The Rover

– ความน่าสนใจเมื่อหนังขึ้นไตเติ้ลว่า 10 ปี หลังจากที่โลกล่มสลายในออสเตรเลียแล้ว หนังก็ไม่ได้พูดถึงอะไรที่เป็นอดีตหรือสิ่งที่ผ่านมาเลย ทุกอย่างถูกจับจ้องที่ปัจจุบัน เป็นการกระทำที่เป็นปัจจุบัน ตัวละครก็แทบจะถูกละเลยภูมิหลัง(มีแต่น้อยมาก) เพื่อทำให้เราสนใจแต่ว่า เขาสนใจอะไร และตัดสินใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไรเท่านั้น พวกภูมิหลังทั้งหลายเป็นแค่แบ็คกราวน์ตัวละครไม่ได้มีอิทธิพลให้ตัวละคร ตัดสินใจแต่อย่างใด

– อีกทั้งหนังก็ใช้วิธีการขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยการไล่ล่าด้วยการขับรถ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการไปข้างหน้า เป็นการสร้างตัวละครให้สนใจแค่ปัจจุบันและอนาคต ส่วนอดีตนั้นผ่านพ้นไปแล้ว และไม่มีวันหันหลังกลับไปได้ คล้ายกับรถที่เคลื่อนไปข้างหน้า และไม่มีวันย้อนกลับ ซึ่งนี้อาจลิ้งค์กับชื่อเรื่องก็ได้ เพราะ The Rover หรือ สายน้ำ เมื่อมันไหลย้อนไปแล้วก็ไม่มีวันย้อนกลับมาได้ หรือโลกที่ล่มสลายแล้วจะให้กลับมาเป็นโลกสงบสุขแบบเก่าก็คงไม่ได้

– อีริค(กาย เพียรช์) เป็นตัวละคร ที่เหมือนเป็นภาพสะท้อนของโลกดิสโทเปียล่มสลายที่เราเห็นอยู่จริงในหนัง สภาพแวดล้อมกับตัวละครอีริค ลิ้งค์กันอย่างแยกขาดไม่ได้

– นี่จึงเป็นหนังที่ออกแบบสภาพบรรยากาศแล้วให้ตัวละครเป็นหมากเดินเกมส์ในสภาพ สังคมแบบนี้ ซึ่งเป็นศีลธรรมอีกแบบที่หลุดออกไปจากโลกแห่งความจริง ถือเป็นความงดงามมากของภาพยนตร์ เพราะมันสร้างแบบทดสอบ หรือเป็นเกมส์แห่งจริยธรรม ว่าตัวละครควรตัดสินใจเช่นไร ในสภาพสังคมแบบนี้ เพราะต้องยอมรับว่าหนังกระแสหลักส่วนมาก แม้จะดีไซน์โลกได้แตกต่างจากความจริงมากเท่าไหร่ แต่ยังใช้แนวความคิดความดีงาม และศีลธรรมเป็นตัวคลี่คลายปัญหา ซึ่งเป็นศีลธรรมแบบที่เราคุ้นชินในปัจจุบัน โดยหลงลืมว่าสังคมเปลี่ยนความคิดก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย แต่หนังกระแสหลักส่วนมากกลับให้ตัวละครที่มีความคิดตามสภาพสังคมแตกสลายเป็น เพียงตัวร้าย และให้ตัวเอกฮีโร่มีแนวคิดที่แตกต่างจากชาวบ้านและมีมนุษยธรรมที่หลุดออกมา จากสภาพความเป็นจริงในโลกที่ล่มสลาย

– แต่หนังเรื่องนี้ซื่อสัตย์ต่อความเป็นจริงในการสร้างบรรยากาศ เพื่อให้ตัวละคร เป็นแบบนั้นมาก และ อีริคก็เป็นภาพแทนของสังคมแบบนี้จริงๆ วิธีการใช้ชีวิต มุมมองต่อโลก บุคลิกลักษณะนิสัย เป็นมุมมองของคนที่ทึกทักได้ว่าผ่านโลกล่มสลายมาแล้วจริงๆ

– ส่วนตัวละครฝ่ายตรงข้าม เรย์ (โรเบิร์ต แพททินสัน) เป็นตัวละครที่ยังมีวิธีคิดที่ออกไปแนวทางโลกเดิมคือโลกก่อนการล่มสลาย โลกที่ยังเชื่อในความดีของมนุษย์ เชื่อในพระเจ้า เชื่อในสถาบันครอบครัว เป็นการใช้ชีวิตที่ดำเนินไปได้ปรกติ แต่เมื่อเรย์ได้มาพบกับอีริค ได้เรียนรู้วิธีคิดอีกแบบที่ไม่เพ้อฝันอยู่กับความจริงตรงหน้า ทำให้ เรย์ ค่อนข้างแกร่งกล้าขึ้น ปีกกล้าขาแข็ง เริ่มมีความตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เริ่มมองทุกอย่างที่เป็นปัจจุบัน หรือพูดง่ายๆว่า เริ่มคิดแบบที่อีรีคคิดและละทิ้งความคิดแบบเดิมทิ้ง แต่ปัญหาของเรย์คือเขาไม่ใช่คนที่กล้าแกร่งหรือเปลี่ยนแปลงได้เด็ดขาด แบบอีรีค นั่นทำให้ตัวละครแบบ เรย์ จึงน่าสงสารมาก เพราะเป็นตัวละครที่ต้องมีผู้นำทางความคิดเสมอ และไม่สามารถเป็นผู้นำตัวเองได้ ดังนั้นการออกแบบตัวละครที่เอียงไปทางปัญญาอ่อน เลิกลั่ก ก็ยิ่งตอกย้ำความคิดแบบนี้ให้ชัดเจน และการแสดงของ แพททินสัน ก็แทบจะเรียกว่า ทำได้อย่างสมบูรณ์

– แม้เราจะพบว่า อีริค ที่ปรับตัวให้เข้ากับสังคมล่มสลายได้อย่างกล้าแกร่ง แต่ในใจลึกๆเข้าก็ยังมีมนุษยธรรมสามัญแบบโลกเก่าให้เห็นอยู่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ภูมิหลัง ที่ทำให้เขาคิดว่า วิธีคิดแบบนั้นมันควรต้องตายตามไปกับโลกล่มสลาย และวิธีคิดที่ถูกสร้างและปรับปรุงตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมคือสิ่งที่ อีริค จะอยู่รอดกับสังคมแบบนี้ได้ยืนยาว

– นี่คือหนังที่สะท้อนหลักวิธีคิดที่สะท้อนโลกล่มสลายได้อย่างตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่เสแสร้ง เป็นออกแบบดีไซน์สภาพสังคมของพื้นหลัง แล้วให้ตัวละครเข้าไปอยู่ได้จริง มีประสบการณ์กับโลกแบบนั้นจริง ไม่ใช่การสร้างโลกล่มสลายแล้วให้ตัวละครวิพากษ์โลกที่เขาอยู่เท่านั้น ซึ่งการทำแบบนั้นเพราะว่าตัวละครไม่ใช่คนจากโลกล่มสลายจริง เป็นเพียงคนจากปัจจุบันที่กำลังวิพากษ์โลกล่มสลาย หรืออาจจะเรียกว่าคนหลงยุค แต่ อีริค คือตัวละคร ที่แสดงให้เห็นหลักศีลธรรม ที่คนในโลกล่มสลายควรต้องพบเจอ ในสถานการณ์ที่หนังได้สร้างขึ้น ต้องเรียนรู้ และต้องใช้ชีวิต และถึงแม้ว่าเราจะพิพากษาตัวละครในการกระทำของเขาใดๆ ก็ตาม โปรดจงรู้ไว้เถอะว่า เรากับตัวละคร อยู่ในยุคสมัยที่ต่างกัน และหลักคิดใดๆก็ไม่เป็นสากล มันสามรถปรับตามไปเรื่อยๆ ตามวิธีคิดและสภาพสังคมนั้นๆ

– The Rover จึงเป็นหนังที่สะท้อนสภาพบรรยากาศที่สร้างขึ้นมาได้อย่างเข้าถึงและมีอารมณ์ ร่วมไม่ว่า จะเป็นความเหือดแห้ง ความดิบ เถื่อนของสังคม มู้ดโทนที่แข็งกระด้างเย็นชา จนอาจทำให้ผู้ชมกระวนกระวาย รู้สึกรุนแรงภายในใจ ทั้งหมดนี้เป็นไปด้วยดีกับบรรยากาศ ซึ่งสร้างขึ้นมาให้ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ภายในใจของอีริค เย็นชา ไม่รู้ร้อนรู้หนาว และพร้อมจะหยิบปืนขึ้นมาสาดใส่ผู้คนข้างได้อย่างไร้ความปราณี หรืออารมณ์ของผู้ชมในการดูหนังก็รุนแรง กราดเกรี้ยว ไม่แปลกใจที่จะมีคนลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงกับคนที่เตะที่นั่งอย่างเกินกว่า เหตุ โดยลืมความยับยั้งชั่งใจที่เคยมีมา หรืออาจจะเชื่อมโยงได้ว่า หนังประสบความสำเร็จทำให้ผู้ชมมีอารมณ์และวิธีคิดในแบบโลกล่มสลายไม่มากก็ น้อยอย่างแน่นอน

 

คะแนน 8/10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ