The Raid 2

 

 

– เอาเข้าจริงพอดู The Raid ภาคแรก ที่ว่ามันส์แล้ว แต่ด้วยพล็อตเรื่องอันเบาบางก็ถูกครหาได้เหมือนกัน “เน้นมันส์ เนื้อเรื่องงั้นๆ เกร่อๆ ทั่วไป” ซึ่งเราก็ไม่รู้จะปกป้องยังไงเพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่จุดขายแอคชั่นของมันก็เพียงพอแล้วที่จะถูกชื่นชมในระดับที่สารอะดรีนาลีนหลั่งแล้วหลั่งอีกพวยพุ่งหยุดไม่อยู่

– แต่พอได้ดูภาค 2 ไม่รู้เพราะ แกเร็ธ อีแวนส์ ต้องการแสดงศักยภาพอะไรบางอย่างหรือเปล่า จึงได้จัดเต็มเนื้อเรื่อง และทำตอกหน้าคนว่าหนังแอคชั่นเลยว่า หนังขายแอคชั่นมันก็มีเนื้อเรื่องในระดับที่เข้มข้น เชือดเฉือน ได้อย่างเกินหน้าเกินตาหรือเท่าเทียมหนังแอคชั่นทุกเรื่องที่มีอยู่บนโลกนี้ ได้เหมือนกัน

– ที่เราบอกแบบนี้ไม่ใช่เพราะความคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่จนต้องถูกจดจำแต่ อย่างใด หรือปักหมุดสำคัญอะไรบางอย่าง จนเป็นที่หนึ่งให้คนเดินตาม (นอกเหนือจาก ปันจักสีลัต) มิหนำซ้ำตัวมันยังเป็นนักขโมยในแง่ของอิทธิพล และแรงบันดาลใจของหนังแอคชั่นทั่วโลก จนทำให้การดูหนังเรื่องนี้ เป็นการรวบรวมความรู้สึกทุกสิ่งอย่างที่เราคลับคล้ายคุ้นชินกับการเสพภาพ ยนตร์แอคชั่นมาตั้งแต่วัยเยาว์

– ในขณะที่หนังเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ซึ่งในช่วงต้นก็ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรที่เราจะไม่รู้สึกว่าโลกในหนังคือประเทศ อินโด และยังสร้างบรรยากาศหรือรายละเอียดปลีกย่อยที่ให้ความรู้สึกถึงความต่ำตรม ยิ่งเฉพาะฉากแอคชั่นสุดมันส์ในดินโคลนทัณฑสถานด้วยแล้วนั้น นี่เป็นฉากที่เราต้องจดจำไปอีกนาน ในขณะที่มันใช้วิธีการแบบหนังออกแบบช็อตภาพสวยสโลว์โมชั่น ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นดินโคลน และด้วยการเคลื่อนกล้องลองเทค ซึ่งทุกอย่างมันถูกออกแบบมาอย่างประณีต ขณะดูเราใจสั่นมาก เพราะขณะที่การต่อสู้เป็นการตะลุมบอน ซึ่งมันเป็นภาพที่จริงซะยิ่งกว่าจริง คือ เรารู้ว่าในภาพมันเป็นหนัง แต่ด้วยความออกแบบที่ดูพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติ และการเคลื่อนกล้องที่เนิ่นนานมันทำให้เราตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นตรง หน้ามาก มันเป็นสิ่งที่โครตเหลือเชื่อ ที่สามารถทำอะไรที่เหมือนจริงได้ขนาดนั้น ทุกอย่างมันเหมือนว่าจับคนมาสู้กันจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันเราก็รู้ว่า นักสู้เหล่านั้นก็ต้องตระหนักของจังหวะของการรู้ตำแหน่งของตัวเองเพื่อจะทำ ให้กล้องได้เคลื่อนตามได้ แม้มันจะไม่ได้ลองเทคตลอด แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้เราอยากจะลุกขึ้นมาปรบมือแล้วในหลายฉากแล้วตะโกน “แม่งโครตเจ๋งเลย”

– แต่หลังจากซีนในคุกเป็นต้นไป เรากลับรู้สึกว่าหนังมันไปไกลกว่านั้นมาก พระเอกรามา กลายเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ และก็กลายเป็นหนัง แนวGodfather หนังแก๊งสเตอร์ หนังมาเฟียเจ้าพ่อ ซึ่งเมันก็เดินตามในขนบหนังเหล่านั้นได้อย่างดี และมีหลายครั้งที่หนังมันพาเราหลุดโลกจนกระทั่งเราหลงลืมว่านี่คือหนัง อินโดนีเซีย มีอยู่ช่วงหนึ่งการต่อสู้แบบ ปันจักสีลัต หายไปเลย กลายเป็นหนังปะทะคามรมเชือดเฉือน มีการต่อสู้ล้างแค้น เข้ามาแทนที่ ที่ออกแบบฉากโดยการได้รับอิทธิพลมาจากหนังแอคชั่นต่างๆ ของเอเชีย ทั้ง ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ซึ่งเราไม่รู้ว่าสุดท้ายมันมาจากไหนบ้าง แต่ทุกช็อตที่ผ่านไป การดอลลี่ถอยเข้าถอยออก การจัดองค์ประกอบการนั่งพูดคุย การที่มีแก๊งค์ญี่ปุ่นเข้ามา การจัดท่านั่ง การจัดแสง ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้เรารู้สึกว่ามันเคยพบเห็นและคุ้นชินอยู่ในความรู้สึก เรามาหมดแล้วทั้งนั้น

-โดยเฉพาะตัวละครใส่แว่นดำขาเป๋สวมถุงมือดำ ที่โปรดักชั่นดีไซน์ของตัวละครนี้มันจะแปลก ในแง่ของตัวละคร และบรรยากาศรายล้อมตัวเขา และมักใช้แสงสีแดง พรมแดง ภัตราคารสีแดง ทำให้คิดไปถึงหนัง Only God Forgive ซึ่งนั่นก็เป็นหนังที่ได้รับอิทธิพลมาอีกทอด จนเราไม่สามารถตามหารากเหง้าของมันได้ว่ามันมาจากที่ไหน ทุกสิ่งทุกอย่างในหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบ แต่มันเหมือนการผสมผสานวัฒนธรรมหนังแอคชั่นอันหลากหลายซะมากกว่า ซึ่งขอยกไว้พอให้เห็นภาพตาม คือ ขณะที่เราดูไปเรื่อยๆ เราคิดกับตัวเองเลยว่า เฮ้ยมันจะเป็นหนังแนว Only God Forgives อยู่แล้วเนี่ย โดยเฉพาะตัวละคร ปราโกโส ที่ใช้ดาบ ไล่ฟันคู่อริ ซึ่งบรรยากาศมันประหลาดมาก แถมยังมีฉากที่ดาบเปื้อนเลือดแทงทะลุ เราไม่ได้จะบอกว่าหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพล Only God Forgives เพราะ Only ก็รับอิทธิพลมาเหมือนกัน แต่กำลังจะบอกว่า The Raid 2 เป็นหนังที่ได้รับอิทธิพลมากจากอิทธิพลอีกที โดยเฉพาะฉากในไนท์คลับแสงประหลาด และมีคนเต้น ก่อนที่จะเกิดการสู้กัน ปราโกโส สังเกตความไม่ชอบมาพากล และหลับตาก่อนที่ทุกอย่างจะหายไป ซึ่งมันเซอร์รีลมาก เป็นฉากที่หลุดโลกมาก ก่อนที่จะนำไปสู่การต่อสู้ภายนอก ที่มีหิมะตก ในแบบหนังญี่ปุ่น ซึ่งหิมะเป็นสัญลักษณ์ เวลาตัวละครสู้กันจนฝ่ายหนึ่งตายอย่างสมเกียรติ (พยายามค้นหาว่าอินโดมีหิมะมั้ยก็เจอแต่คลิปหลอกลวงว่าอินโดหิมะตกแล้ว)

– ยังไม่หมดแค่นั้น ไอตัวละครไม้เบสบอล กับสาวอาวุธค้อน มันก็ประหลาดมาก มันเหมือนหนังคัลท์แอคชั่นของเอเชีย คิดง่ายๆ เลยว่ามันคล้ายหนังตารันติโน่ที่ชอบนำอิทธิพลหนังแอคชั่นเอเชียเอาไปผสมผสาน ในหนังของตัวเอง หนังเรื่อง The Raid ก็เป็นในลักษณะเดียวกัน ฉากในรถไฟใต้ดิน ที่ก่อนสู้ต่องประจันหน้ากัน มีจังหวะของหนังที่ทำให้คิดถึง หนังแอคชั่นเกาหลี(มั้ง) หรือแอคชั่นญี่ปุ่น(มั้ง) ที่ตัวละครผู้หญิงหน้าหวาน แต่ลีลาการต่อสู้เกินธรรมดา คือ ระหว่างดูเรื่องนี้ เราประหลาดกับอะไรแบบนี้มาก เพราะมันยิ่งดำเนินเรื่องไป โลกของหนังก็กลายเป็นโลกที่ถูกสถาปนาขึ้นมาเอง ไม่ใช่โลกแห่งความจริง แต่กลายเป็นโลกเสมือนจริง โลกที่ถูกใส่โปรแกรมด้วยตัวละครหรือวิธีการจากหนังแอคชั่นเอเชียนอันโด่งดัง เรื่องอื่นใส่เข้ามา รูปแบบสไตล์อะไรก็ตามที่มันทำให้เราลืมไปหมดว่า นี่คือหนังแอคชั่นอินโด นี่คือหนังที่มีจุดขายเรื่อง ปันจักสีลัต อัตลักษณ์ใดอัตลักษณ์หนึ่งไม่ว่าจะตะวันออกตะวันตก ซึ่งมันก็ต่างได้อิทธิพลโยนกันไปกันมา ถูกกลืนหาย เสมือนว่าอัตลักษณ์หนังแอคชั่นที่บ่งบอกความเป็นชาติมันเลื่อนไหลกลืนหายและ ผสมกันไปในหนังเรื่อนี้ ในแทบทุกช็อต ทุกฉาก การออกแบบดีไซน์ ผู้ชมถูกวางตัวว่าเรากำลังดูหนังที่กำลังนำเสนอภาพแทนของความเป็นหนังอยู่ ซึ่งในภาพแทนนั้นก็มีความเป็นชาติอยู่ แต่มันทุกกลืนรวมกันหมดเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว หรือหนังเรื่องนี้มันทำให้เราตระหนักอย่างชัดเจนว่า อัตลักษณ์รากเหง้าที่บ่งบอกความเป็นชาติมันได้สูญสลายหายไปหมดแล้ว เพราะหนังแอคชั่นยุคใหม่คือการทำหนังที่ได้รับอิทธิพลซ้อนอิทธิพลอีกหลายทอด ด้วยกันแล้ว

– ทั้งหมดที่เราจะบอกคือ เราว่านี่คือหนังสหประชาหนังแอคชั่นในแง่ของอิทธิพลมาก นี่ยังไม่รวมถึงพวกฉากเจรจา หรือการตัดต่อในตอนคุยกัน และสลับกับสิ่งไม่ชอบมาพากล ซึ่งโดดเด่นในหนังเรื่อง Godfather อย่างมาก แล้วหนังก็ชอบไปต่อสู้ในร้านอาหารหรือที่แปลกๆ ที่เราทำให้ความเป็นชาตินี้ในหนังนี้มันเลื่อนไหล ไปถึงขนาดฉากที่รามาไปส่งเอริก้า ในเมืองร้าง ซึ่งเราไม่รู้ว่านั้นเป็นเมืองจริงๆหรือเปล่า แต่เป็นการออกแบบในลักษณะของเมืองดิสโทเปีย ที่เป็นแนวคิดของตะวันตก

– แต่สุดท้ายหลังจากหนังพาหลุดไปสู่โลกที่บ่งบอกพรมแดนแห่งความจริงยากมากว่า อยู่ที่ไหน แต่สุดท้ายหนังมันก็ต้องวนกลับมาสู่ตัวรามา หนังเริ่มกลับมาหาคนพื้นถิ่นอินโด หนังเริ่มเห็นความช่วยเหลือระหว่างคนอินโดด้วยกัน ระหว่าง รามา และ เอก้า ที่มีคำพูดเดียวว่าเรามาจากที่เดียวกัน แต่จะไม่มีจุดจบที่เหมือนกัน (เราไม่ได้รู้เรื่องอินโดนีเซียมากเท่าไหร่ แต่ก็พอแปร่งๆได้ว่า ไอลูกเจ้าพ่อหน้าตาหล่อๆ นั้น อาจจะไม่ใช่คนพื้นถิ่นอินโดจริง ซึ่งควรจะต้องหน้าแบบพระเอก หรือพวกลูกน้อง นี่อาจหมายถึงว่า หนังกำลังแสดงลำดับชนชั้นทางสังคมให้เห็น เพื่อตีแผ่ชนชั้นที่แตกต่างทางสังคม คนรวยหรือมีอำนาจก็อาจใช้หน้าตาเป็นตัวแทนได้)

-ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หนังก็พาไปสู่ฉากไคลแม็กซ์การต่อสู้ ที่เหมือนพากลับสู่หนังแอคชั่นแบบอินโดนีเซีย ด้วยการต่อสู้ด้วยปันจักสีลัต หลังหนังพาท่องไปสู่อิทธิพลรากเหง้าอันผสมผสานของหนังประวัติศาสตร์แอคชั่น และก็มาจบลงด้วยหนังแอคชั่นสดใหม่ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวไม่นาน ประหนึ่งว่า The Raid 2 คือการเขียนประวัติศาสตร์ทับลงไปหนังแอคชั่นทั้งหมดทั้งมวลหลักๆในโลกนี้ เพื่อเชิดชูตัวเองให้กลายเป็นหนังแอคชั่นดีที่สุดหรือจะบอกว่า เป็นหลักไมล์สำคัญของปัจจุบัน แม้หนังจะค้างคาฉากจบเพื่อเดินหน้าสู่ภาค 3 ซึ่งบังเเอิ๊ญบังเอิญระหว่างดู เราโหยหาการต่อสู้แบบซามูไรให้มีในภาค 2 ซะเหลือเกิน แต่ถึงแม้ไม่ในภาคนี้ แต่ด้วยการจบแบบนี้ เราก็ขอเป็นหมอลักษณ์ฟันธงว่า The Raid ภาค 3 อาจมีการดวลดาบแบบซามูไรก็เป็นได้

 

คะแนน 8.75 /10

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ