Maleficent

 

-หนังเรื่องนี้ยิ่งตอบชัดว่าเราอยู่ในยุค ‘การตีความของการตีความ’ แล้วสินะ เพราะแม้ Maleficent จะบอกผู้ชมตั้งแต่ต้นแล้วว่านี่เป็นการตีความใหม่ในเรื่องเจ้าหญิงนิทราในแบบที่ผู้คนเข้าใจ แต่เจ้าหญิงนิทราในแบบที่ผู้คนเข้าใจที่ดิสนีย์เอามาทำ ก็เป็นการดัดแปลงตีความของต้นฉบับเจ้าหญิงนิทราของนิทานพื้นบ้านอิตาลีอีกที ซึ่งแน่นอนหนังหลายเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจของเด็กๆที่เติบโตมาของการ์ตูนดิสนีย์เหล่านั้นหารู้ไม่ว่า มันถูกบิดปรับดัดแปลงมาจากการ์ตูนต้นฉบับที่มืดมน ดาร์ก และไม่ได้จรรโลงใจเท่าไหร่นัก และการสถาปนาความชั่วร้ายของแม่มด Maleficent ก็เป็นเพราะดิสนีย์ต้องการให้ผู้ชม(เด็กๆ) แบ่งขั้วความขัดแย้งระหว่างความดีความเลว เพื่อให้ตัวเองยืนหยัดหรือเอาใจช่วยฝ่ายที่ถูกที่ถูกทาง และทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นความเลวร้ายไปโดยปริยาย

– แต่ในโลกสมัยนี้ ซึ่งประเด็นความดีเลว ความชั่วร้ายอะไรแบบนี้ มันถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คนที่ทั้งชีวิตถูกให้มองหาแต่ความดีงาม ความบริสุทธิ์ โดยเฉพาะจากภาพแทนในสื่่อก็อาจจะเกิดความรู้สึกอยากอาเจียนขึ้นมาได้ และเริ่มมีคนเริ่มเบนสายตาไปมองหาความชั่วที่ถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นผู้ร้าย เป็นสัตว์ประหลาด โดยไม่เคยให้ความยุติธรรมกับพวกเขาเหล่านั้นในการเพิ่มเติมรายละเอียดว่าทำไมหรือเหตุใดเขาเหล่านั้นจึงมีความชั่วขึ้นมา เป็นเพราะเกิดมาชั่วเลยหรือเปล่า หรือเพราะอะไร ?

– Maleficent ฉบับนี้จึงพยายามเรียกคืนความยุติธรรมเหล่านี้ให้กับตัวละครที่ถูกมองว่าเลวร้ายตั้งแต่เกิด โดยการสร้างภูมิหลังให้กับตัวละคร และทำให้เห็นที่มาที่ไปของความเลวร้าย ตั้งแต่การ์ตูนเจ้าหญิงนิทราที่เป็นภาพที่เด็กๆทุกคนมีร่วมกัน

– มิหนำซ้ำยังทำให้เห็นในมุมมองที่แม่มด Maleficent เป็นนางฟ้าที่ถูกกระทำจนกลายมาเป็นแม่มดเสียด้วยซ้ำ โดยถูกหักหลังจากพื่อนชาย สเตฟาน เพื่อตัดอำนาจนางฟ้าของ Maleficent เพื่อให้เธอกลายเป็นเจ้าหญิงที่สิ้นสภาพสุมความแค้นไว้เต็มอก และนี่จึงเป็นที่มาของแม่มดอย่างที่เราทราบกันดี

– นอกจากการที่หนังจะตีความใหม่แล้ว สิ่งที่หนังเด่นชัดมากในเวอร์ชั่นนี้ คือ การให้ผู้หญิงที่อำนาจที่เทียบเท่าหรือสูงส่งกว่าเพศชาย เราจะเห็นว่า Maleficent มีอำนาจวิเศษมากๆในดินแดนดั่งเทพนิยายของตนเอง ซึ่งถูกข้าศึกจากดินแดนมนุษย์ที่มีกษัตริย์ปกครองเข้ามารุกรานแต่ก็ไม่สามารถทำสำเร็จ เราจะเห็นความเป็นขั้วขัดแย้งในหนังเรื่องนี้ที่ชัดเจน คือ ความเป็นเพศชาย และ เพศหญิง ซึ่งให้อำนาจที่มากล้นไปทางเพศหญิงมากว่าด้วยซ้ำ ซึ่งค่อนข้างผิดแปลกจากหนังแนวนี้ที่ค่อนข้างติดตรึงที่ภาพความเป็นใหญ่ของเพศชายทั้งทางอำนาจและการปลดปล่อย ดั่งเช่น ในต้นฉบับการ์ตูนเจ้าหญิงนิทรา ที่มีเจ้าชายรูปงามเข้ามาจูบทีเดียวก็ถอนคำสาปได้เลย ซึ่งจะว่าไปเป็นเรื่องตลกมาก และหนังเรื่องนี้ก็พยายามแสดงให้เห็นความตลกตรงนี้ นั่นคืออำนาจของเพศชายนั่นเอง

– การที่ สเตฟานหักหลัง มาเลฟิเซนท์ โดยการเด็ดปีกเธอนี่เป็นนัยสำคัญที่แสดงความหมายของการที่เพศชายกำลังกระทำย่ำยีเพศหญิง เพื่อทำให้ตนเองมีอำนาจเหนือกว่าเธอได้ แต่ไม่ใช่ว่าการที่เพศหญิงจะย่ำยีและต้องถูกจองจำหาไม่ เพราะหลังจากนั้นเธอก็กลายเป็นแม่มดไปแช่งลูกของ สเตฟาน และนั่นทำให้สเตฟานหวาดกลัวจากคำสาปแช่ง และเริ่มตรอมใจหาวิธีเล่นงาน มาเลฟิเซนท์ ซึ่งนี่ก็ทำให้เห็นว่า อำนาจของเขาเองที่ได้มาจากการริดลอนอำนาจ ของ มาเลฟิเซนท์ ก็ทำให้เขารู้ว่าเป็นอำนาจอันไม่ชอบธรรมเท่าไหร่นัก และอำนาจของกษัตริย์ในแบบหนังเทพนิยายเรื่องก่อนๆก็ถูกลดฐานะให้ไม่ได้มีความสูงส่งเหลือแต่อย่างใด เป็นเพียงอำนาจที่แย่งชิงมากจากผู้อื่น หรือเป็นอำนาจของเพศหญิงที่ชายแย่งมา

– โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง มาเลฟิเซนท์ และออโรร่า แม้จะเป็นไปในลักษณะเชิงอิจฉาในเริ่มแรก แต่ด้วยความผูกพันในลักษณะการปกป้องดูแลลักษณะแม่ลูก ก็ทำให้ความโกรธแค้นมันเริ่มจางหายไปได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความชั่วร้ายสามารถสลายออกไปได้ มิใช่ความชั่วร้ายที่เป็นลักษณะนิรันดร์

– แต่ซีนที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการที่เจ้าหญิงนิทราฉบับนี้แสดงภาพอำนาจของเพศหญิงที่มีมากกว่าเพศชายที่สุดคือ การที่ มาเลฟิเซนท์ พยายามจะลบคำสาปของตัวเองโดยการจัดสรรเจ้าชายรูปงามมาให้จุมพิตกับออโรร่า ไม่ใช่การที่เจ้าชายหลงเข้ามาแต่อย่างใดเหมือนฉบับก่อนหน้า แต่เป็นการจัดสรรความรักโดยมาเลฟิเซนท์ เอาเข้าจริง การจัดสรรตรงนี้เราพบเห็นอยู่ในสังคมปัจจุบันอยู่แล้วทีแม่พยายามจัดหาผู้ชายที่เหมาะสมกับลูก ประเด็นนี้จึงย้อนแยงน่าดู เพราะสุดท้ายมันก็เป็นการเปิดเผยว่า แม่คือรักแท้มากกว่ารักความรักเชิงชู้สาว แต่แม่ก็มีลักษณะเชิงเผด็จการที่ต้องการจัดสรรความรักให้ลูกรักอยู่ดีในการหาชายหนุ่มรูปงามมาให้อยู่ดี ซึ่งแม้นี้จะเป็นหนังที่ลบล้างความไม่เท่าเทียมกันของ เพศชายหญิงที่เป็นภาพที่ตอกหมุดไว้กับหนังนิทานเทพนิยาย แต่ก็เป็นการให้คุณค่ากับเพศแม่ ที่ทำเพื่อลูกทุกสิ่งอย่าง ซึ่งกลายมาเป็นอำนาจนิยมเชิงสถาบันครอบครัวในอีกรูปแบบหนึ่งได้เหมือนกัน

– ประเด็นของหนังพยายามพูดในเชิงที่เรียกร้องอำนาจเพศหญิงกลับคืนมากกว่า และเพศชายก็พยายามทำลายความมีอำนาจของเพศหญิงให้สิ้นซาก ฉากที่ มาเลฟิเซนท์ เข้าไปในปราสาท และถูกคิงสเตฟานโอบล้อมเพื่อตั้งใจ
ขจัดเธอทิ้ง โดยมีช็อตหนึ่งใช้วิธีการให้ทหาร(เพศชาย)ล้อมรอบเป็นวงกลม ให้ มาเลฟิเซนท์ ติดอยู่ตรงกลาง แสดงถึงการย่ำยีเพศหญิงที่ไร้ทางสู้ ก่อนที่ มาเลฟิเซนท์ จะเรียกคืนปีกที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่เคยมีและได้สูญไปให้กลับมา จนทำให้เธอสามารถต่อกรและเอาชนะพลังของเพศชายได้อีกครั้ง

– ทั้งหมดทั้งมวลแม้ผู้เขียนจะเบื่อกับการดำเนินเรื่องอันเรื่อยเปื่อยคล้ายๆ ว่าผู้ชมถูกจัดวางให้เหมือนมีใครสักคนกำลังอ่านนิทานให้ฟัง หรือเปิดนิทานไปที่ละหน้า ที่เราพร้อมที่จะหลับลงได้ทุกเมื่อแม้จะยังอ่านไม่จบก็ตาม แต่ด้วยประเด็นการตีความที่กลับหัวกลับหาความเป็นอำนาจเพศชายที่ถูกตรึงไว้กลายเป็นอำนาจเพศหญิงในนิทานแนวนี้ ก็ทำให้เป็นหนังที่น่าสนใจมากๆ ในแง่ที่ตีความมากกว่าเส้นเรื่องแต่เป็นขุดลึกไปถึงประเด็นที่ถูกจองจำของนิทานแนวนี้ได้ แต่สุดท้ายมันก็เป็นในลักษณะเทพนิยาย และกลายเป็นนิทานสอนหญิงไปกลายๆว่า รักแท้ไม่มีอยู่จริง ความรักของแม่นั้นประเสริฐกว่าไหนๆ

– Maleficent จึงเป็นหนังนิทานสอนเด็กให้เห็นความประเสริฐ และความหยิ่งในศักดิ์ศรีของเพศแม่ ไปโดยปริยาย

 

คะแนน 7/10

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ