Love & Mercy

 

– สามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่านี่เป็นหนังที่ไม่มีคนดูเท่าไหร่ (วัดผลจากรอบรายได้วันแรก ที่แพ้ Little Forrest ทั้งที่มีรอบฉายเยอะกว่า ก่อนจะถูกตัดรอบฉายอย่างรวดเร็ว) ทั้งๆ ที่มันเป็นหนังที่มีอะไรน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการทำหนังชีวประวัติโดยสนใจช่วงภาวะอารมณ์ของศิลปินมากกว่าที่จะ ทำให้เห็นไทม์ไลน์การประสบความสำเร็จเหมือนเป็นประเพณีของหนังแนวนี้ไป อาจเพราะการที่หนังพูดถึงเน้นไปที่ตัวศิลปินคนหนึ่งของวงเดอะบีชบอยส์ ในยุค’60 ที่เอาเข้าจริงแล้ว วัยรุ่นไม่รู้จัก ตัวเรานั้นก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ได้แต่หาข้อมูลเพื่อทำความรู้จักไปก่อน ทำให้การที่หนังเป็นชีวประวัติของนักดนตรีที่คนไม่รู้จักหรือโด่งดังมากมาย ก็ผลักดันให้คนไม่อยากดูตัวหนังไปเลยก็มี

– แต่เมื่อได้ดูแล้ว การที่เราไม่รู้จักศิลปินคนนี้มาก่อนหรือไม่ ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่นัก เพราะหนังก็สามารถจัดสรรแบ่งส่วนระหว่างเนื้อหาที่พูดถึงความเป็นคนดังที่ ต้องต่อสู้กับสภาพจิตใจตัวเองในช่วงสองยุค คือ ’60 และ ’80 จนทำให้เห็นถึงความเป็นอัฉริยะของไบรอัน วิลสัน ที่เหมือนเป็นการทำหนังเพื่อสดุดีบุคคลผู้นี้ซึ่งเป็นเหมือนการทำดนตรี ร็อคแอนด์โรลที่ผสมซาวน์แปลกใหม่ หรือใช้ซาวน์ไซโคเดลิกที่เป็นนิยมในช่วงเวลานั้น (60) อยู่ในเพลงของวงเดอะบีชบอยส์ได้อย่างสดใหม่ดี อีกทั้งการเชิดชู ไบรอัน วิลสัน แห่งเดอะบีชบอยส์ ก็พยายามทำให้คนดูในยุคนี้เปิดที่ว่างให้วงนี้เข้าไปอยู่ในใจบ้าง หลังจากวัฒนธรรมป็อบปูลาร์คัลเจอร์พ.ศ.นี้ที่สืบทอดมาจากยุค 60 มีแต่เดอะ บีทเทิลส์ ที่เป็นวงดนตรีจากฝั่งอังกฤษเท่านั้นที่คนรู้จัก จนกลบความเป็นดนตรีอเมริกันยุค 60 ตรงจุดนี้หายไป หนังจึงเป็นการเหมือนการเรียกร้องหาพื้นที่ให้วงนี้ถูกพูดถึงกลับคืนมาบ้าง ซึ่งแน่นอนถ้าคิดถึงจุดนี้มันจึงเป็นการเรียกร้องในเชิงวัฒนธรรมต่อคนรุ่น ใหม่เหมือนกันว่าบางทีกระแสป็อบปูลาร์คัลเจอร์มันก็กลบฝังประวัติศาสตร์ บางอย่างให้ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากอย่างที่ควร ทั้งที่ เดอะบีชบอยส์ ถูกยกย่องว่าเป็นวงดนตรีแห่งอเมริกัน

– จริงๆ เราไม่อยากพูดถึงอะไรที่เป็นเรื่องดนตรีมากเท่าไหร่ เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่สันทัด ทั้งที่หนังเรื่องนี้มีการถ่ายทำภาพการทำเพลงของไบรอัน วิลสัน ได้ในระดับที่น่าตืนตา สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และมีการทดลอง จนรู้สึกถึงความเก่งกาจ ความบ้าคลั่ง ที่เป็นเหมือนพรสวรรค์ของไบรอันได้อย่างเห็นร่วมด้วยทุกกระเบียดนิ้ว

– แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ หนังใช้สไตล์การทำหนังในแบบที่ไม่ธรรมดา หรือกล่าวกันให้ชัดก็คือ ในขณะที่มันกำลังนำเสนอเนื้อหาเพื่อให้คนเห็นความอัจฉริยะที่บ้าคลั่งของไบร อัน ซึ่งนำเสนออย่างเข้าใจ ย่อยง่าย แต่มันถูกนำเสนอวิธีการที่มีสไตล์ในแบบย่อยยาก ไม่ว่าจะเป็นฉากลองเทคยาว โดยเฉพาะในห้องอัด หรือการนำเสนออารมณ์ของไบอัน ในยุค 60 ด้วยการใช้ดนตรีประกอบที่ค่อนข้างแสบสันต์รูหู ซึ่งช่วยสื่อสารอารมณ์และจิตใจที่ไม่ปกติด้วยการทำให้ผู้ชมได้รู้สึกแบบนั้น ผ่านการนำเสนอภาพและเสียงร่วมด้วย จนหนังดำดิ่งความรู้สึกเข้าไปได้อย่างอึดอัดระแคะระคายอารมณ์ของเรา หรือบางครั้งใช้เสียงบรรยากาศที่มันดูวังเวง พิกล และน่าจะรำคาญมากกว่า จะสบายใจ จนมันเป็นหนังที่แม้ตัวมันกำลังจะยกย่องศิลปินคนหนึ่ง แต่มันก็ซื่อสัตย์ที่พูดในด้านมืดของอารมณ์ออกมาได้ ซึ่งเอาเข้าจริงด้านมืดของศิลปินเหล่านี้แหละที่เป็นชีวัดความอัจฉริยะของ ผู้คนได้

– นอกจากนี้หนังยังคงเก็บความเป็น เดอะ บีช บอยส์ ได้อย่างครบถ้วน ผ่านการใช้สีสันของการถ่ายภาพจาก โรเบิร์ต ดี เยียวแมน ผู้กำกับภาพคู่บุญของเวส แอนเดอร์สัน ที่ยังคงใช้ภาพกลิ่นละมุนพาสเทลล์ เคลือบไว้กับเอกลักษณ์ของฤดูซัมเมอร์ หายทราย ชายเล เซิร์ฟบอร์ด ที่เป็นเอกลักษณ์ของวงเดอะบีชบอยส์เอง ซึ่งทำให้หนังมันสดใสในขณะที่มันพูดถึงเรื่องที่จมดิ่งลึกลงไปในจิตใจของ มนุษย์มากๆ

– ส่วนในแง่ของความน่าสนใจของเรา ซึ่งเราจะไม่มองแค่ว่านี่คือเรื่องราวของไบรอัน วิลสัน เท่านั้น เพราะนอกจากหนังกำลังนำเสนอการตัดสลับเรื่องราวสองยุค 60 และ 80 กลับไปมา ทำให้เราเห็นเรื่องราวของอดีต และปัจจุบัน ได้ชัดเจน หนังพยายามทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจากการเป็นคนกำลังมีชื่อเสียงใน 60 ไปถึงจุดตกต่ำ 80 ของไบรอัน ที่ถูกรักษาเหมือนนักโทษจากนักจิตบำบัด มันทำให้เขาสูญเสียอะไรบ้างไปที่ไม่สามารถหวนกลับไปได้ ซึ่งผ่านการที่เขากลับไปบ้านเกิดของเขาที่มันได้หายไปแล้ว หรือพื้นที่ความทรงจำส่วนตัวของตัวเองได้สูญสิ้น ซึ่งประเด็นนี้เราสามารถแยกออกมาพูดถึงโดดๆได้อีกบทความนึง(พูดร่วมกับหนัง ที่มีประเด็นใกล้ๆกัน) ระหว่างความสูญเสียสัญลักษณ์ความทรงจำของคนอเมริกันร่วมสมัย ที่เมื่อเวลาผ่านไป แม้เพียง 20 ปี ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งนี่เป็นเรื่องของการก่อร่างสร้างความเป็นอเมริกันดรีมที่มันกร่อนสลาย ไบอัน วิลสัน ที่เคยหนุ่มแน่นและทรงพลังสร้างสรรค์ในยุค 60 ได้กลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ มีอาการของโรค ถูกปิดกั้นการแสดงออกที่เคยมี จนแทบจะไม่หลงเหลือพลังวัยแห่งคนหนุ่มสาวที่สถิตอยู่ เป็นภาพล่มสลายของปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับการที่ตัวหนังย้อนไปสู่ยุคที่งดงามใน 60 ซึ่งเป็นยุคแห่งไซโคเดลิก ยุคฮิบปี้ สไตล์ของภาพยนตร์ทั้งสองยุคจึงแตกต่างกัน ยุค 80 จึงเป็นยุคเชื่องช้า ซึ่งใช้จอน คูแซค ถ่ายทอดอย่างเหม่อลอยไร้ซึ่งจิตวิญญาณ และที่สำคัญหนังมีการคารวะ 2001 Space Odyssey ในซีนเล็กๆ ซีนหนึ่งที่ทำให้ ไบรอัน ยุค 80 ได้กลับมาครุ่นคิดถึงช่วงเวลาชีวิต คล้ายกับเดฟ ใน 2001 หลังจากเข้าไปสู่มิติที่ 4-5 เขาก็พบว่าตัวเองไปคนแก่ หนุ่ม และทารก ในห้วงเวลาเดียวกัน ซึ่งไบรอัน ก็ได้ครุ่นคิดถึงช่วงเวลาชีวิตที่เขาประสพมา ก่อนที่จะพบว่า เขาต้องต่อสู้เพื่อให้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง (ให้เป็นเหมือนเสี้ยวของ 60) แม้สุดท้ายเขาจะพบว่า หลายสิ่งหลายอย่างมันผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยเขาไม่สามารตั้งหลักทัน เหมือนที่เขาอยากกลับไปพบบ้านของเขาในวัยเด็กอีกครั้ง แต่เขาก็พบว่ามันสูญสลายออกไปแล้ว เขาทำได้แค่เพียงใช้ชีวิตกับหญิงสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ และดึงพลังเหล่านั้นกลับมาให้ได้มากที่สุด พลังให้ยุค 60 พลังแห่งยุคเสรีภาพของวัยรุ่น พลังแห่งยุคไซโคเดลิก และที่สำคัญพลังแห่งพลังจักรวาลแบบที่ 2001 Space Odyssey ได้สร้างสรรค์เอาไว้แล้วยังคงเป็นพลังแห่งยุคนี้ที่ถูกคารวะอย่างเรื่อยๆและ ซ้ำๆไม่เสื่อมคลาย

– นี่คือหนังที่รำลึกโหยหาและสะท้อนภาพความสดใหม่ของยุค 60 ได้อย่างน่าคารวะและเชยชม และควรค่าต่อการรับชมทุกประการ

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ