Our Little Sister

 

– จากจิตวิญญาณญี่ปุ่นสู่ภาพยนตร์ Our Little Sister –

 

  1. ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ยิ่งตอกย้ำว่าเอกลักษณ์ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมรากเหง้า สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงสถานที่ของประเทศญี่ปุ่นนั้นช่างงดงามอย่างยิ่ง – Our Little Sister สามารถทำให้นึกถึงประเทศนี้ในแง่มุมดีงามแทบจะทุกแง่มุม ทั้งๆ ที่มีหนังอีกด้านหนึ่งสะท้อนมุมมืดของสังคมอยู่ และที่สำคัญจังหวะของภาพยนตร์ที่เรียบง่าย เอียงไปทางเชื่องช้า ก็เป็นจังหวะที่ทำให้ผู้ชมที่เข้ามาชมก็ต้องใช้เวลาปรับตัวสักแป๊บนึง เพราะแน่นอนว่าวิถีชีวิตของคนเมือง ซึ่งเร่งรีบตามจังหวะสังคม รวมกับจังหวะหนังฮอลลีวู้ดส่วนมากที่เน้นความรวดเร็ว การดูหนังในจังหวะนี้ก็เข้ากับกระแสสังคมทางเลือกที่เรียกว่า Slow Life ได้เหมือนกัน (แฮะๆ)

 

  1. โครงสร้างภาพยนตร์ Our Little Sister เราสามารถนิยามมันได้ว่าเป็นภาพยนตร์ Slice of Life อธิบายได้ว่าเป็นหนังที่นำเสนอชีวิตและกิจวัตรของตัวละคร เป็นธรรมชาติ เหมือนจริง และตรงไปตรงมาเหมือนกับได้ดูชีวิตคนจริงบนจอภาพยนตร์ ซึ่งก็สอดคล้องกันได้ดีกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่นำเสนอชีวิตของพี่น้อง 4 คน อย่างตรงไปตรงมา เรียบง่าย ไม่ได้สร้างปมดราม่าเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อนำไปสู่ไคลแม็กซ์แต่อย่างใด แถมยังถ่ายทอดแง่มุมของชีวิตตัวละครที่เจอได้อย่างจริงใจ เหมือนกับเราได้เป็นพยานรู้เห็นต่อเรื่องราวของครอบครัวนี้จริงๆ

 

  1. วิธีการที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดทำให้เราไม่สามารถหยุดนึกถึงภาพยนตร์ของผู้กำกับปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่น “ยะสุจิโร่ โอสุ” ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Late Spring (1949) และ Tokyo Story (1953) ซึ่งเป็น 2 ภาพยนตร์ที่ติดอยู่ในลิสต์ 50 อันดับยอดเยี่ยมตลอดกาลของ BFI อันดับ 19 และ 3 ตามลำดับ

 

3.1 การที่เราคิดถึงหนังของ โอสุ นั้น เป็นเพราะ Our Little Sister ใช้วิธีการนำเสนอเป็น Slice of Life อย่างที่บอก แต่เมื่อได้ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ภาพยนตร์ในแนวทางของ โอสุ ก็มีตระกูลหนังของมันที่เรียกว่า Shomin-geki หมายถึงภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่นำเสนอชีวิตธรรมดาสามัญของชนชั้นกลาง(เอียงไปทางล่าง) ในสังคมร่วมสมัย ซึ่งหนังโอสุที่ยกมานั้นสามารถเจาะจงได้ว่าเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้  และภาพยนตร์ของโอสุ มากกว่าครึ่งหนึ่งของเรื่องมักจะนำเสนอกิจวัตรชีวิตในบ้าน ซึ่งมุมกล้องของภาพยนตร์มักจะตั้งกับเสื่อทาทามิ จึงทำให้ถูกเรียกขานว่า Tatami Shot ซึ่งเป็นช็อตเอกลักษณ์สอดคล้องกับสภาพบ้านของคนญี่ปุ่นเอง

 

โดยภาพยนตร์ 2 เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องเรื่องราวทั่วไปของชีวิตคนญี่ปุ่นเองที่อยู่ระหว่างการเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมกับการต้องรับความเป็นตะวันตกเข้ามาหลังจากพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ประเด็นของภาพยนตร์จึงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวชีวิตของตัวละคร เช่น โนริโกะที่บ่ายเบี่ยงแต่งงาน เพราะต้องการอยู่ปรนนิบัติพ่อ หลังจากแม่ตาย การไม่ยอมแต่งงานจึงมีท่าทีเหมือนคนหัวใหม่ตะวันตก แต่โนริโกะกลับมีแนวคิดที่มองว่า ผู้ชายที่แต่งงานใหม่ก็เป็นผู้ชายที่สกปรก ซึ่งนี่ก็เป็นแนวคิดของผู้หญิงอนุรักษ์นิยมแบบญี่ปุ่นขนานแท้ ทำให้ตัวละครโนริโกะจึงเป็นบุคคลที่รวมทั้งสองแนวคิดไว้ด้วยกัน ร่วมกับเรื่อง Tokyo Story ที่พูดถึงความแตกต่างระหว่าง 2 เจอเนเรชั่น ของพ่อแม่แก่เฒ่า และลูกๆ ที่ต้องดิ้นรนทำงาน ทำให้ไม่มีเวลากับพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่นั่งรถไฟมาจากชนบท มีแต่ลูกสะใภ้โนริโกะที่ต้อนรับขับสู้กับพ่อแม่ของสามี แม้ว่าสามีจะตายไปนานแล้วก็ตาม ซึ่งก็ยิ่งทำให้เห็นช่องว่างระหว่างความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิม(ชนบท)ในสังคมที่เริ่มเปิดรับตะวันตก(เมือง)ได้อย่างดี

 

เกร็ด : ในเรื่อง Tokyo Story  ลูกชายตายด้วยเหตุใดหนังไม่ได้บอกไว้ แต่ตัวหนังเผยว่าตายมา 8 ปี – Tokyo Story ฉายปี 1953 ถ้าลบไป 8 ปี เท่ากับปี 1945 ซึ่งเป็นปีจบสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ทำให้คาดการณ์ได้ว่าอาจตายเพราะไปเป็นทหารในสงครามโลกได้ โดยหนังของโอสุในช่วงหลังสงครามเสร็จสิ้นนั้นมักทำหนังที่ไม่ได้พูดถึงสงครามโลกโดยตรงเพราะถูกทางรัฐเซนเซอร์ไว้ทำให้เขาต้องแฝงถึงการพูดถึงสงครามโลกในแง่มุมต่างแบบซ่อนนัย

 

  1. ที่กล่าวมาทั้งหมดเพื่อยกตัวอย่างให้เห็นว่า Our Little Sister ทำให้ผู้เขียนนึกถึงสไตล์ภาพยนตร์ในแบบโอสุอีกครั้งไม่ว่า จะเป็นการเล่าเรื่องราวของภาพยนตร์แบบเรียบง่ายของพี่น้อง 4 คน และชีวิตประจำวันต่างๆ ที่ทำให้เห็นชีวิตเสี้ยวเล็กๆที่สุดแสนงดงาม และการที่พี่สาวคนโต ซาจิ เก็บบ้านเก่าๆ ของครอบครัวไว้ และไม่ยอมย้ายออกไป ทำให้เห็นการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้โดยใช้มุมภาพแบบทาทามิช็อตด้วย ซึ่งก็ยิ่งเหมือนการคารวะภาพยนตร์ต้นฉบับของโอสุ นี่ยังไม่นับว่าเมืองคามุคุระ เป็นสถานที่ฝังศพของโอสุอีกด้วย ทำให้รากเหง้าทางภาพยนตร์ที่สำคัญของ Our Little Sister ก็มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเองรวมอยู่ด้วย บวกทั้งตัวภาพยนตร์ก็ยังทำให้เห็นขนบวัฒนธรรมประเพณีรายละเอียดปลีกย่อยของคนญี่ปุ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ยังเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นอีกทอดหนึ่ง

 

  1. นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์ Our Little Sister ยังคงให้ความสำคัญนั่นคือความเป็นธรรมชาตินิยมที่สะท้อนถึงวิธีคิดของคนญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฤดูกาล การมองชีวิตเป็นชะตากรรมไม่ต่างการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล ซึ่งสิ่งเหล่านี้แทบจะเป็นแก่นแท้ในภาพยนตร์ของญี่ปุ่นในแนวทางโหยหารากเหง้าอย่างแท้จริง โดย Our Little Sister เริ่มต้นด้วยช่วงฤดูร้อน ที่แสงสอดส่องอาบไล้ไปทั่วอณูของภาพยนตร์ ภาพยนตร์มักจะใช้แสงธรรมชาติแทบทั้งหมด แม้แต่ฉากนอกบ้านที่อยู่ท่ามกลางแสงแดด ตัวละครที่ถูกถ่ายภาพในช็อตนั้นมักมีแสงแดดส่องสะท้อนกับใบหน้าจนเกิดประกายซึ่งทำให้เกิดความสวยงามและยังแสดงให้เห็นถึงความประณีตในทุกสัดส่วนของภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูเล็กน้อยและไม่สำคัญก็ตาม นอกจากนี้การหมักเหล้าบ๊วย ที่ต้องบ่มเพาะผ่านเวลาฤดูกาล ที่ทำให้เห็นช่วงเวลาของชีวิตที่ไม่สามารถเร่งรีบได้ แต่ผ่านช่วงเวลายาวนานนับปี เหล่านี้เป็นเศษเสี้ยวที่ทำให้เห็นถึงปรัชญาญี่ปุ่นที่คล้ายคลึงอยู่ในหนังแนวนี้บ่อยครั้ง

 

ภาพยนตร์มี 2 ฉากมหัศจรรย์ที่ทำให้จดจำได้ไม่ลืมนั่นคือ ฉากการขี่จักรยานผ่านต้นซากุระ ที่เบ่งบานตลอดสองข้างทาง จนดูประหนึ่งคล้ายอุโมงค์ โดยฉากที่กล้องจับหน้าในมุมระยะใกล้มาก ซึสึ ที่ซ้อนจักรยานเพื่อนชายอยู่ ในขณะที่จักรยานแล่นไปทำให้เห็นลมพัดหน้าจนผมสยายไปด้านหลัง  แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อกว่านั้นคือการที่ใบซากุระที่ร่วงจากต้นนั้นตกลงที่ใบหน้าของซึสึพอดิบพอดี ซึ่งแม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยมากถ้าเทียบกับชีวิตจริง หรือภาพในหนังก็ตาม แต่หนังก็ทำให้มันดูใหญ่โตสำคัญ เป็นช็อตสะท้อนให้เห็นถึงความธรรมชาติ ความงดงามของการเป็นมนุษย์และการดำรงอยู่อย่างมากมายเหนือคณานับ  อีกฉากนึงคือฉากพี่น้องทั้ง 4 ใส่ชุดกิโมโนเล่นไฟเย็น ซึ่งสวยงามและเลอค่ามาก ด้วยการจับภาพที่ไฟเย็นสะท้อนเข้ากับใบหน้าที่สร้างความสวยงามให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของพี่น้องทั้งสี่อย่างน่าจดจำ

 

  1. หากภาพยนตร์โอสุคือการพูดถึงชีวิตธรรมดาสามัญคนญี่ปุ่นในสังคมร่วมสมัยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 – Our Little Sister คือการกลับมาโหยหารากเหง้าของความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิม ถึงแม้ว่ายุคสมัยปัจจุบัน การรับวัฒนธรรมตะวันตกจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ต้องถูกนำมาพูดถึงอีกแล้ว เพราะมันถูกหล่อรวมกลายเป็นวิถีชีวิตของคนร่วมสมัย แต่ Our Little Sister ก็ยังพูดถึงประเด็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมานานนมได้อย่างทันสมัย ไม่เชย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งงาน หรือสถานะภาพของคนญี่ปุ่นสมัยปัจจุบัน หากในบริบทของโอสุ การที่ผู้หญิงจะแต่งงานหรือไม่แต่งงานนั้น ก็ถูกนำมาเล่นเป็นประเด็นและพูดถึงอย่างสดใหม่ในช่วงเวลานั้น

 

แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับนำความร่วมสมัยของสถานะผู้หญิงในปัจจุบันกลับมาพูดแบบแตกต่างออกไป นั่นคือ สถานนะการเป็นชู้ เป็นภรรยาน้อย หรือการหย่าร้างและสร้างครอบครัวใหม่ จนทำให้ครอบครัวเก่าเกิดปัญหาและนำมาสู่ปัญหาของการสูญเสียครอบครัวสมบูรณ์ ขาดพ่อ นำไปสู่การตั้งคำถามของชีวิตปัจจุบัน หรือเป็นผลกระทบตามมาต่อลูกที่เกิดมา  โดยแฝงอย่างเป็นวัฎจักรระหว่างพ่อแม่ส่งไปสู่รุ่นลูก

 

นอกจากนั้นการเขียนบทภาพยนตร์ที่ทำให้ตัวละครในตอนต้นมีแนวคิดแบบหนึ่ง ยกตัวอย่าง เช่น การที่ผู้หญิงเชื่อมั่นว่า ผู้ชายที่แต่งงานใหม่จะเป็นความสกปรก และยอมรับไม่ได้ แต่เมื่อวันหนึ่งพ่อของตัวเองที่แม่เสียไปแล้วนั้น จะสามารถแต่งงานใหม่โดยที่เราจะขจัดความเรื่องการผิดศีลธรรมหรือสกปรก เหมือนในหนังเรื่อง Late Spring ได้หรือไม่

 

หรือในภาพยนตร์ Our Little Sister ก็ใช้วิธีการโยงประเด็นในตอนต้นก่อนจะนำประเด็นนั้นวกกลับมาสู่ตัวละคร (ไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไร) เช่น การที่น้องสาวคนเล็กคนละพ่อ “ซึสึ” ขอโทษซาจิ พี่สาวคนโตว่า “เธอขอโทษที่แม่ของเธอไปรักกับผู้ชายที่แต่งงานแล้ว” ซึ่งเป็นเหมือนเรื่องผิดศีลธรรมที่รับไม่ได้ในสังคม แต่ภาพยนตร์ก็นำความคิดไปโยนใส่ซาจิในช่วงท้ายของภาพยนตร์ เพราะซาจิที่รักกับหมอคนหนึ่งที่มีลูกมีเมียแล้วและยังไม่ยอมหย่ากับภรรยา ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ที่เขาหย่าและมาแต่งงานกับซาจิ ประเด็นปัญหาที่เกิดกับซึสิก็อาจวนกลับมา ที่ลูกของซาจิได้ ลักษณะคล้ายกับงูกินหางตัวเอง หรือจะเรียกว่าลักลั่นย้อนแยงในตัวเองก็ได้ คือการที่ซาจิอาจโกรธพ่อที่ไปมีภรรยาคนใหม่ และทิ้งแม่ไป แต่ตัวซาจิเองก็กำลังทำตัวเหมือนผู้หญิงที่ตัวเองเกลียดได้เหมือนกัน ซึ่งนี่เป็นทีเด็ดทีขาดในการเขียนบทเพื่อสร้างแบบทดสอบทางด้านจริยธรรมที่มีเสน่ห์และอึดอัดคือไม่รู้ว่าจะเลือกทางเดินไหนดีเหมือนกันถ้าเกิดกับตัวเราเอง ซึ่งหนังของโอสุใน Late Spring ใช้วิธีเขียนบท เพื่อวกกลับมาสู่ตัวละครในตอนท้ายแบบเดียวกับ Our Little Sister ชัดเจน

 

  1. สุดท้ายเราจะเห็นว่า สถานะของภาพยนตร์ Our Little Sister ที่เป็นภาพยนตร์โหยหาชีวิต Shomin-geki แบบร่วมสมัย แต่กำลังกลับหัวกลับหางสลับกันระหว่างสถานะของ 2 เจอเนอเรชั่น ของคนยุคเก่า และยุคใหม่ เรื่องนี้กลับแสดงให้เห็นถึงคนยุคใหม่ (พี่ซาจิ) ที่เล็งเห็นคุณค่าของรากเหง้าดั้งเดิมญี่ปุ่น ซึ่งหายากในปัจจุบัน หรือที่จริงภาพยนตร์ก็อาจเป็นเหมือนการสร้างจิตสำนึกที่กำลังถูกลืมในสังคมแห่งความเป็นจริงก็ได้ อันที่จริงมีภาพยนตร์ที่สร้างจากมังงะที่เขียนให้คนรุ่นใหม่อ่านโดยมีแก่นอยู่ที่การโหยหาชีวิตในชนบทที่มีความเป็นญี่ปุ่นมากกว่าก็น่าบอกนัยอะไรบ้างต่อสังคม เช่น Our Little Sister, Silver Spoon และ Little Sister ทั้ง 3 เรื่องเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากมังงะ ที่มีแนวคิดโหยหารากเหง้าและความเป็นธรรมชาติในสังคมญี่ปุ่น หรือสถานะปัจจุบันในสังคมของญี่ปุ่นอาจกำลังเกิดวิกฤติต่อรากเหง้าก็ได้ จึงเกิดภาพยนตร์ที่ให้คนรุ่นใหม่สนใจต่อรากเหง้าเพื่อสร้างรอยเชื่อมต่อที่แยกขาดออกจากกันระหว่างอดีตและปัจจุบัน

 

โดย Our Little Sister ให้ภาพของพี่น้องที่อยู่ร่วมกันในบ้านสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมไม่ยอมขาย ไม่ย้ายออก ในแถบชานเมืองของโตเกียว มีรถไฟ มีทะเล มีต้นไม้ใบหญ้า แต่กลับให้ภาพของแม่ซึ่งเป็นคนยุคหลังสงครามโลกที่ออกไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่แทนและไม่แคร์บ้านเกิดตัวเอง และยังให้ภาพของน้องคุณยายที่ยังคงมีความเป็นญีปุ่นดั้งเดิมอยู่โดยการใส่ชุดกิโมโนตลอด โดยซาจิ ก็เป็นเหมือนคนรุ่นใหม่ ที่กำลังใช้ชีวิตแบบคนรุ่นเก่าในการดำรงอยู่ต่างๆ หรือเห็นคุณค่าของอดีตของความเป็นญี่ปุ่น แม้สถานะของเธอเมื่อพูดในแง่สังคม ในความเป็นผู้หญิง รวมถึงน้องของเธอนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย โดยเฉพาะการเป็นผู้หญิงที่ไม่มีค่านิยมแบบผู้หญิงที่รักษาประเพณีของญี่ปุ่นอีกต่อไป พี่คนรอง ฉากแรกของภาพยนตร์ก็นอนกอดก่ายกับผู้ชาย พี่คนโตก็มีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับผู้ชายที่มีสามีแล้ว ซึ่งนี่ทำให้เห็นว่าแม้ภาพยนตร์จะยังคงเต็มไปด้วยการโหยหารากเหง้าของความเป็นญี่ปุ่นอยู่ แต่ก็มีหลายสิ่งที่ไม่สามารถจะต้านทานสภาพสังคมที่ดำรงอยู่ได้อีกต่อไป

 

ทั้งหมดจึงทำให้ภาพการพัฒนาภาพยนตร์ในรากเหง้า Shomin-geki ที่มีความร่วมสมัยขึ้นไปอีก หรือ Our Little Sister เป็นภาพที่ทำให้ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมดั้งเดิมญี่ปุ่นเอง โดยใช้ตัวอย่างของภาพยนตร์ โอสุ 2 เรื่องเพื่อทำให้เห็นว่า Our Little Sister คือภาพยนตร์ที่มีจิตวิญญาณญี่ปุ่นโดยที่ตัวมันเองก็ยังร่วมสมัยอยู่ ไม่ได้เชยล้าหลัง และพยายามจะยัดเยียดแต่อย่างใด เป็นผลให้เห็นว่า อดีตและปัจจุบัน ก็ยังอยู่ร่วมกันได้อย่างสวยงาม แม้ว่าอาจจะเป็นแค่ในภาพยนตร์เท่านั้น แต่ภาพยนตร์ก็ยังช่วยกระตุ้นทำให้เห็นสิ่งที่อาจตกหล่นหรือหลงลืมไป และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้หยิบยื่นให้เห็นมุมมองเหล่านั้นจนเรียกได้ว่า เลอค่า หมดจด จนไม่สามารถพรรณนาอะไรได้ นอกจากบอกว่ายอมแพ้กับความประณีตและความพิถีพิถันที่เกิดขึ้นจากภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ