วิเคราะห์ Memento (2000) - แผลลึกที่ไร้ทางลบเลือน

 วิเคราะห์ Memento (2000)

แผลลึกที่ไร้ทางลบเลือน

*เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์*

ทันทีที่ภาพยนตร์เรื่อง Memento ออกฉายในปี ค.ศ. 2000 เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญในรูปแบบการนำเสนอที่แหวกแนว ล้ำลึก ซับซ้อน หักมุม ยากต่อการตีความ ส่งผลให้ผู้กำกับหนุ่ม คริสโตเฟอร์ โนแลน โด่งดังและได้รับการจับตามองเพียงชั่วข้ามคืน และภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นสะพานเชื่อมเขาสู่ ผู้กำกับชั้นแนวหน้าระดับโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย

Memento นั้นมีพล็อตเรื่องแสนง่าย แต่สไตล์การนำเสนอของโนแลนนั้นทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ หาน้อยคนนักที่จะชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพียงรอบเดียวแล้วเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งกับสิ่งที่โนแลนต้องการนำเสนอ
วิธีการเล่าเรื่องจากหลังมาหน้า แล้วตัดคั่นด้วยการเล่าเรื่องจากหน้ามาหลัง ทำให้ยากนักที่สมองของคนปกติ จะสามารถสลับสับเปลี่ยนหน้าที่กันได้ทันในการสร้างจินตภาพในหัวของผู้ชมได้

หรือโนแลนกำลังใช้หลักจิตวิทยาเข้ามากลั่นแกล้งผู้ชมในการรับชมภาพยนตร์ของเขา ทั้งสมองส่วนความจำ ทั้งสมองส่วนการรับรู้ ถูกสลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น

อาจเป็นไปได้ที่โนแลนใช้วิธีการเช่นนี้เพราะต้องการให้ผู้ชมเป็นเสมือน เลนเนิร์ด(Guy Pearce) ตัวละครหลัก ที่มีความผิดปกติทางสมองซึ่งไม่สามารถสร้างความทรงจำใหม่ๆได้หลังจากถูกคนร้ายบุกเข้ามาฆ่าข่มขืนภรรยา กระทั่งทำให้เขาถูกทำร้ายจนสมองกระทบกระเทือนอย่างหนัก

ไม่แน่ชัดว่าเวลาเลยผ่านไปนานแค่ไหน สิ่งเดียวที่รบกวนจิตใจเลนเนิร์ดนั่นก็คือการล้างแค้นให้ภรรยาสุดที่รักของเขา

Mementoนั้น แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆให้คนดูรับชม ส่วนที่ 1 ภาพสีที่เล่าย้อนจากหลังไปหน้า และส่วนที่ 2 ภาพขาวดำเล่าจากหน้าไปหลัง

ถ้าหากพูดถึงแง่ของการให้ความหมายในเรื่องแล้ว ส่วนที่ 1 มักจะถูกพูดกันถึงมากเพราะเป็นส่วนสำคัญในการลำดับเรื่องราว ซึ่งผู้ชมอาจต้องดูรอบที่ 2 ขึ้นไป เพื่อให้เข้าใจในเรื่องราว ปะติดปะต่อเหตุการณ์ต่างๆนานา เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ (เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ไม่มีผิด)

แต่จะละเลยในส่วนที่ 2 ไม่ได้ เพราะส่วนที่ 2 แม้เหตุการณ์จะไม่วกวน เลนเนิร์ดคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องตลอด แต่นั่นเป็นข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่า เลนเนิร์ด ได้หลงลืมไปแล้ว แต่สำหรับผู้ชม ข้อมูลตรงนี้คือที่มาที่ไปที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปะติดปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนจะให้ความสำคัญไปกับส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องใช้การวิเคราะห์ตีความอย่างยิ่งยวด และด้วยวิธีทางของหนังที่ไม่ได้เฉลยข้อเท็จจริงที่เป็นจริงที่สุด ทำให้เกิดการตีความแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ทำให้การวิเคราะห์ในบทความนี้อาจจะทำให้ผู้อ่านเกิดความไม่เชื่อถือขึ้นได้

ผู้เขียนขอให้เข้าใจก่อนว่าวิธีการที่ผู้เขียน คิดหรือ ตีความ เป็นความคิดเห็นส่วนตัว หากเกิดความคิดเห็นไม่ตรงกัน หวังว่าผู้อ่านจะยอมรับในความแตกต่างนี้ได้

Remember Sammy Jankis

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงกว่า ที่รับชม Memento สิ่งหนึ่งที่เลนเนิร์ดมักพูดถึงก็คือ การจดจำ แซมมี่ เจนคิส(Stephen Tobolowsky ) ซึ่งการจดจำแซมมี่นั้นเพื่อ ให้เข้าใจถึงสภาพการณ์ของตัวเลนเนิร์ดเอง

เลนเนิร์ด จดจำแซมมี่ เจนคิสได้เพราะว่าเรื่องของแซมมี่นั่น เกิดขึ้นมานานก่อนที่เขาจะสูญเสียความทรงจำ โดยเขาเองเป็นนักสืบประจำบริษัทประกันภัย ได้รับการสืบสวนคดีของแซมมี่ ที่หวังจะได้รับเงินประกันจากการประสบอุบัติเหตุรถชนจนถูกกระทบกระเทือนทางสมอง รายละเอียดที่เลนเนิร์ดบอกในเรื่องก็คือ “เขาอายุ 58 เป็นนักบัญชีใกล้เกษียณ เขากับเมียขับรถชนไม่ร้ายแรง”

 

ความทรงจำของ เลนเนิร์ด

เลนเนิร์ด สืบสวนแซมมี่จนสรุปได้ว่า แซมมี่นั้น ไม่ได้ประสบปัญหาจากการถูกกระทบกระเทือนทางสมอง(จากการโดนรถชน) แต่ป่วยทางจิต ซึ่งไม่เข้าข่ายในการได้รับเงินประกัน นั่นทำให้ภรรยาของแซมมี่เป็นเดือดเป็นร้อน ไม่เชื่อว่าแซมมี่ป่วยทางจิต และเชื่อว่าแซมมี่จะต้องหาย

ทำให้เธอทดสอบแซมมี่ โดนการให้แซมมี่ฉีดยาอินซูลินให้เธอ ในทุกๆ 15 นาที เพื่อเป็นการทดสอบแซมมี่ว่า เขายังจำได้หรือไม่ว่าได้ฉีดยาให้เธอไปแล้ว โดนใช้ความเป็นความตายของเธอเข้าแลก แต่สุดท้ายก็พบว่าแซมมี่จำไม่ได้ และยัง งงงวย อีกว่าทำไมภรรยาของเขาถึงตาย และจากการตายของภรรยาทำให้แซมมี่ได้ไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า

 

ข้อเท็จจริงของความทรงจำ

ในตอนท้ายเรื่องที่เลนเนิร์ด ฆ่าจิมมี่ แกรนด์ (Larry Holden) โดยคิดว่าเขาคือคน จอห์น จี คนที่ฆ่าภรรยาของเขา แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็พังทลาย เมื่อจิมมี่ เอ่ยชื่อ แซมมี่ ออกมาก่อนตาย นั่นเป็นมูลเหตุสำคัญที่เลนเนิร์ด รู้ทันทีว่าเขาฆ่าผิดตัว เพราะจอห์น จี ตัวจริงจะไม่มีทางรู้จักแซมมี่ได้ แต่ จิมมี่ กลับรู้จักแซมมี่ แสดงว่าเขาต้องเคยคุยจิมมี่มาก่อน และคนที่เขาคุยก็ไม่น่าใช่คนที่ฆ่าภรรยา

หลังจากฆ่าจิมมี่แล้ว เท็ดดี้ (Joe Pantoliano) ก็เข้ามาช่วย และจากคำพูดในฉากนี้ ทำให้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ เลนเนิร์ด คิดว่าเป็นข้อเท็จจริงของเขาต้องพังทลาย 1.แซมมี่ไม่มีภรรยา 2. เลนเนิร์ด ฆ่าจอห์น จี ตัวจริงไปแล้ว 3. ภรรยาของเขาไม่ได้ตายตอนที่ถูกข่มขืน 4. ภรรยาของเลนเนิร์ดเองที่เป็นโรคเบาหวาน 5. แซมมี่ ไม่ได้เป็นโรคจิต แต่เป็นนักหลอกลวง

แซมมี่ไม่มีภรรยา

เลนเนิร์ดเชื่อมาตลอดว่า แซมมี่มีภรรยา จึงไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ข้อมูลของใครถูกหรือผิด แต่จากการปะติดปะต่อแล้ว อาจหมายความว่าผู้หญิงในความทรงจำของเลนเนิร์ด ที่เป็นเมียของแซมมี่ ก็คือภรรยาของเขาเอง

เลนเนิร์ด ฆ่าจอห์น จี ตัวจริงไปแล้ว

รูปถ่ายเลนเนิร์ดหน้าตาแสนมีความสุขตามเนื้อตัวมีรอยเปรอะเลือด โดยชี้ไปที่หน้าอก นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เท็ดดี้บอกเลนเนิร์ดว่า เขาเป็นคนถ่ายรูปนี้ในวันที่ เลนเนิร์ด ฆ่าจอนห์น จี ตัวจริงไปแล้ว

อีกทั้งเขายังสาธยายอีกว่า เขาเป็นตำรวจในคดีของเมียเลนเนิร์ดเอง และเขาสงสารแกมเห็นใจเลนเนิร์ดที่ต้องทุกข์ทรมานด้วยโรคนี้ เขาจึงรับหน้าที่ออกตามล่าหาคนร้ายพร้อมกับเลนเนิร์ด จนสุดท้ายเขาก็พบและให้เลนเนิร์ดฆ่าล้างแค้นให้ภรรยา(เลนเนิร์ดฆ่าคนไม่ผิดกฎหมายเพราะเป็นโรคจิต)

หลังจากเลนเนิร์ดฆ่าจอห์น จี ตัวจริงไป เทดดี้คิดว่าเขาจะจำเหตุการณ์นั้นได้ แต่ไม่ใช่ เลนเนิร์ดกลับจำอะไรไม่ได้เลย เขายังตื่นมาจำได้แค่ว่า เมียของเขาถูกข่มขืน และต้องฆ่าล้างแค้นให้ได้ และนี่ก็แสดงว่าเขาไม่เชื่อในคำพูดของคนอื่นนอกจาก ความคิด ความทรงจำ รวมถึงหลักฐานที่ตัวเองมี

นั่นแสดงว่าเท็ดดี้อาจเคยพูดกับเลนเนิร์ดไปแล้วว่าจอห์น จีตัวจริงตายไปแล้ว แต่เลนเนิร์ด คงไม่เชื่อ มิหนำซ้ำกับหลักฐานที่ผู้ชมเห็นแฟ้มตำรวจของเลนเนิร์ด ก็อาจจะเชื่อมโยงได้ว่า แฟ้มคดีที่อยู่กับตัวเลนเนิร์ดนั้น เป็นแฟ้มคดีข่มขืนภรรยาเลนเนิร์ดและเลนเนิร์ดได้ฆ่าคนร้ายไปแล้วนั่นเท่ากับว่าคดีได้ถูกปิดลงเป็นที่เรียบร้อยสมบูรณ์ มิเช่นนั้นคงไม่มาอยู่ในมือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

อาจจะเชื่อมโยง ได้อีกว่าในช่วงแรกที่ปิดคดีนั้น ด้วยความที่เลนเนิร์ดจำอะไรไม่ได้เลยว่าได้ล้างแค้นเป็นผลสำเร็จแล้ว เท็ดดี้จึงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรจึงตัดปัญหาด้วยการส่งแฟ้มคดีของเขาไปให้เลนเนิร์ดทั้งหมด

แต่แทนที่เลนเนิร์ดจะเชื่อแฟ้มตำรวจ และจดโน้ตว่าเขาได้ฆ่าจอห์น จีสำเร็จไปแล้ว แต่เขากลับทำตรงกันข้ามนั้นก็คือการขีดฆ่าข้อความ รวมทั้งการฉีกกระดาษทิ้ง ในส่วนที่เขาไม่เชื่อ อาจเป็นเพราะความคิด ความทรงจำ รวมทั้งโน้ตต่างๆ ของเขาไม่มีหลักฐานในจุดนั้นๆอยู่(โน้ตไม่ได้บอก รอยสักไม่มีเตือน)

 

ภรรยาคือทุกสิ่งความรักคือทุกอย่าง

มูลเหตุสำคัญอย่างแรกที่เป็นหัวใจหลักในการไล่ล่าคนร้ายก็คือความรักของเลนเนิร์ดที่มีต่อภรรยาของเขา ในความทรงจำของเลนเนิร์ดเขาจำได้แต่ว่าภรรยาของเขาโดนย่ำยีจนตาย

นั่นเป็นเหตุที่เขาไม่มีทางยอมอภัยให้ใครก็ตามที่มาทำลายชีวิตของเขาเป็นอันขาด และไม่ว่าใครจะบอกอย่างไร จะบอกว่าเขาฆ่าจอห์น จี ไปแล้วอย่างไร แฟ้มตำรวจจะปิดคดีแล้วก็ตาม เขาไม่มีทางเชื่อใครๆ เพราะทุกครั้งที่เขาตื่นเขายังต้องทรมานกับความทรงจำอันแสนเลวร้ายที่ไม่มีทางถูกลบเลือน เขายังรู้สึกทุกข์ รู้สึกโกรธอย่างไม่มีสาเหตุ ในทุกครั้งที่ตื่น

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเขานำไปลงกับการอุทิศชีวิตของเขากับการเล่นบทนักสืบในการออกตามล่าหาตัวจอห์น จี เพื่อหวังว่า ความทรงจำที่เลวร้ายเหล่านั้นจะจางหายไป

 

ภรรยาของเขาไม่ได้ตายตอนที่ถูกข่มขืน

หลักฐานสำคัญชิ้นนี้ถูกบอกกล่าวจากปากของเท็ดดี้ ในตอนท้ายๆของภาพยนตร์ ทันทีที่เลนเนิร์ดได้รับรู้ข้อมูลชุดนี้ ภาพก็นำเสนอให้เห็นว่า ผ้าม่านในห้องน้ำที่ห่อหุ้มตัวภรรยาเลนเนิร์ดได้หลุดออกจากตัว และเห็นได้ว่าภรรยาของเขายังลืมตาอยู่ ไม่ได้ตายแต่อย่างใด แต่วินาทีนั้นเลนเนิร์ดได้สลบลงอยู่ข้างๆตัวไปแล้ว

นั่นอาจจะพอบอกได้เป็นนัยๆว่า ความทรงจำของเลนเนิร์ด เริ่มมั่วและเชื่อถือไม่ได้ และไม่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด ตามที่ผู้ชมได้รับรู้ตลอดการชมภาพยนตร์

แล้วถ้าบวกกับข้อเท็จจริงจากปากเท็ดดี้เองที่ว่า แซมมี่ไม่มีภรรยา และผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็นภรรยาแซมมี่ นั่นอาจหมายถึงภรรยาของเขาเองก็เป็นได้

 

ภรรยาของเลนเนิร์ด เป็นโรคเบาหวาน

เท็ดดี้บอกว่า ภรรยาของเลนเนิร์ดเอง ที่เป็นโรคเบาหวาน ทันทีที่เลนเนิร์ดได้รับข้อมูลชุดนี้ ถึงกับอึ้ง แต่ก็ยังเป็นข้อโต้แย้งได้อยู่ดีว่า หากภรรยาของเลนเนิร์ด เป็นโรคเบาหวานจริง มีหรือที่เลนเนิร์ดจะไม่รู้

แต่ด้วยการนำเสนอภาพที่เห็นฉากที่ เลนเนิร์ด ฉีดยาให้ภรรยาของเขา ในตอนท้ายนั้นก็พอจะเป็นข้อเฉลยได้ว่า ภรรยาของเลนเนิร์ดเป็นโรคเบาหวานจริงๆ แล้วความทรงจำที่เกี่ยวกับแซมมี่นั้น อาจะเรียกได้ว่าเป็น เรื่องราวของแซมมี่กับความทรงจำของเลนเนิร์ดซับท้อนสลับมั่วกันไปหมด

ความทรงจำของเลนเนิร์ดนั้น มีเหตุการณ์ที่แซมมี่จะดูทีวีอยู่ แล้วภรรยาก็จะรียกแซมมี่มาฉีดยาให้เขา ซึ่งเป็นกิจวัตรซ้ำๆ จนเรียกได้ว่า เป็นสัญชาตญาณ(ต้องอย่าลืมว่าคำพูดนี้ เลนเนิร์ดพูดบ่อยครั้ง “ผมอยู่ได้โดยทำกิจวัตรซ้ำๆ อยู่ได้โดยสัญชาตญาณ ซึ่งต่างจากแซมมี่)

มีฉากหนึ่งที่พอจะเป็นการบอกใบ้ให้ผู้ชมได้ก็คือ ในฉากสี ที่เลนเนิร์ดอยู่ในบ้านของนาตาลี เขาเปิดทีวีดู ในขณะที่ดูอยู่นั้น ภาพก็ตัดไปภาพเข็มฉีดยา หรือนี้หมายถึงว่าเรื่องราวของแซมมี่ในการฉีดยาให้ภรรยา มันคือเรื่องราวของกิจวัตรซ้ำของเลนเนิร์ดเอง ที่เขาจำสับสนกับเรื่องของแซมมี่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่า เลนเนิร์ดยังคงสร้างความทรงจำใหม่ได้ แต่มันช่างลางเลือนจนสับสนกับควาทรงจำเดิม

 

เรื่องราวทั้งหมดของแซมมี่ เจนคิส

จากคำพูดของเท็ดดี้ ”แซมมี่เป็นนักหลอกลวง และเลนเนิร์ดเองที่เป็นคนเปิดโปงแซมมี่ “ จริงๆแล้ว เรื่องราวของแซมมี่นั้นมีความคล้ายคลึงกับเลนเนิร์ดเอามาก ๆ โดยเฉพาะโรคที่เป็นเหมือนกัน ทำให้เลนเนิร์ดเองจดจำแซมมี่ไว้อยู่ตลอด แต่เรื่องราวของแซมมี่ที่เราเห็นนั้นเป็นเรื่องราวของเขา ในสภาวการณ์ที่สมองของเลนเนิร์ดเลอะเลือน ซึ่งอาจจะทำให้อะไรๆถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงก็เป็นได้

แต่ถ้าลองเลือกเอาข้อมูลที่เลนเนิร์ดบอก(ซึ่งต้องเป็นข้อมูลที่ไม่เกี่ยวโยงกับ เลนเนิร์ด เพราะมิเช่นนั้น เลนเนิร์ดจะสับสน) ซึ่งก็คือ เขาอายุ 58 เป็นนักบัญชีใกล้เกษียณ เขาขับรถชนไม่ร้ายแรง สมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือน บวกกับข้อมูลของเท็ดดี้ ที่บอกว่าเขาหลอกลวงหรือแกล้งว่าถูกรถชนจนความจำเสื่อมนั่นเอง

จากข้อมูลก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่า แซมมี่เป็นนักบัญชี อายุ 58 ประสบอุบัติเหตุรถชน แต่ไม่มีความผิดปกติทางด้านร่างกาย แต่กลับไม่สามารถจดจำอะไรได้เกิน 2 นาที ทำให้เขาต้องการเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยเพื่อต้องการได้รับเงินประกัน ซึ่งดูจากวัยใกล้เกษียณด้วยแล้ว ก็พอจะมีมูลเหตุสำคัญในการหลอกลวงของแซมมี่ได้ เพื่อการอยู่กับเงินก้อนโตอย่างสบายในวัยชรา

แต่เลนเนิร์ดไม่มั่นใจ จึงได้ส่งไปทดสอบกับหมอเพื่อดูว่า แซมมี่มีความผิดปกติทางสมองหรือเปล่า โดยให้แซมมี่ทดสอบ ในการหยิบของต่างๆ โดยในบรรดาของเหล่านั้นจะมีชิ้นหนึ่งมีไฟฟ้าช็อต เพื่อทดสอบว่าแซมมี่จะหลีกเลี่ยงไฟฟ้าช็อตเหล่านั้นได้หรือเปล่า

แต่แซมมี่ไม่สามารถจำได้เลยว่าชิ้นใดมีไฟฟ้าติดอยู่ และถูกไฟฟ้าช็อตตลอด แต่ในความเป็นจริงแล้วหากแซมมี่มีความกระทบกระเทือนทางสมองจริง เขาต้องสามารถหลบหลีกหนีต่อชิ้นไฟฟ้าช็อตเหล่านั้นได้ด้วยสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับสมองส่วนความจำ

ดังนั้นเลนเนิร์ดจึงวินิจฉัยว่า แซมมี่เป็นโรคทางจิต ไม่ใช่โดนกระทบทางด้านสมอง ซึ่งไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินประกัน แล้วด้วยคำบอกเล่าของเท็ดดี้ที่บอกว่า แซมมี่หลอกลวง จึงทำให้แน่ชัดว่า เมื่อมีการสอบสวนในขั้นอุธรณ์ แซมมี่ถูกตัดสินว่าหลอกลวง คือไม่ได้เป็นอะไรเลย แค่หลอกลวงเพื่อต้องการเงินประกันเท่านั้น

 

บทสรุปอันน่าเศร้าของเลนเนิร์ด

จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับการปะติดปะต่อ จะพบว่าคนที่ฆ่าภรรยาก็คือตัวเลนเนิร์ดเอง ไม่ใช่จอห์น จี แต่อย่างใด โดยเขาได้ฆ่าโดยการฉีดอินซูลินเกิดขนาด เพราะเลนเนิร์ดไม่ยอมเรียนรู้การจัดระบบความคิดในการใช้สัญชาตญาณ แทนการใช้ความจำ

อาจเพราะเลนเนิร์ดจดจำแต่วันที่ภรรยาถูกข่มขืนได้ แต่เมื่อตื่นมายังเห็นภรรยาอยู่ข้างกาย จึงไม่สนใจอะไรในชีวิต เพราะรู้ตัวว่าตัวเองก็ไม่มีความจำระยะสั้น จึงสนใจแค่ว่ามีภรรยาที่รักอยู่ข้างกายก็เพียงพอ คืออยู่ไปแบบล่องลอยนั่นเอง ถ้าเปรียบเป็นคนปกติก็คือ การอยู่ไปโดยไร้ซึ่งจุดมุ่งหมายในชีวิต

แต่การอยู่โดยไร้ระบบเป็นผลให้ภรรยาที่เป็นโรคเบาหวานตาย เหตุการณ์นั้นแปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำซึ่งไปรวมอยู่กับความทรงจำในเรื่องของแซมมี่

หลังจากภรรยาตายเขาก็ถูกส่งไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า โดยตำรวจเข้ามาสอบสวนการตายของภรรยาเลนเนิร์ด ตำรวจเจ้าของคดีก็คือเท็ดดี้นั่นเอง ซึ่งเป็นปกติที่เท็ดดี้ต้องสอบสวนเลนเนิร์ด(แต่ไม่มีความผิดเพราะจัดเป็นคนจิตเภท) ในที่นี้ทำให้เท็ดดี้ได้รู้เรื่องราวของเลนเนิร์ดและเข้าใจ จึงช่วยออกตามล่าหาจอห์นจีตัวจริง

โดยเลนเนิร์ด ซึ่งได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของแซมมี่ กับความผิดพลาดของตัวเอง โดยชอบกล่าวหาว่าแซมมีไม่มีระบบ แต่จริงๆแล้วเลนเนิร์ดเองที่ไม่มีระบบในตอนแรก โดยเขาเองเพิ่งค้นพบวิธีการจดจำในช่วงที่เสียภรรยาไปแล้ว โดยการจดโน้ต ใช้รอยสัก ถ่ายรูป และใช้สัญชาตญาณต่างๆ เช่นการเปิดลิ้นชักทุกครั้ง เป็นต้น

ไม่ทราบแน่ชัดว่าเขาจะจดจำเหตุการณ์ที่ทำให้ภรรยาอันเป็นที่รักของเขาตายได้หรือไม่ แต่เรื่องราวเช่นนี้น่าจะฝังลงรากลึกอยู่ในความทรงจำส่วนลึกๆ ซึ่งเป็นความผิดอันร้ายแรง(คนที่เป็นโรคจิต ชอบเกิดจากความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง หรือความเสียใจอันร้ายแรง) อันเป็นผลให้รู้สึกโกรธ เสียใจ รู้สึกผิด หรือโดดเดี่ยว โดยหาสาเหตุไม่ได้ มีฉากหนึ่งที่เลนเนิร์ดบ่นกับตัวเองในลักษณะนี้ เพราะเขาจำไม่ได้ว่าเคยทำอะไรเอาไว้

นั่นจึงเป็นที่มาของความอัดอั้นความแค้นในจิตใจที่เขาพาลไปลงกับการตามล้างแค้นจอห์น จี ให้จงได้ เพราะเขาคิดว่า อารมณ์รุนแรงภายในจิตใจ เกิดขึ้นจากวันที่ภรรยาของเขาโดยฆ่าข่มขืน

แม้สุดท้ายเขากับเท็ดดี้ จะช่วยกันหาจอห์น จี จนฆ่าล้างแค้นตามใจปรารถนาแล้วก็ตาม แต่ด้วยเหตุประการใดก็ตามที่เขาไม่ได้จดไว้

จนเมื่อตื่นมาอีกวันลืมเลือนไป แต่อารมณ์ที่รุนแรงในจิตใจไม่ได้หมดไป แม้เท็ดดี้ จะบอกหรือให้แฟ้มตำรวจไว้เป็นหลักฐานก็ตาม แต่เลนเนิร์ดไม่มีทางเชื่ออย่างแน่ เพราะอารมณ์ลึกในจิตใจของเขายังไม่ได้ถูกลบเลือนไป เขาจึงทำทุกทางเพื่อหาทางแก้แค้น หรือต้องหาจุดหมายเพื่อเป็นตัวแทนในการลบความผิดเหล่านั้นที่เขาไม่มีทางค้นหาเจอ

ต้นเหตุเหล่านี้นำมาซึ่งการฆ่าจอห์น จี ตัวจริง การฆ่าจิมมี่ ส่วนการฆ่าเท็ดดี้ เป็นเพราะไม่สามารถทนรับข้อเท็จจริงของเท็ดดี้ในหลายๆเรื่องๆได้ จึงสร้างเรื่องโกหกต่างๆ เพื่อทำให้ชีวิตของตัวเองยังมีความหมายอยู่ เพราะถ้าเขาเชื่อในคำพูดของเท็ดดี้แล้ว ข้อเท็จจริงทุกอย่างก็จบลง แต่ความทรงจำ ความนึกคิด การรู้สึกโกรธแค้น ความรู้สึกผิดใจในจิตใต้สำนึก ไม่ได้จบลงตามไปด้วย

คำพูดของเท็ดดี้พูดได้อย่างน่าคิดว่า “คุณน่าจะสืบสวนตัวคุณเอง” เป็นคำแนะนำที่น่าสนใจมากในการกลับมาเป็นคนของเลนเนิร์ด และในฉากหนึ่งเลนเนิร์ดบอกว่าในขณะแซมมี่อยู่โรงพยาบาลเขามักจะแกล้งทำเป็นจำคนอื่นได้ เพื่อให้ตัวเองดูประหลาดน้อยลง

ด้วยข้อมูลทั้งหมดจึงชัดเจนว่าเลนเนิร์ดทำให้ตัวเองไกลห่างจากโลกแห่งความจริงมากขึ้นทุกที เพื่อสร้างปันแต่งโลกในความฝันให้ตัวเองยังมีความหมาย ยังมีภรรยาที่รักอยู่ข้างกายในยามหลับ ตื่นขึ้นมามีเป้าหมายอย่างคนปกติเพื่ออะไร?

เพราะเขาทนรับความจริงที่แสนเลวร้ายในโลกแห่งจริงไม่ไหว ถ้ามีใครคนหนึ่งมาบอกว่า คุณเป็นคนฆ่าภรรยาที่คุณรักของคุณเอง เลนเนิร์ดคงยอมรับกับข้อเท็จจริงข้อนี้ไม่ได้จริงๆ

คะแนน 9/10

อ่านรีวิวหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลน (Following, วิเคราะห์ Memento, วิเคราะห์ InsomniaInterstellarDunkirk)

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ