– Le Week-End นี่เป็นการคารวะงานภาพยนตร์ของ ฌอง ลุค โกดาด์ อย่างโจ่งแจ้งมาก ทั้งชื่อเรื่องที่ไปคล้ายกับ Weekend โปสเตอร์ภาพนี้ และที่สำคัญในตัวอย่างหนังก็มีฉากเต้นอันโด่งดังใน Band of Outsiders ทำให้เราตั้งธงก่อนดูแล้วล่ะว่า Le Week-End จะต้องเป็นงานคารวะหนังของ โกดาด์ อย่างแน่นอน

– และเราก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ หนังถึงขั้นแปะรูปโกดาด์ในห้องของโรงแรม(ถ้าสังเกตนะ) แต่ไม่ใช่รู้สึกเพียงเพราะรูปแบบฟอร์มในเรื่องการตัดต่อหรืออะไรแบบนั้นนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่พื้นผิวเกินไป และอีกอย่างสไตล์หนังของโกดาด์หรือใครก็ตามมันก็สามารถมีอิทธิพลกันไปได้ และหนังบางเรื่องที่ไม่ได้บอกว่ากำลังทำเหมือนใครอาจจะมีรูปแบบสไตล์การทำ หนังที่เหมือนหรือให้ความคล้ายมากกว่าหนังที่บอกอย่างโจ่งแจ้งด้วยว่า “กำลังจะทำแบบคนนี้หรือคนนั้น”

– สิ่งที่น่าคิดกว่านั้นคือ สงสัยว่า โรเจอร์ มิเชล รู้ตัวว่าจะทำหนังโดยอ้างอิงโกดาด์ ในตอนแรกหรือไม่ หรือคนเขียนบทเขียนๆกันไป แล้วจึงเห็นว่า มันสามารถโยงไปถึงหนังเก่าๆ ของโกดาด์ได้เท่านั้น

– ที่กล่าวมาเพราะเรารู้สึกว่า จริงๆหนังไม่ต้องคารวะโกดาด์ใดๆเลย เพราะมันสามารถเดินไปตามหนังของตัวเองได้นั่นคือ คู่รักวัยทองที่ไปฉลองครบรอบแต่งงานอันแห้งเหี่ยวที่ปารีส ซึ่งถ้าพูดในแง่นั้นเพียงอย่างเดียว เราว่ามันก็เป็นหนังรักธรรดาที่ยังทำหน้าที่ไม่อิ่มใจเท่าไหร่ แต่หนังก็ทำให้ความสวยงามของปารีส ซะจนเรียกว่าตาค้างได้เลย

– แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกมาตลอดคือ การที่สุดท้ายหนังมันมาอ้างอิงไปถึงโกดาด์ ทำให้หนังเสริมแรงของตัวเองมากขึ้นกว่าสิ่งที่ตัวมันไป และเราก็เข้าใจอารมณ์ของตัวละครและยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้มากขึ้น จุดนี้หนังใช้ประโยชน์ได้อย่างน่ายกย่องมาก

– เวลาเราดูหนังที่ตัวละครโหยหาความหอมหวานของช่วงชีวิตที่มีไฟ หนังมักใช้วิธีการย้อนภาพกลับไปหรือใช้สัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้ชม รับรู้ว่าตัวละครเหล่านี้สูญเสียความรู้สึกนั่นไปแล้ว และพยายามจะย้อนมันกลับมาในช่วงเวลาของหนัง แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้วิธีนั้นเลย แต่เเมื่อดูหนังจบลงเรากลับเข้าใจว่าสิ่งใดที่ตัวละครขาดหายไปหรือต้องการ เรียกคืนความรู้สึกเหล่านั้นกลับมา ซึ่งนั่นคือ จิตวิญญาณหนุ่มสาวยุคสมัย 60s ในแบบฝรั่งเศส ซึ่งปรากฎชัดในหนังแบบโกดาด์นั่นเอง หรือตัวละครหนุ่มสาวโกดาด์เป็นเหมือนอดีตภูมิหลังของคนคู่นี้เลย กล่าวง่ายๆว่า มันเป็นเหมือนภาคแยกต่อมาของหนังโกดาด์ที่ตัวละครแก่ลง

– หนังของโกดาด์แรกๆเราจะเห็นว่าสิ่งที่ตัวละครเป็นคือหนุ่มสาวที่มีเจตจำนง เสรีใช้ชีวิตแบบมีอิสระภาพและมีความรักแต่ไม่ยึดมั่นกับมัน ผิดกลับคู่รักวัยทองที่ต้องจมปลักกับการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว การที่ไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้นอกจากภรรยา ฯลฯ อะไรเหล่านี้ คือ สิ่งที่ตัวละครสูญเสียมันถ้าเราใช้แกนไทม์ไลน์ของหนังโกดาด์เป็นหลัก

– แต่หนังก็พยายามเรียกคืนอารมณ์แบบนั้นกลับคืนมาให้คู่รักทั้งสอง ฉากเต้นกลางถนนที่มันแสดงถึงความเสรีภาพสุดๆ แต่กลับยั่วล้อโดยทำให้ นิก หกล้มและเจ็บเท้าอาจเพราะแก่ตัว หรือฉากที่กินอาหารแล้วชักดาบออกมาก็เป็นฉากทั้งหลายที่เป็นดึงความรู้สึก ถึงพลังความหนุ่มสาวออกมาอีกครั้งหนึ่ง

– จริงๆ ฉากช่วงหลังที่ระหองระแหงกันจนไปร่วมงานปาร์ตี้ของ มอร์แกน ซึ่งเป็นอาจารย์สอนปรัชญาด้วยกันกับนิก ซึ่งมันแสดงคำพูดที่เกี่ยวกับเรื่องของยุคสมัยเยอะมาก ที่ทำให้เห็นความชัดเจนว่า สิ่งใดที่ตัวละครขาดไป เช่นการที่สมัยเรียนเขาทั้งสองเป็นฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าต่อต้านอำนาจเผด็จการ ทุกอย่าง อีกทั้ง มอร์แกน ก็ยังมอง นิก เป็นต้นแบบทางความคิดมาตลอด แต่ ผู้ชมจะรู้ทันทีว่า นิก เมื่อแก่ตัวลงจิตวิญญาณแบบนั้นมันก็ได้ตายตามเขาไปแล้วด้วย และหนังยังได้พูดถึงการแต่งงานของมอร์แกนด้วยซึ่งเคยแต่งงานแล้วหนีเมีย เพื่อต้องการเสรีภาพจากความโสดแต่สุดท้ายก็มาเจอผู้หญิงอีกคนที่มาแต่งงาน อีกครั้งอยู่ดี เสรีภาพที่เขาต้องการโดยการโสดก็จบสิ้นเพราะสมยอมกับการแต่งงานอยู่ดี (ไมต่างกัน)

– มันมีหลายฉากอีกมากมายที่ทำให้เราดูหนังเรื่องนี้ แล้วเราเทียบกันระหว่างสองยุคสมัย แนวคิดระหว่างอดีตและปัจจุบัน จะทำให้ยิ่งเข้าใจว่า สิ่งใดที่ตัวละครสูญเสียไปในปัจจุบัน โดยใช้เรื่องความรัก การงาน เซ็กซ์แบบไม่ผูกมัดกับเซ็กซ์กับคู่รัก การแต่งงาน และก็อุมดมการณ์เรื่องการเมือง อีกมากมายที่ทำให้เราเห็นรอยปลีกแยกของดีตและปัจจุบัน และความเป็นยุคสมัยที่แตกต่างกัน หรือเปลี่ยนผันไปตามกาลเวลา

– แต่สุดท้ายหนังก็พาเดินไปสู่ฉากจบที่งดงามมาก ทำให้ตัวละครเริ่มจนตรอก เริ่มถอดเปลือกของตัวเองออก(เงิน) ใช้ชีวิตขึ้นอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งคล้ายกับตัวละครแบบโกดาด์มาก จนกระทั่งพีคที่สุดในฉากเต้นที่เป็นการคารวะตัวละครโกดาด์แบบสมบูรณ์แบบ ทั้งสถานะภาพของตัวละคร ณ เวลานั้น และการหวนคืนบางสิ่งที่ยุคสมัยได้พรากเขาไป

– Le Week-End จึงเป็นหนังหวนรำลึกจิตวิญญาณเสรีหนุ่มสาวประเทศฝรั่งเศสในยุค 60-70 ซึ่งมีต้นแบบการนำเสนอจากหนังของโกดาด์ และเดินทางไปสู่จุดที่เรียกได้ว่าทำได้สำเร็จ เป็นฉากในบาร์วินเทจเรียบง่าย มีตู้เพลง และฉากเต้นที่ทั้งปลดปล่อยและหวนคืนยุคสมัยที่ผ่านเลยไปแล้วให้กลับมาอีก ครั้งหนึ่งแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ คล้ายกับวันหยุด Week-End ของคนทำงานเลย

 

คะแนน 7.25 /10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ