No Country for Old Men

 

– ชื่อเรื่องแทบจะบอกประเด็นของเรื่องแล้วล่ะว่า หนังพูดถึงยุคการเปลี่ยนผ่านของอเมริกันอดีตเข้าสู่อเมริกันปัจจุบันในแบบ ร่วมสมัย ซึ่งหนังของโคเอนทุกเรื่องพยายามทำให้ผู้ชมตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างที่เป็นภาพของอดีต ดำเนินเรื่องปัจจุบันไปสู่อนาคต

– ตัวละครนายอำเภอเบลล์(ทอมมี่ ลีโจนส์) ก็บ่นกระปอดกระแปดถึงความแก่ชราของตนเองและพยายามโหยหาความเป็นเวสเทิร์นใน แบบเก่า และทนอยู่ไม่ได้กับอเมริกาปัจจุบันที่มันเลวร้ายน่าหวาดกลัวควบคุมไม่อยู่ เข้าไปทุกที

– มอส(จอช โบชลิน) นี้คือตัวละครในแบบโคเอนเลย ต้องมีตัวละครแบบนี้ทุกเรื่อง ตัวละครที่เพลี่ยงพล้ำกับการความยั่วยวนอะไรบางอย่างจนทำให้ชีวิตต้องรับผล จากสิ่งที่ทำของตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นี้ไม่ใช่ตัวละครเลวๆแต่เป็นตัวละครที่ยืมอยู่บนเส้นด้ายที่แบ่งไว้ ระหว่างความดีและความเลวเสมอ เพียงแต่เขาตกอยู่ในหุบเหวเพราะเข้าไปเล่นอยู่ในสถาการณ์บางอย่างที่ไม่คิด ว่าจะเกิดผลเลวร้ายตามมา

– แอนตัน(ฮาเวียร์ บาเต็ม) นี้แหละตัวละครที่เป็นสื่อแทนของอะไรบางอย่างที่น่ากลัว และเลวร้ายในสภาพสังคมอเมริกันร่วมสมัย และเป็นสิ่งที่นายอำเภอเบลล์กลัว ต้องย้อนกลับไปยังผู้ร้ายในแบบหนังเวสเทิร์น ไม่ว่าจะเลวร้ายยังไงเขาก็ยังมีความเป็นอเมริกันอยู่ แต่ แอนตัน นี้มันอะไร มันเป็นคล้ายเอเลี่ยน ผู้ก่อการร้าย ความหวาดกลัว ความโรคจิต อะไรที่มันเกิดจากสภาพสังคมร่วมสมัยก่อตัวขึ้นมา เช่น คนเมกันคลุ่มคลั่งสาดกระสุนใส่นักเรียนอะไรแบบนั้น และนี้คือสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เป็นสิ่งที่นายอำเภอยุคเก่าที่รักความยุติธรรมไม่สามารถใช้หลักการข้อไหนมา จับได้เลย

– การเปรียบเปรยโดยใช้ตระกูลหนังเวสเทิร์นของพี่น้องโคเอนนี้ชัดเจนมาก เพราะมันเหมือนว่า อเมริกันอดีตที่เคยดีงามมันได้แก่ลงกำลังใกล้ตายแล้ว เหมือนที่นายอำเภอเบลล์กำลังเกษียณอายุราชการ และมันก็ไปด้วยกันได้ดีกับการที่พี่น้องโคเอนใช้ตระกูลหนังเวสเทิร์นในการ ผสมผสานมันให้กลายเป็นเวสเทิร์นร่วมสมัยนั่นคือมันไม่ได้เดินตามขนบหนัง เวสเทิร์นซะทีเดียวแต่มันผสมกับอะไรมากมาย ซึ่งอาจจะเรียกว่า Neo-Western อะไรก็ได้แล้วแต่จะศึกษาใคร่เรียกกัน

– เราจึงคิดว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างเห็นภาพรอยต่ออะไรบางอย่างความเป็น อเมริกันอดีตปัจจุบันซึ่งแตกต่างกันตามเวลาที่เปลี่ยนไป อาจจะบอกว่าเป็นอเมริกันหลัง Post 911 ก็ได้ ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่อเมริกันแบบที่มีนายอำเภอผู้ผดุงความยุติธรรม และมีความเป็นลูกผู้ชายอย่างภาพในอุดมคตินั้นอีกแล้ว

– และพอหลักการเรื่องความยุติธรรมในแบบเก่ามันเริ่มหมดความขลังลง ตัวละครในหนังร่วมสมัยแบบนี้มันจึงดิ้นรนสร้างการดำเนินชีวิตในแบบตัวเอง ขึ้นมา ตัวละครไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหรือโชคเข้าข้างในแบบหลักการตามศาสนา คริสต์แต่อย่างใด แต่เป็นตัวละครที่ลิขิตชีวิตและชะตามกรรมของตนเอง จนเกิดลักษณะศีลธรรมหมิ่นเหม่ ก็อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าหลักจริยธรรมของตัวละครที่มักได้รับผลร้ายคือ ตัวละครที่ไม่ใช่คนเลวแบบทั่วไป แต่เป็นคนธรรมดาที่เดินพลาดนิดเดียวและไม่สามารถกลับหลังได้อีกเลย เหมือนมอสในหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้ตัวเองและคนที่รักฉิบหายในทันที

– และที่น่าสนใจคือการโยนเหรียญกำหนดชะตาชีวิตของผู้อื่นของ แอนตัน ซึ่งก็ทำให้โลกในหนังของโคเอน แทบเป็นโลกที่ถูกตัดขาดจากพระเจ้า หรืออาจจะพูดตามนิทเช่ได้ว่า “พระเจ้าตายแล้ว” มันจึงอยู่ในภาวะที่น่าหวาดกลัว มนุษย์ต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองได้กลายเป็นผู้มีอำนาจเสมือนความเป็นพระเจ้า องค์ใหม่ ศีลธรรมอันดีที่คงไว้แต่พระผู้เป็นเจ้าได้ถูกทำลายลงแล้ว และนี้ทำให้เกิดการพร่าเลือนของความดีและความเลว หรือไม่มีความดีความเลวต่อไป เป็นเพียงคนธรรมดาที่เลือกเดินชีวิตในแบบไหนก็ตามโดยไม่รู้เลยว่าชีวิตจะไป จบลงที่ใด

– สำหรับเราหลังจากได้ดูหนังพี่น้องโคเอนมาต่อๆกัน นี้เป็นหนังที่หนักแน่นในสาระของการพูดถึงบริบทระหว่างรอยเปลี่ยนผ่านของ สังคมเก่าและใหม่ และที่ยังขาดไม่ได้คือ ประเด็นจริยธรรมของตัวละคร โดยยังคงใช้ตระกูลหนังเวสเทิร์นเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน และจากที่เราเพิ่งได้ดูเรื่อง The Man Who Wasn’t There ซึ่งเป็นหนังแนวฟิล์มนัวร์เราก็อาจจะมองเห็นผสมผสานระหว่างความเป็นเวสเทิร์ นซึ่งเป็นหนังที่แสดงความเป็นอุดมคติของอเมริกา และหนังฟิล์มนัวร์ที่แสดงถึงสังคมเลวร้ายของความเป็นสมัยใหม่ ซึ่งจะว่าไปแล้วโคเอนเก็บรายละเอียดของหนัง 2 แนวนี้มาผสมกันได้อย่างดี จนทำให้ หนังของเขามันช่างประหลาดและผสมผสานของโลกที่เลวร้ายในแบบหนังฟิล์มนัวร์ ผสมกับหนังเวสเทิร์นที่เหมือนว่าตัวละครกำลังหาอุดมการณ์ การรักษารากเหง้า การปกป้องความยุติธรรม ซึ่งอย่างที่ทราบเมื่อมันถูกหล่อรวมกัน โลกในหนังของโคเอนมันจึงทั้ง น่าหวาดกลัวชั่วร้าย และมีอุดมการณ์แบบแปลกๆจนกลายเป็นหนังที่พร้อมเป็นการแสดงโศกนาฎกรรมของ ชีวิตตัวละครได้อย่างดี

– สุดท้าย No Country for Old Men มันจึงกลายเป็นหนังที่ทั้งโหยหาอดีตในแบบอเมริกันเวสเทิร์นรักความยุติธรรม อันยิ่งใหญ่ และอยู่กับความเป็นจริงในแบบอเมริกันร่วมสมัยที่มันปะปนด้วยสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งผู้คนเชื้อชาติ จนทำให้รอยเปลี่ยนผ่านนี้ช่างน่าหวาดกลัว และมนุษย์แบบแอนตัน อาจจะยืนรอคอยเข้ามากำหนดชะตาชีวิตเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และนี้คือความหวาดกลัวของว่างเปล่า ความน่าหวาดกลัวของการเดินหน้า แต่ก็หมดหนทางที่เราจะเดินกลับหลังแล้วจริงๆ นอกเสียจะได้แค่ฝันถึงบรรพบุรุษที่นำพาเราไปยังแสงอันเรืองรองแลดูมีหวัง แม้จะรู้ตัวว่านั่นเป็นเพียงแค่ฝันเท่านั้นเอง

 

คะแนน 9/10

 

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ