The Man from U.N.C.L.E. (2015)

The Man from U.N.C.L.E. (2015)

สายลับป๊อบอาร์ต

 

– แม้เราจะรู้สึกว่า “การขับเคลื่อนด้วยตัวละคร” ของเรื่องนี้ มันถูกใช้ไม่ต่างกับ Sherlock Holmes ที่เป็นสองคู่กัด ที่เมื่อถึงจุดนึงแล้วมันกลายเป็นความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อและกลายเป็น “คู่จิ้น” ได้ในที่สุด

– แต่ The Man from U.N.C.L.E. น่าสนใจสำหรับเราที่ว่า มันเป็นหนังที่หยิบเรื่องของสายลับในช่วงสงครามเย็นขึ้นมา ช่วงที่โลกยังแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน เวลาเราคิดเรื่องสายลับ เรื่องสงคราม มันมักจะถูกพูดถึงในเชิงเคร่งเครียดจริงจังเอาเป็นเอาตาย แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมไปไม่ได้เลย คือในขณะที่เราดูอยู่สงครามจบสิ้น กำแพงเบอร์ลินถูกทุบแล้ว อเมริกาเถลิงอำนาจกำราบโซเวียตไปแล้ว การที่จะมีหนังที่กลับไปพูดเรื่องสงครามเย็นในเชิงซีเรียสที่มันค่อนข้างเป็นอะไรที่่ฟื้นฝอยหาตะเข็บเกินไป ปวศ.พวกนี้มันถูกบรรจุอยู่ในหนังสือเรียน อยู่ในตำราเล่มหนา หรืออยู่ในข้อมูลสื่อสารต่างๆที่ควรรู้ ขนาดพวกเราที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสงครามเย็นยังมีความรู้เรื่องนี้กันไม่มากก็น้อย ดังนั้นหนังเรื่องนี้มันจึงตอบรับกับการพูดถึงสงครามเย็นอย่างไร ที่มันเหมือนกับสงครามเย็นเป็นเพียงภาพหนึ่ง ข้อมูลหนึ่ง เป็นเหมือนต้นกำเนิดหนึ่งที่เราสามารถเอาหยิบจับปรับใช้ให้เป็นของใครก็ได้ เพราะมันดันมาอยู่ในห้วงความจำเรา ในขณะที่เราไม่ได้เห็นสงครามเย็นจริงๆ (เกิดไม่ทัน) เราเห็นแต่สิ่งที่มันมีคนถูกบันทึกไว้เท่านั้น

– หนังเรื่องนี้จึงให้ภาพการสรุปย่อสงครามเย็นตั้งแต่เริ่มต้น โดยการย้อมให้มันเป็นสีแเดงซะ หรือทำให้มันเป็นเหมือนศิลปะป๊อบอาร์ต เหมือนกับเราเอา เรื่องซีเรียสจริงจังทั้งหลายบนโลกนี้ กลายมาเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เหมา เจ๋อ ตุง, เช เกวาร่า ฯลฯ ซึ่งมันสอดรับกับระบบทุนนิยมของโลกใบนี้ สงครามเย็นของหนังเรื่องนี้ จึงเป็นเหมือน ศิลปะ Pop Art แบบหนึ่ง คือมันถูกเสริมแต่งปรับสี ระบายทับ ให้มันร่วมสมัย นอกจากนั้นการเอา สายลับของด้าน CIA กับ KGB มาร่วมทีมกัน ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ ให้มาอยู่ในโหมดของ ‘คู่กัด’ ไปสู่โหมดของ ‘คู่จิ้น’ ก็ยิ่งทำให้ภาพของเหตุการณ์จริงเบื้องหลัง มันแทบจะไร้มูลคดี เพราะมันหยิบมาอย่าง ‘ตื้นเขิน’ ‘พื้นผิว’ ซึ่งไม่ใช่เพราะคนทำอยากจะทำลึกแล้วทำไม่สำเร็จ อันนั้นใครจะด่า ‘เหี้ย’ เชิญเลย แต่หนังเรื่องนี้ มันไม่ได้ต้องการความลึก แต่มันนำเสนอภาพ (Image) ให้แบบตื้นเขิน นั่นแหละ ดังนั้น เมื่อหนังเรื่องไหน มันเชิดชูความตื้นเขิน พื้นผิว โดยหยิบจับอดีต มาเล่น สิ่งหนึ่งที่มันทำได้คือ ต้องทำอย่างไร ให้ภาพตรงหน้า มันมากล้น ให้คนที่เสพอยู่ ตามไม่ทัน คิดไม่ได้ เหมือนเราตกอยู่ในภวังค์ของการเมายาว เมากาว แต่ไม่ใช้เมายาเสพติดให้โทษ แต่เมาปวศ. เมาวัฒนธรรม เมาอดีต ทำให้ภาพที่เราเห็นตรงหน้า มันแสบตา มันมึนงง เพื่อทำให้เราสนใจแต่ภาพตรงหน้า มากกว่าให้เราคิดว่า “เรื่องจริงของความจริงที่เรารู้มาเป็นอย่างไร”

– นอกจากนั้น เมื่อมันทำให้ภาพสายลับ ‘ง่อยเปลี้ย’ ขนาดนี้ มันไม่สามารถมองมันในเชิงมีมิติ ด้านลึกได้ เราจึงต้องมองในด้านระนาบ ซึ่งก็คือตัดสินแค่ภาพบนจอเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่สามารถคิดถึงอะไรอื่นได้เลย แต่วิธีการทำแบบนี้ มันยังเอาภาพของภาพอื่น มาทำให้คนดู รู้สึกได้ถึงสิ่งที่มันเคยมีมาแล้ว ภาพที่มันคุ้นหูคุ้นตา วัฒนธรรมที่มันเคยถูกผลิตซ้ำอีกหลายครั้ง เช่น การที่หนังเรื่องนี้พูดถึงยุค 60-70 มันจึงระดมสิ่งต่างๆ ที่เป็นยุคนั้นออกมา ในเชิงแฟชั่น เพราะแฟชั่นคือสิ่งที่เป็นภาพจดจำของยุคนั้นที่มันถูกนำเสนอผ่านสื่อได้ อะไรก็ตามที่ไม่ถูกนำเสนอมันจะหล่นหาย และคนยุคนี้จะไม่รื้อฟื้นมันขึ้นมา เพราะคนสมัยนี้จะไม่รู้จักมัน ดังนั้นภาพที่ถูกนำเสนอภาพสื่อจนกลายเป็นเชิงวัฒนธรรมและสืบทอดจนไปสู่ยุคปัจจุบัน มันจะสำคัญต่อคนยุคนนี้มาก เพราะมันจะกลายเป็นการ “โหยหาอดีต” ทางภาพของคนปัจจุบัน หนังเรื่องนี้จึงกลายเป็นการฟื้นฟูภาพออกมาต่างๆ ในเชิงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นสีสัน แฟชั่นสไตล์การแต่งตัว บ้านเมือง สถาปัตยกรรม และที่สำคัญการที่หนังไปถ่ายทำในอิตาลี นี่เป็นการคารวะภาพของอดีตที่อยู่ในกระบวนการสำนึกอันสวยงามของคนยุคปัจจุบันได้ดี เพราะจะทำให้เรารู้สึก ถึงอิตาลี ในภาพจดจำต่าง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่หนังมักถ่ายทำ ทำให้นึกถึงหนังยุค 60-70 ที่ถ่ายทำในอิตาลี ขนาดเราเพิ่งดู เรื่อง Contempt ปี 1967 ที่ถ่ายอิตาลี ดูหนังเรื่องนี้ภาพในหนัง Contempt มันแวบให้เรารู้สึก เพราะว่าคนทำรู้ดีว่าอะไร คือภาพ ที่จะทำให้คนดู เกิดภาพ ในหนังยุคก่อนได้ นี่ยังไม่รวมการใช้เวสป้า ซึ่งทำให้คนอาจนึกถึง เรื่อง Roman Holiday (1953) ที่มีภาพไอคอนจดจำ ที่ ออเดรย์ เฮปเบิร์น นางเอกซ้อนท้ายเวสป้าพระเอกอยู่ โดย The Man from U.N.C.L.E มีฉากขี่เวสป้าโดยซ้อนท้ายเหมือนกัน ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึงความจิ้นได้มากขึ้น จากภาพที่หนังใช้

– ยังมีเรื่องของการเป็นหนังสายลับ ปัจจุบันหนังสายลับ ใกล้ตัวและคลาสสิกสุด อย่าง MI + 007 มันเริ่มทำให้เป็นสายลับที่มีความเรียลลิสติกมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับ The Man from U.N.C.L.E มันกลายเป็นว่า ขโมยความเรียลลิสติกมาใช้ แต่ตัวมันเองนั้น ไม่ได้เรียลิสติก เหมือนตอนฉากบุกภารกิจหนึ่งซึ่งพยายามทำเหมือนสมจริงสมจัง แต่เล่นล่อ ตัดต่อแบ่งเฟรมจนความจริงจังหายไป ทั้งๆที่มันดูจะเซทฉากนั้นให้สมจริงได้ ซึ่งนี่ทำให้เหมือนกับว่าภาพตรงหน้าที่เราเห็นมันก็ไปตีโต้ ท้าชนกับหนังสายลับคลาสสิกพวกนี้ หรือมันเอาความเรียลลิสติกมาใช้ แค่เป็นเครื่องมือในการทำหนังสายลับ เท่านั้น เพราะอันที่จริง หนังสายลับ มันก็ไม่ได้มีสไตล์เรียลลิดสติก มาแต่กำเนิด ช่วงสมัย 60-70 มันก็มีความแฝงตาซี และตลกอยู่ในตัวรวมอยู่ด้วย ดังนั้น ภาพเรียลลิสติกในหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ มันจึงเหมือนการล้อเลียน ความสมจริง ของหนังสายลับยุคสมัยนี้ได้ มีกระทั่งฉาก ฮ. ช็อต ที่เหมือนจะถ่ายทำลองเทค ให้ดูเหมือนสมจริง แล้วกล้องก็ส่าย แต่มันดูจะส่ายกว่าปกติ ซึ่งทำให้มันดูไม่สมบูรณ์ ซึ่งสมมติว่ามันสมบูรณ์ มันคือการทำซ้ำ หรือคารวะ ความสมจริงของหนังสายลับยุคนนี้ แต่ถ้ามันทำออกมาห่วยๆ มันก็กลายเป็นว่ามันล้อเลียน หนังสายลับเรียลลิสติก ซึ่งการที่เราจะคิดแบบนี้ได้ เพราะตลอดเรื่องทั้งเรื่องมันปูมาแบบนั้น

– ยังมีเรื่องการแข่งขันการใช้อุปกรณ์ไฮเทคระหว่างสายลับสองชาติที่ความไฮเทคตอนนั้น-ก็กะโหลกกะลาตอนนี้ จนเป็นเหมือนการล้อเลียนในหนังสายลับยุคปัจจุบันที่พยายามจะแข่งขันค้นหาอุปกรณ์ไฮเทคแข่งกัน และก็เรื่องที่สายลับ (ในตอนจบ) ที่สนใจเรื่องตัวเองมากกว่าองค์กร ซึ่งก็ต่างจากสายลับทั่วไปที่มองว่าทำเพื่อองค์กร ต่อสู้เพื่อให้องค์กรยังมีอยู่ หรือยังเชิดชูสถาบันมากกว่าตัวเอง

– สรุปแล้ว The Man from U.N.C.L.E. มันจึงเป็นหนังสายลับที่ใช้ประโยชน์จากอดีต จากวัฒนธรรม แล้วเอามาเล่นได้อย่างมันส์มือ แม้มันจะไม่ใช้หนังที่สร้างการจดจำ หรือประทับใจอย่างถึงที่สุด แต่ก็ทำให้แสดงอารมณ์ต่างๆออกมาให้เรายังสนุกกับการดูหนังที่ไม่ได้ดูมีเอกลักษณ์อะไร เพราะในยุคที่ล้นข้อมูล ล้นภาพ และล้นหนัง ทำให้อะไรออกมา ไปบังเอิญหรือไม่บังเอิญใกล้เคียงกับหนังเรื่องอื่นในแนวใกล้เคียงได้อยู่เสมอ ตลอดเวลา

“ถ้าไม่ใหม่ที่สุด ก็ขโมยมายำแม่งเลย” จบ.

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ