยายามทำให้เธอจดจำถึงช่วงเวลาปีที่แล้วให้ได้ แต่เธอก็ไม่อาจรื้อฟื้น ความทรงจำของคุณและเธอในห้วงเวลาที่มันช่างซับซ้อน งุนงง จนทำให้เราเลื่อนลอย ลางเลือน เหมือนสิ่งมีชีวิตที่คลุมเครือ คล้ายภาวะความรู้สึกภายในที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างรูปธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายเศษเสี้ยวความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ เป็นภาวะแห่งคลับคล้ายคลับคลา คล้ายความทรงจำที่เนิ่นนานยังไม่จางหายแต่ก็ไม่อาจเรียกคืน

ตัวหนังเปิดกว้างให้เกิดช่องว่างการตีความได้อย่างหลากหลาย เท่าที่ผู้ชมจะสรรหาหลักการและวิธีการขึ้นมาเพื่อหาความหมายให้กับมัน

แต่เรากลับสนใจภาวะบางอย่างที่หนังก่อตัวขึ้นมา ที่เมื่อเราถอยห่างออกจากหนัง ถอยห่างจนมองว่ามันเป็นเพียงแค่หนังที่ตัวละครกำลังเริงเล่นและแสดงกันไป เพราะหนังก็เล่นตลกกับเราตั้งแต่ซีนแรกแล้วโดยการทำซ้ำให้เราตระหนักว่าโลกของหนังมันถูกปั้นแต่งอย่างประดิษฐ์และไกลห่างจากโลกแห่งความจริงทางกายภาพ และการใช้คำพูดซ้ำ การใช้เหตุการณ์ซ้ำ จนเราเริ่มเห็นว่า โลกใบนี่ที่เรากำลังดูอยู่เป็นโลกของตัวละครที่กำลังต่อสู้อยู่กับภาวะบางอย่าง ใช่เหมือนตัวละครกำลังค้นหาความหมายคุณค่าของตัวพวกเขาเอง แต่หลายครั้งตัวละครก็สับสน เหมือนว่าสิ่งที่เขาพูด เขาคิด และเขาทำ มันไม่ใช่เพราะเขามีอิสระภาพ แต่มันเป็นตัวบทของภาพยนตร์ที่เขาต้องแสดงไป เขาต้องพูดเพราะมันเป็นบทบาทการแสดงของเขา และเขาก็ไม่สามารถหลบหนีจากคำพูดเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถหลบหนีกับซีนที่เขาต้องแสดง เพราะมันเป็นโลเกชั่นของเรื่องนี้ มันมีภาวะอาการบางอย่างที่ทำให้เรา(คนดู) สามารถมองเห็นว่า โลกของเราที่กำลังดูหนังอยู่ และโลกของตัวละครที่กำลังแสดงอยู่ เป็นคนละโลกกัน โลกของตัวละครคือโลกฟิคชั่นที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือนิยายก็ตาม มันจะเป็นโลกที่ปิดหรือถูกจำกัดในตัวบทของมันเอง และตัวละครก็มีเสรีภาพเท่าที่ ผู้สร้าง (Author) รังสรรค์ให้กลับตัวละคร ตัวละครจึงเป็นเพียงสิ่งสร้างของผู้สร้าง แต่เราเห็นภาวะของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ตัวละครเริ่มตระหนักถึงอาการบางอย่างที่ตัวเองเริ่มสงสัย ว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมของอำนาจบางอย่าง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ตัวละครรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าว่าคู่สนทนาจะทำอะไร ตัวละครสัมผัสได้ว่าคำพูดที่คุณหรือเธอพูดออกมา เป็นคำพูดที่อาจเป็นคำพูดที่กำลังเกิดหรือเกิดขึ้นไปแล้วจากซีนอื่นๆ

สรุปแล้วตัวละครในเรื่องนี้มีภาวะบางอย่างที่ทำให้เราตระหนักได้ว่าพวกเขากำลังเริ่มตระหนักหรือจิตสำนึกบางอย่างว่าพวกเขาเป็นเรื่องแต่ง เป็นการต่อสู้ด้วยจิตสำนึกที่ผู้สร้างไม่อาจจะรุกล้ำเข้าไปหาพวกเธอได้ หรือตัวละครก็กำลังต้องการเอาชนะพลังอำนาจบางอย่างที่กำลังจำกัดพวกเขาไว้ เป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันเอาชนะได้ แต่ก็ทำให้เราเห็นรอยต่อระหว่างโลกของตัวละคร กับโลกของการดูอยู่ ตัวละครทำให้ตัวเราที่ดูเองก็เริ่มรู้สึกว่า เราก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวละคร และเราเองที่ไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา ให้ออกจากโลกของฟิคชั่น เรามีความรู้สึกผิดบางประการที่ต้องให้ตัวละครยังต้องตามหาร่องรอยที่หาไม่พบกับจิตสำนึกของตัวเอง และต้องติดกับโลกแบบนี้ตราบนานชั่วชีวิต ตราบที่หนังเรื่องนี้ยังถูกดูอยู่

น่าเสียดายที่เราดูหนังเรื่องนี้ช้าไป เพราะหนังเรื่องนี้ทำให้เราค้นพบร่องรอยความคิดบางอย่างว่า ตัวละครที่เหมือนมีภาวะว่าโลกที่เขาอยู่นั้นเป็นโลกที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นยังไง

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ