Shame ภาพยนตร์เล็กสัญชาติอังกฤษของผู้กำกับ Steve McQueen ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกประจำปี พ.ศ.2555 ในประเทศไทยที่ได้รับเรตติ้ง 20+ ซึ่งเป็นเรตติ้งสูงสุดที่ได้รับอนุญาตให้เขาฉายได้ แต่ด้วยข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดประการใดก็ตาม สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็ยังเข้าฉายโดนถูกตัดไปถึง 1.26 นาที จึงเกิดข้อสงสัยในตัวคอหนังอย่างมากมายว่า ฉากที่ถูกตัดไปนั้นมีความสุ่มเสี่ยงมากเลยหรือที่จะทำให้หนังถูกแบนห้ามฉาย

และที่น่าเสียใจแกมเจ็บใจสำหรับนักดูหนังก็คือ ฉากที่ถูกตัดนั้น เป็นฉากสำคัญที่จะทำให้ แก่นเรื่องของความน่าอับอายในตัวเองของแบรนดอน (Michael Fassbender) ได้จุดประกายขึ้นมา และการตัดออกทำให้ภาพยนตร์เกิดความไม่ต่อเนื่อง เพียงแต่เห็นภาพครุ่นคิดในเงามืดของแบรนดอน ซึ่งผู้ชมอาจไม่แน่ใจว่าเขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด และอาจเป็นการลดทอนกำลังแรงส่งข้อคิดของหนังให้ผู้ชมที่ควรได้รับจากเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่

ที่กล่าวมาข้างต้นเพียงแต่เป็นการตั้งข้อสงสัยของนักดูหนัง ที่เชื่อเหลือเกินว่าในทุกๆซีนและในทุกๆฉากของภาพยนตร์นั้นกำลังสื่อสารอะไรบางอย่างอยู่ และการตัดออกไปทื่อๆนั้นหากไม่มีเหตุผลที่พอเพียงก็ถือเป็นการทำลายศิลปะของภาพยนตร์โดยไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่งยวด

โดยเรื่องราวของ Shame นั้นเป็นการถ่ายทอดตีแผ่ชีวิตส่วนตัวของแบรนดอน ผู้ชายติดเซ็กซ์ แม้คำว่าเซ็กซ์ในมุมมองของบุคคลทั่วไปอาจหมายถึงความสุขสนุก แต่สำหรับเซ็กซ์ในมุมมองของภาพยนตร์เรื่อง Shame นั้นมันหมายถึงความอัปยศอดสูเลยทีเดียว

แบรนดอน มีชีวิตไม่ต่างจากเครื่องจักร หรือมนุษย์เทียม ที่ชีวิตของเขาไม่มีท่าทีในการค้นหาความสุขทางจิตใจใดๆเลย ทุกวันเขาผ่านไปโดยการตอบสนองอารมณ์ทางเพศเป็นสำคัญ ทั้งการซื้อบริการ ไซด์ไลน์ สาวทางเน็ต เจอกันตามผับบาร์ การค้นหาตามรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือแม้กระทั่งช่วยตัวเองที่คอนโดตัวเองหรือที่ทำงานก็ตาม ความสัมพันธ์กับผู้หญิงเป็นแบบ One Night Stand ไม่มีการสร้างสัมพันธ์ใดๆกับใครเลยที่จะทำให้เป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจที่นอกเหนือจากคำว่าเซ็กซ์

ชีวิตประจำวันของแบรนดอนผ่านไปด้วยการตอบสนองตัณหาของตนเอง จนกระทั่ง ซิสซี่ (Carey Mulligan) น้องสาวของแบรนดอนได้มาขออาศัยคอนโดของเขา แม้ภาพยนตร์ไม่ได้เล่าปูมหลังของพี่น้องคู่นี้ให้กระจ่างชัดนอกจากให้ผู้ชมเกิดการตีความต่างๆนานา อีกทั้ง ซิสซี่ ยังมีบุคลิกแตกต่างกับพี่ชายลิบลับเพราะเธอค่อนข้างชอบสร้างความสัมพันธ์และดูเป็นคนเรียกร้องความสนใจจากบุคคลรอบกายรวมทั้งพี่ชายของเธอเอามากๆด้วย

สิ่งแรกเลยที่ผู้ชมจะคิดได้จากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ แบรนดอน ไล่น้องสาวไม่ให้อยู่กับเขาเพราะเหตุใด 1. เพียงเพราะว่าซิสซี่เข้ามาทำให้กิจวัตรประจำวันของเขาต้องเปลี่ยนไป หรือ 2. แบรนดอนกลัวว่าไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองและทำลายกรอบทางศีลธรรมระหว่างพี่กับน้องลง

ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสองทาง แต่ถ้าเราจับประเด็นด้วยวิธีการที่หนึ่งแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สื่อสารออกมาได้อย่างซื่อตรงและตรงไปตรงมา การที่ถูกน้องสาวเข้ามาคอยขัดจังหวะการปลดปล่อยปีศาจร้าย(เซ็กซ์) ออกจากตัว ทำให้เขารู้สึกชีวิตเขาต้องปรับเปลี่ยนไปหรือ วิธีที่สองซึ่งหากเป็นวิธีนี้ ย่อมเป็นวิธีที่น่าสนใจที่จะพูดถึงได้ยืดยาว และวิเคราะห์ตีความในระดับเจาะรากลึกได้อย่างน่าสนใจ และผู้เขียนก็มีความเอนเอียงสนใจในหัวข้อที่ 2 เป็นอย่างมาก

สิ่งหนึ่งที่แบรนดอนต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองก็คือศีลธรรมระดับสังคมกับสัญชาติญาณดิบทางเพศของตัวเองล้วนๆ ก่อนอื่นต้องกล่าวเลยว่า สิ่งหนึ่งที่แบรนดอนมักไม่ค่อยสร้างความสัมพันธ์กับหญิงอื่นใดเป็นเพราะ เขาไม่ต้องการสร้างกรอบศีลธรรมในจิตใจมาเกลือกกลั้วกับ ความน่าอายในระดับสัญชาตญาณของปีศาจร้ายในจิตใจ เพราะเขามองว่าสิ่งที่เขาเป็นมันคือความน่าอับอายขั้นรุนแรงในชีวิต และการสร้างความสัมพันธ์กับใครอาจนำพาให้หญิงอื่นพบเจอสิ่งนี้ที่เขาปกปิดไว้และ ภาพยนตร์สื่อชัดเจนกับเพื่อนทำงานคนหนึ่งที่เขารู้สึกดีด้วย และออกเดทด้วยกัน และเขาหวังจะมีโอกาสในครั้งต่อไป

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ทำตัวเป็นปีศาจร้ายหวังฟันเธอคนนั้นด้วยอารมณ์ทางเพศ แต่ด้วยการต่อสู้ทางจิตใจของแบรนดอนเขากลับเลือกให้ ศีลธรรมที่ก่อกุมทางจิตใจชนะปีศาจร้ายตนนั้นลงได้ ด้วยความน่ายินดี ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่พอบอกได้ว่า แบรนดอนไม่ใช่คนน่าเลวร้ายในระดับความสัมพันธ์ทางสังคม(Social Relationship) แต่เขาจะเลือกที่จะปลดปล่อยปีศาจร้ายกับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ร่วมความสัมพันธ์ในระดับสังคมกับเขาเท่านั้น

นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่เขาเลือกตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดในระดับสังคมออกทั้งหมด เพราะเขาไม่อยากทำผิดพลาดกับระดับศีลธรรมทางจิตใจ และทำลายศีลธรรมที่มนุษย์ควรจะมี และนี้เป็นเหตุผลที่เขายังคงมีความเป็นลูกครึ่งมนุษย์เทียมและมนุษย์ที่แท้จริงผสมกันอยู่ตลอดเวลา และยอมอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพื่อป้องกัน การทำลายศีลธรรมทางสังคมลง เพราะถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่เขาก็คือสัตว์ร้ายเดรัจฉานดีๆนี้เอง และไม่ควรค่าจะอยู่โลกอีกต่อไป

บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ ก็คือ บททดสอบความสัมพันธ์ในระดับเครือญาติ บททดสอบนี้เป็นทดสอบที่ใหญ่มากซึ่งเป็นบททดสอบที่ถูกทดสอบผ่านมาตั้งแต่มนุษย์ในสมัยยุคหินเป็นต้นมา โดยในสมัยนั้นแม้มนุษย์ยุคหินจะมีความไร้ซึ่งเหตุผล ซึ่งแตกต่างจากสมัยปัจจุบัน แต่มนุษย์ยุคหินมีความเกลียดกลัว “รักร่วมสายเลือด” ความเกลียดกลัวรักร่วมสายเลือดและกฎข้อห้ามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเซ็กซ์ในระหว่างญาติพี่น้อง แสดงให้เห็นว่าคนยุคหินมีระบบศีลธรรมที่คอยควบคุมบังคับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของพวกเขา คนที่อยู่ในตระกูลเดียวกันจะแต่งงานหรือมีความสัมพันธ์กับคนร่วมตระกูลไม่ได้ นั้นเป็นกรอบศีลธรรมที่ส่งต่อจวบจนมาถึงปัจจุบัน

ดังนั้นการที่ซิสซี่เข้ามาอยู่กับแบรนดอน เป็นความกระอักกระอ่วนและความสำคัญในระดับความเป็นมนุษย์ของแบรนดอน แบรนดอนชนะศีลธรรมทางสังคมที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และแบรนดอนกำลังโดนบททดสอบศีลธรรมในระดับข้อห้ามที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคหิน เป็นข้อห้ามใน”รักร่วมสายเลือด” เป็นข้อห้ามที่มีโทษถึงตายในสมัยนั้น ถูกส่งต่อมาถึงสมัยปัจจุบัน และแบรนดอนโดนทดสอบอย่างจริงจัง แบรนดอนมีอาการไม่ต่างจากหึงหวง น้องสาวจากการที่โดนหัวหน้าที่ทำงาน ร่วมหลับนอนกับซิสซี่

เขาต้องต่อสู้ทางจิตใจของตนเอง เขาตระหนักว่าตัวเองมีความรู้สึกไม่ต่างจากลูกครึ่งสัตว์และมนุษย์ แม้สุดท้ายเขาจะสามารถเอาชนะกรอบทางศีลธรรมในระดับวงศ์วานได้ แต่ผู้ชมจะเห็นว่า แบรนดอนก็มีชีวิตที่แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดามากขึ้นไปทุกที การมีเซ็กซ์หมู่หรือกระทั่งการเข้าบาร์เกย์ เป็นมูลเหตุสำคัญที่ชีวิตของแบรนดอนช่างน่าอดสูยิ่งนัก และรอยตีนกาที่เกิดขึ้นบนใบหน้าแบรนดอน ที่เกิดขึ้นจากการถึงจุดสุดยอดหรือจะเป็นฉากกลางสายฝนก็ตาม มันไม่ต่างกันเลยในแง่ของความปวดร้าวในระดับจิตใจ บางครั้งไม่แน่ใจว่า ตีนกาเหล่านั้นเป็นการช่วยเมคอัพของผู้กำกับเพื่อให้น่าเกลียดขึ้นหรือไม่ เพราะมันดูช่างน่าเกลียดน่ากลัวมากขึ้นทุกที

สุดท้ายคนที่น่าสงสารที่สุดคงหนีไม่พ้น แบรนดอน เองเขาต่อสู้กับสรรพสิ่งในจิตใจยิ่งกว่านักบวชที่ต่อสู้กับมารผจญทางจิตใจ การต่อสู้ของศีลธรรมในระดับสังคมและในระดับสายเลือด กับสัญชาติญาณของสัตว์ที่เกาะกุมใจของเขาซึ่งแน่นอนว่าเขาเป็นโรคจิตเพศอย่างแน่นอน

การแบ่งสันปันส่วนให้สิ่งต่างๆที่กล่าวมานี้อยู่ในระดับพึงพอใจด้วยการที่ยังเป็นมนุษย์นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ในทางหนึ่ง แบรนดอนประสบความสำเร็จในแง่ของความเป็นมนุษย์ในสังคมโดยสมบูรณ์ แต่หากสิ่งต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือศีลธรรมทางสังคมเขาคือสัตว์ที่ต้องการเพียงความพึงพอใจแต่เพียงสถานเดียว และนั้นทำให้เขายอมแปลกแยกและโดดเดี่ยวกับชีวิต เหมือนติดบ่วงกรรมที่ไม่มีทางหลุดพ้นได้ตลอดไป

และหากจะวิเคราะห์มองหาทางออกหลุดพ้นให้กับชีวิตของแบรนดอนแล้วนั้น คงตอบได้ว่าไม่มี (นอกจากการรักษาโรคทางจิต) ผู้ชมเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์และได้รับรู้เรื่องราวของผู้ชายที่น่าสงสารคนนี้เพียงเท่านั้น เหมือนที่กล้องตั้งเอาไว้แบบลองเทคให้นักแสดงได้เล่นไปเหมือนผู้ชมได้แค่เฝ้ามองเท่านั้น ไม่มีส่วนเข้าไปยุ่มย่ามในชีวิตของแบรนดอนเลย แต่อย่างน้อยๆ แบรนดอนก็กล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า บททดสอบที่เขาได้รับ ทำให้เขาเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ แม้จะเป็นแค่ระดับศีลธรรมในสังคมก็ตาม

คะแนน 8/10
เกรด A

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ