Through the Olive Trees (1994) เขียนโดย Groovfie 

นับว่าเป็นการหยิบจับบางส่วนจากหนังเรื่องก่อนหน้าเอาใช้ประโยชน์ในหนังเรื่องถัดมาได้ค่อนข้างน่าทึ่งทีเดียว โดยเฉาพะการมัดรวมภาคแรก Where Is a Friend’s Home เข้ารวมกับสองภาคถัดมา (Life, and Nothing More / Through the Olive Trees) กลายเป็นไตรภาคที่มีชื่อว่า Koker Trilogy โดยใช้ธีมหลักเป็นเรื่องราวหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนเหนือของอิหร่าน ซึ่งรวมไปถึงสถานที่โลเคชั่นตอนถ่ายทำ Where Is a Friend’s Home ด้วย

เรื่องที่สองใช้พลอตเป็นการตามหานักแสดงเด็กใน Where Is a Friend’s Home ว่าเป็นตายร้ายดียังไงภายหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่บ้านเกิดเด็ก โดยใช้วิธีการถ่ายที่ให้ความรู้สึกเหมือนดูสารคดีตามหาเด็กอยู่ คนที่ตามหาเด็กคนผู้กำกับหนัง Where Is a Friend’s Home แต่ เคียรอสตามี ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปแสดง แต่ใช้นักแสดงคนอื่นมารับบทเป็นตัวเองแทน


ส่วนในเรื่องสามก็ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนเข้าไปอีกโดยเป็นหนังซ้อนหนัง เป็นเรื่องราวในกองถ่ายหนังเรื่อง Life, and Nothing More โดยเริ่มตั้งแต่การมองหาคนในท้องที่มาเป็นนักแสดงจากผู้กำกับที่ลงมาคัดเลือกตัวเอง ซึ่งพอได้ดู Through the Olive Trees ถัดจาก Life, and Nothing More แล้วมันก็อดขำตัวเองไม่ได้ เพราะภาพที่เห็นในเรื่องที่สองมันทำให้เชื่อไปแล้วว่านั่นคือเรื่องของผู้กำกับที่ตาหาเด็กจริง ๆ แต่พอโดนเรื่องที่สามเข้าไป มันกลายเป็นทับซ้อนหนังเข้าไปอีก คนที่เคยคิดว่าเป็นผู้กำกับก็กลายเป็นมานักแสดงให้ผู้กำกับในเรื่องสามนี้กำกับอีกทีนึง

แรกก็เหมือนว่ามันซับซ้อนแต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เป็นเรื่องในกองถ่ายหนังเรื่องที่สองในไตรภาคก็จริง แต่แก่นแท้ของหนังกลับกลายเป็นเรื่องของความรักในกองถ่ายของชายหญิงสองคนที่เป็นคนในพื้นที่มาแสดงด้วยกัน โดยแองเอาแค่ฉากเดียวที่ทั้งคู่เข้าฉากถ่ายร่วมกันใน Life, and Nothing More แต่มันสามารถดึงดูดให้เราได้ร่วมลุ้นตัวเกร็งตามไปด้วยว่าท้ายที่สุดพวกเขาทั้งคู่จะลงเอยกันยังไง
แต่ในเรื่องรักของทั้งคู่กลับเป็นแค่การปรบมือข้างเดียวของฝ่ายชาย โดยสิ่งที่คอยขวางกั้นไว้คือความใจแข็งเป็นหินของฝ่ายหญิงที่ยังคงยึดความเชื่อหลักการของศาสนาและผู้ใหญ่ในเรื่องการหาคู่ครองไว้อย่างไม่มีหลุดกรอบ ความพยายามของผู้ชายมีเพียงอย่างเดียวนั้นคือการพูดกับเธอแม้ว่าเธอจะไม่พูดตอบกลับก็ตามที เวลาเดียวเท่านั้นที่ทั้งคู่พูดตอบโต้กันกลับไม่ใช่การคุยกันในชีวิตจริงแต่เป็นการพูดตามบทที่พวกแสดงเป็นตัวนั้น ๆ ถึงอย่างนั้นมันก็แอบมีช็อตที่เรียกรอยยิ้มจากการตั้งใจเล่นตุกติกของฝ่ายชายที่เหมือนเป็นการยื้อเวลาอันแสนสั้นที่ทั้งคู่เข้าฉากด้วยกันไว้ไม่ว่าจะทั้งต้องการซึมซับช่วงอยู่ด้วยกันแม้จะเป็นการแสดงหรือการตั้งใจรอคำตอบที่ไม่รู้ว่าจะมาหรือเปล่า นั่นคือผิดซ้ำจนเทคใหม่อีกรอบ

งดงามที่สุดในหนังเรื่องคือฉากสุดท้าย มันคือการได้เฝ้ามองใครซักคนที่ยังคงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อต้องการคำตอบจากยอดเขา เห็นแค่เพียงสีขาวสองจุดกำลังเคลื่อนไหว ไม่มีเสียงพูดไม่มีเห็นกิริยาท่าทาง แต่สามารถเข้าใจได้ว่าท้ายที่สุดเขาได้รับคำตอบมั้ย และคำตอบนั้นคืออะไร จากการเคลื่อนที่ของจุดสีขาวบ่งบอกได้อารมณ์ของชายคนนั้นอย่างเห็นได้ชัดว่าเขาตอนนี้นั้นเขารู้สึกอย่างไร

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ