The Man Who Wasn't There

– ช่างตัดผม ‘เอ็ด’ อาจเป็นดวงวิญญาณเดียวกันกับ เมอร์โซ ในนิยาย คนนอก ของอัลแบร์ กามู ก็เป็นได้ วิญญาณของมนุษย์สมัยใหม่ วิญญาณที่มองเห็นว่าในโลกที่เขาอยู่ช่างไร้สาระ ไม่เป็น เหตุเป็นผล คุณก็บ้า !!! จะให้เป็นเหตุเป็นผลยังไงกัน ก็สงครามโลก ระเบิดนิวเคลียร์ มันก็ทำให้ใครต้องใครหายและพังพินาศในชั่วพริบตา มิใช่หรือ ?

– ฟิล์มนัวร์มันเกิดขึ้นช่วงสงครามโลก หลังพวกศิลปิน Expressionism ชาวเยอรมัน แห่กันไปสร้างอาณาจักรใหม่ในดินแดนเสรีภาพอย่างอเมริกา และส่งอิทธิพลกลายเป็น ฟิล์มนัวร์ ในกาลต่อมา

– พี่น้องโคเอนยังคงทำหนังโดยอ้างอิงกับสิ่งที่เล่าอย่างแข็งแรง การย้อนกลับไปทำหนัง ฟิล์มนัวร์ ให้เกิดขึ้นในบริบทช่วงสงครามโลก และที่สำคัญยังเข้าถึงความรู้สึกหรือจิตวิญญาณของคนธรรมดาคนหนึ่งของช่างตัด ผม ที่มีวิธีการมองโลกที่เป็นจริงตามโลกที่เขาเห็นอยู่ อ่อใช่ นั่นอาจเป็นโลกคนธรรมดาแบบเมอร์โซ – กามู อาจไม่ใช่คนคิดค้นที่เก่งอะไรก็ได้ เขาแค่มองโลกตามความเป็นจริงในยุคสมัยของเขา ยุคสมัยแห่งความไร้สาระ ยุคสมัยที่เครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยี เข้ามาแทนที่มนุษย์ ยุคสมัยแห่งสงคราม มนุษย์เริ่มแตกแยกกับทุกสิ่ง แปลกแยกกับโลก คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งตัวเอง

– เราไม่สามารถใช้หลักวิทยาศาสตร์สังเกตโลกได้เหมือนในยุคก่อนหน้าอีกแล้ว เพราะทันที่เราเข้าไปจับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า ความเป็นจริงมันก็พร้อมจะดิ้นให้กลายเป็นอื่น จนทำให้เราเริ่มไม่เชื่อมั่น ไม่มีความแน่นอนกับความเป็นจริง ให้ตายสิ ชีวิตเราเป็นแบบนั้นจริงๆ อะไรที่เราเชื่อมั่นกับมันมาก มันก็พร้อมจะตอบแทนเราอย่างสาสมทั้งขึ้นทั้งร่อง อะไรที่เรายึดติดหรือคาดหวังกับมันมากมันก็พร้อมจะคารวะโดยการทรยศหักหลัง เราอย่างหน้าด้านๆ

– ไม่อยากเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ พี่น้องโคเอน จะกลับมาเล่าปรัชญาจริยธรรมของเขาในแบบเป็นแก่นสาระของเรื่อง หลังจากสอดแทรกและใช้รูปแบบทางภาพยนตร์หลอกล่อคนดูจนแก่นที่ว่านี้เป็นขนม สอดไส้ แต่เรื่องนี้แสดงให้เห็นปรัชญาของคนธรรมดาที่หลงใหลลุ่มหลงบางสิ่งบางอย่าง จนเพลี่ยงพล้ำ และไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้ นอกจากรับผิดชอบ หรือสนองตอบในสิ่งเหล่านั้น ในช่วงเวลานั้นๆที่จะทำได้เท่านั้น โดยใช้เสียงบรรยาย คล้ายกระแสสำนึกของเอ็ด และภาพขาวดำแบบฟิล์มนัวร์ รวมทั้งการถ่ายภาพและจังหวะบทเพลงที่ละมุนละไม และปราณีต แสง และควันบุหรี่ ทำให้สาระของเรื่องมันล่องลอยพร่ามัวไปตลอดทั้งเรื่อง

– เอ็ด ก็แค่เป็นช่างตัดผมที่ตั้งใจทำงาน เพียงแต่เขาอาจไม่ได้รักงานที่ทำมาก เขาก็แค่อยากหาโอกาสประกอบอาชีพใหม่ๆ ที่ร่ำรวยขึ้น และนั่นทำให้เขาตกไปอยู่ในความลุ่มหลงและความทะเยอะทะยานเมื่อมีชายผู้หนึ่ง ยื่นข้อเสนอที่เขาไม่อาจปฎิเสธได้ เพราะจิตใจของ เอ็ด เกินกว่าจะอยู่และตายในเครื่องแบบช่างตัดผมที่เขาก็ไม่แน่ใจว่า ทำไมผมที่เขาตัดไปแล้วถึงยังงอกขึ้นอยู่ได้ทุกวัน หรือแม้กระทั่งคนตายไปแล้วผมก็ยังขึ้นได้อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

– หนังของพี่น้องโคเอนช่างใจร้ายกับตัวละครของเขาเหลือเกินที่สร้างแบบทดสอบ ของคนธรรมดาให้เลือกเดินในหลายๆ แบบ หากตัวละครใดเดินตามหน้าที่ของตัวเองไม่มักใหญ่ใฝ่สูงเกินฐานะก็อาจจะจบลงใน แบบธรรมดา คือ ไม่เพลี่ยงพล้ำต่อสิ่งเลวร้ายแต่อย่างใด กลับกันหากตัวละครทะเยอทะยานต้องการอะไรเลยที่เกินตัว แม้เพียงเล็กน้อยๆ ก็ตาม แต่เมื่อเลือกเดินหน้าแล้ว ก็ไม่มีหนทางให้ได้ถอยหลังกลับอีกต่อไป เอ็ดก็ถูกแบบทดสอบนั้น เขาแค่อยากทำธุรกิจ แต่ธุรกิจนั้นมันก็ทำให้เกิดเหตุการณ์มากมายที่ตามมา ที่ทำให้ชีวิตเขาพังพินาศ แต่เราไม่เคยเห็นน้ำตาของเอ็ดเลย เขาอาจจะตระหนักหรือถึงชีวิตอันไม่แน่นอน วินาทีที่สำคัญไม่ใช่อยู่ที่ว่า กระทำอะไรลงไปแล้วมากกว่า แต่อยู่ที่ว่าเรากำลังจะตัดสินใจทำอะไร ดังนั้นในวินาทีที่เขาจะยอมจ่ายเงิน 1 หมื่น เขาจะต้องมั่นใจซะก่อนว่าไม่ถูกโกง แต่ก็อย่างที่กล่าวไป เมื่ออะไรที่มันได้หลุดพ้นจากเวลานี้ไปแล้ว เราก็ไม่สามารถกำหนดควบคุมอะไร มันลื่นไหล มันสามารถกลายเป็นอะไรก็ได้อย่างที่มันเป็นไป

– การเขียนเส้นเรื่องของเรื่องนี้ก็ช่างๆ ผูกร้อยกับความคิดเหล่านี้ มันทำให้ เอ็ด ไม่เคยได้รับสิ่งที่เขาคาดหวังใดๆ เพราะชีวิตมันช่างไร้สาระ มันเกินเยียวยา มันเล่นตลก และโลกที่เราเฝ้ามองมันก็เป็นโลกที่น่าขบขัน ทุกครั้งที่เหตุการณ์เหมือนจะเข้ารูปเข้ารอย ก็มักมีเหตุการณ์ที่เข้ามา ที่เหนือความคาดหมายของเอ็ดเสมอ เช่น เช่น และก็เช่น ….

– ชีวิตที่พังพินาศของเอ็ด อาจสืบสาวได้ว่าเพราะเงินหนึ่งหมื่น หรือโชคชะตาที่เล่นตลกกับคนอย่างเขาก็ตาม แต่ก็ยังสามารถพักผ่อนหย่อนใจกับเสียงเปียโนอันเปี่ยมพรสรรค์ของ เบิร์ดดีย์ จนทำให้เขาได้เพ้อฝันอีกครั้งที่จะให้เธอได้เป็นนักดนตรีที่โด่งดังในอนาคต แต่ความเพ้อฝันก็ช่างเล่นตลกกับเขา เพราะเขาไม่สามารถไปกำหนดโลกได้อย่างที่เขาเข้าใจ แต่เขาก็ใช้ชีวิตอยู่ต่อไป ในแบบที่เขาไม่สามารถกำหนดได้ตราบที่เขายังมีลมหายใจ

– นี้เป็นหนังที่อยู่ในหนังยอดเยี่ยมในใจของเราแล้วเรียบร้อย ด้วยมู้ดแอนด์โทน และจังหวะของหนัง ที่ปราณีต งดงาม สื่อสารกับความรู้สึกจิตสำนึกภายในใจของมนุษย์ได้อย่างแช่มช้อย และยังส่งสารการดำรงอยู่ และหลักจริยธรรมของมนุษย์คนธรรมดา (ซึ่งเป็นแก่นสารของหนังโคเอนแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว)

– แม้โลกจะไร้สาระ แม้จะมีเรื่องราวมากมาย ที่ความจริงหลุดพ้นออกไปไกล และมันก็เป็นความจริงตามหลักคำนวณในช่วงเวลาหนึ่งๆเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความจริง 1 วินาที เสี้ยวินาที แต่เมื่อเกินเลยจากเวลานั้นแล้ว ความจริงก็พร้อมเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่คงทนและไม่เปลี่ยนไปเลย คือการดำรงอยู่ของเรา ของเอ็ด ของใครทุกคนก็ตามที่ตระหนักว่าเรายังคงมีความเป็นมนุษย์ และนั้นคือสิ่งทีเราต้องเผชิญ ต้องดำรงอยู่ ต้องยอมรับในสิ่งที่เราจะกระทำ และยอมรับในความเสียหายและพังพินาศในสิ่งที่จะตามมา และต่อให้โลกกำลังจะแตกสลาย เราก็ยังมีเวลาความเป็นจริงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ว่าจะเพียงเสี้ยววินาทีก็ตามที่จะได้คิดถึงบางสิ่งบางอย่าง ที่มันสร้างให้เราเป็นมนุษย์อย่างที่เราอยากจะเป็น

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ