Mother

การ ดูหนัง เรื่องนี้ราวประหนึ่งเรานั่งอยู่ในแผ่นเปลือกโลกที่เงียบและสงบ ก่อนที่สัมผัสได้ถึงเซนส์บางอย่างที่กำลังขับเคลื่อนมา ไม่ต่างจากการอพยพของสัตว์ทั้งหลายขึ้นที่สูงก่อนการมาของคลื่นยักษ์ซึนามิ มันเป็นภาวะอารมณ์ที่ค่อยๆสร้างอารมณ์อันน่าหวั่นไหว หวาดกลัว และเกรงขาม และทันทีที่วินาทีแห่งการทำลายล้างมาถึง มันก็สั่นสะเทือนและสะท้านไปทั่วทั้งร่างกาย มันเป็นแผ่นดินไหวที่พื้นโลกไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เปลือกโลกยังอยู่ที่เดิม เรายังนั่งอยู่ตรงเดิม โลกยังคงมีความสวยงามเช่นวันเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลง คือ ภาวะอารมณ์ ความรู้สึก ที่มันทั้งเคลื่อน, เหลื่อม และคดกันจนไม่สามารถกลับไปอยู่รูปรอยเดิมได้อีกต่อไป นี่จึงเป็นหนังที่สั่นสะเทือนทางความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยมและเจนจัด จนทำให้ช่วงเวลาที่หนังเรื่องนี้มอบให้เป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถผลิตสร้าง ด้วยตัวเอง มันเป็นการถ่ายทอดและร่วมแชร์ความรู้สึกของผู้กำกับที่เอาภาพของความจริงโดย เอาเรื่องแต่งเข้ามาสนับสนุนเพื่อจับเน้นภาวะอารมณ์นี้ให้รุดหน้าไปไกลที่ สุดเท่าที่จะทำได้

——————————–

ภาพ เรื่องแต่งในเรื่องนี้มีสถานะเหมือนขั้วบวกที่แสดงความรู้สึกอันน่าเห็น ใจ ละมุนละไม เพื่อเข้าอกเข้าใจความเป็นแม่ให้มากที่สุด แม้กล้องจะละลาบละล้วงเพื่อเก็บภาพอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เข้าถึงร่างกายของ ผู้เป็นแม่ แต่ก็เป็นในระดับผิวหนังเท่านั้น แม้จะนำเข้าไปสู่ในภาวะอารมณ์ของแม่ ก็เป็นความรู้สึกที่ว่างเปล่า คลุมเครือ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามเข้าใจหัวอกแม่ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ เป็นอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

(ฉากแม่เดินอยู่ในห้วงความคิดโดย ทุกก้าวที่เดินมันมีการสะดุดเหมือนกับดึง เฟรมออกไปช่างได้ความรู้สึกที่ประหลาดที่ไปด้วยกันได้ดีกับอารมณ์ของหนัง)

ส่วน ภาพความเป็นจริงจากฟุตเทจนั้นเป็นขั้วลบที่มันทั้งรุนแรง ทำลายล้างทางความรู้สึกอย่างไม่ประนีประนอม ความประประนีประนอมไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนทำเป็นคนกำหนดแต่อย่างใด แต่เป็นความรุนแรงที่ถูกผลิตขึ้นในตัวของมันเอง

ความน่าสนใจคือสายตา ของผู้เล่าในสองส่วนระหว่างเรื่องแต่งและเรื่องจริง ขณะที่เรื่องแต่งคนทำสามารถละลาบละล้วงเข้าไปสู่ตัวแม่ได้มากที่สุดไม่ว่าจะ เป็นการถ่ายในระยะใกล้มาก หรือภาวะอารมณ์ของแม่ในเชิงจิตนาการของคนทำ เพื่อสะท้อนให้เห็นภาวะอารมณ์คนทำต้องการเข้าอกเข้าใจ หรือสลับสถานะให้กลายเป็นภาวะอารมณ์ของแม่ที่เกิดจากสวมสถานะของตัวคนทำเอง

แต่ ในขณะที่เป็นเรื่องจริง เราจะเห็นสายตาของคนทำ ทำได้แค่เพียงเฝ้าดูหรือสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ไม่สามารถเข้าไปใกล้ได้เท่ากับเรื่องแต่ง ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่า ในสภาพความเป็นจริงแล้วเราก็ไม่สามารถเข้าไปใกล้หรือเข้าไปปรับแต่งหรือมี ส่วนร่วมกับความเป็นจริงได้มากเท่าที่เราต้องการเหมือนเรื่องแต่งทาง ภาพยนตร์ เรื่องแต่งทางภาพยนตร์ของเรื่องนี้จึงแสดงการเติมเต็มบางส่วนที่ขาดหายไปของ ภาพความเป็นจริง ที่ไม่สามารถถูกบันทึกได้

ดังนั้นภาพของเรื่องแต่ง จึงเหมือนส่วนของอารมณ์ที่คนทำพยายามรื้อฟื้นเรียก คืนกลับมา เพื่อเข้าสร้างความสมดุลของสองส่วนให้คลุกเคล้ากันแม้มันยังไม่ลงตัวจนกลาย เป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม

ภาพสองส่วนที่ต่างขั้วกันเมื่อมันถูกนำมาวางต่อกันหรือใกล้กันมันจึงเกิดการดึงดูดกัน จนเกิดการเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ในที่สุด

เรา ชอบช่วงซีเคว้นสุดท้ายของเรื่องมาก เมื่อสายตาของกล้องในเรื่องจริงที่ก่อนหน้านี้สายตาของกล้องทำเป็นได้แค่ เพียงผู้สังเกตการณ์ ไม่แม้กระทั่งประธานสิ่งที่ถ่ายจะรับรู้/มองหรือปฎิสัมพันธ์กับคนถ่ายในฉาก ที่แม่ทะเลาะกับคนในครอบครัว คล้ายกับว่าผู้ถ่ายกำลังซ่อนตัวหรือไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ ตรงหน้า และคนที่ถูกถ่ายก็ไม่ได้มาแสดงการตระหนักของกล้องที่กำลังบันทึกอยู่

แต่ ซีเคว้นท์สุดท้ายในโรงพยาบาลสถานะตรงนี้เปลี่ยนไปเพราะสายตาที่ถ่ายจาก ผู้สังเกตการณ์ได้เขยิบสถานะเข้ามาเรื่อยๆ จนแม่ได้เข้ามามองกล้องซึ่งเป็นนัยของการปฎิสัมพันธ์รับรู้ได้ถึงการมีกล้อง บันทึกอยู่ ผู้เล่าจึงมีสถานะดำรงอยู่กับสิ่งที่กำลังเล่าหรือกำลังถ่ายโดยทันที และทันใดนั้นผู้เล่าเองก็ใช้ช็อตต่อมาที่แสดงให้เห็นภาพของแม่ที่กำลัง ปฎิสัมพันธ์กับกล้อง ภาพที่ปฎิสัมพันธ์ระหว่างกล้องกับแม่ที่กำลังมองกล้องมันจึงไม่ได้เป็นแค่ ผู้ถ่าย(แอบถ่าย)กับสิ่งที่ต้องการถ่าย(แม่) แต่มันคือการปฎิสัมพันธ์ไม่ต่างจากการกอดกันของแม่กับลูก เราไม่แน่ใจว่าในความเป็นจริงผู้กำกับแสดงออกความรักกับแม่ในระดับไหนเช่น กอดกัน หรือรักแต่ไม่แสดงออกอย่างใด ถ้าเป็นในแบบหลังคือไม่กล้าแสดงออก ช็อตช่วงท้ายมันทำให้เห็นถึงการที่คนทำสามารถใช้อานุภาพของภาพยนตร์ได้เต็ม ประสิทธิภาพในระดับที่เป็นการแสดงออกทางความรักของแม่ไม่ต่างจากการกอดกัน อย่างที่บอกไว้เลย

ดังนั้นการเลือกฉากจบแบบนี้ด้วย โดยเริ่มมาจากการเปลี่ยนสถานะอย่างที่บอกไป แล้วนำไปสู่สถานะการปฎิสัมพันธ์ทางสายตาระหว่างกล้องและสายตาของแม่การใช้ เพลงเพื่อสร้างอารมณ์ก่อนจะปิดท้ายด้วยภาพตอนจบ มันคือช็อตภาพที่งดงามมาก และเป็นฉากจบที่สมบูรณ์มากสำหรับเรา

Mother จึงเป็นหนังที่คนทำสามารถใช้อานุภาพของเรื่องเล่าเข้ามาเติมเต็มภาพความเป็น จริงได้อย่างน่าสนใจและมีประสิทธิภาพ และเราหวังว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้ในเรื่องหน้าๆต่อไป

คะแนน 8.25 /10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ