เชอร์ล็อคโฮมส์ หากดูอย่างผิวเผิน อาจคิดว่าเป็นภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนโดยมีพื้นหลังเป็นประเทศอังกฤษในอดีตกาล ที่มีเนื้อหาเข้มข้นเหมือนดังในหนังสือ แต่เมื่อดัดแปลงออกมาเป็นภาพยนตร์แล้ว สิ่งที่เห็นชัดในกลวิธีนำเสนอก็คือ ไม่ได้เน้นถึงเรื่องราวแบบโหยหายอดีต เพื่อกลับไปสำรวจสภาพบ้านเมืองในอังกฤษสมัยนั้นอย่างชัดเจน มิหนำซ้ำหนังยังใช้กลวิธีแบบหนังสมัยใหม่ทั้งหมด จนอาจะเรียกได้ว่า ภาพยนตร์ เชอร์ล็อค โฮมส์ ไม่หลงเหลือสิ่งใดของอดีตกาลให้จับเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

ปกติของหนังแนวนี้ มักจะทำให้ผู้ชมค่อยๆค้นหาการสืบสวนคนร้ายของตัวละครอย่างตื่นเต้น และใจเย็น จนทำให้ผู้ชมค่อยๆไขข้องใจไปกับตัวละครอย่างพร้อมเพรียง จนถึงจุดไคลแม็กซ์ แต่ผิดกลับเชอร์ล็อค โฮมส์ ซึ่งชัดเจนว่าผู้ชมสามารถรู้ตัวคนร้ายได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ดังนั้นสิ่งที่หนังกำลังจะไปพาไปคือกลเม็ด เด็ดพรายที่จะทำให้ไปถึงตัวร้ายให้จงได้

สิ่งที่ภาพยนตร์เชอร์ล็อค โฮมส์ ทั้ง 2 ภาค มีไม่ต่างกัน คือในเรื่องสอบสวน ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นการสอบสวนในแบบที่ผู้ชมเข้าไม่ถึง หมายถึงการคลี่คลาย แบบเหนือชั้นจนเกินไป ซึ่งบ่งบอกในความชาญฉลาดของ โฮมส์ โดยทิ้งให้ผู้ชมเป็นคนสังเกตการณ์เท่านั้น

แต่สิ่งที่หนังพาให้ผู้ชมเข้าถึงอย่างเจาะลึก คือการสำรวจความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสอง ก็คือ เชอร์ล็อค โฮมส์ (Robert Downey Jr.) กับ หมอวัตสัน (Jude Law) ซึ่งจะเป็นการประจันหน้าพูดคุย หยอกล้อ โต้เถียง ต่อมุขกันอย่างสนุกสนาน นำพาให้คนดูผ่อนคลายไปกับการแสดงขั้นเทพของทั้งสองหนุ่ม จนอาจจะทำให้ผู้ชมรู้สึก ถึงความสัมพันธ์ที่เกินเลยจนบางครั้งอาจดูเหมือนคู่รักอย่างไรอย่างนั้น

ซึ่งชัดเจนว่าผู้ชมไม่ได้ คิดไปเอง เท่านั้น แต่เชื่อเหลือเกินว่า ผู้กำกับ กาย ริชชี่ ตั้งใจนำเสนอมาให้เป็นในลักษณะนี้ โดยใช้การเน้นย้ำด้วยภาษาทางภาพยนตร์ในหลายๆรูปแบบ โดยทิ้งช่วงเวลาให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วม หรือใช้คำพูดคลุมเครือ จนอาจทำให้ผู้ชมตีความผิดๆได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หนังก็ไม่ได้นำเสนอให้สุดโต่งจนทำให้ผู้ชมตกใจ(จริงๆ ฉากที่หมอวัตสัน ช่วยปั๊มหัวใจ โฮมส์ที่หัวใจหยุดเต้นเป็นจุดหักเหที่สำคัญของทิศทางหนัง เพราะมันสามารถข้ามเส้นบางๆ ของคำว่า เพื่อนกับแฟน ได้อย่างน่าตกอกตกใจ หากวัตสันผายปอดโฮมส์ ซึ่งดีใจที่หนังไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น)

จุดเด่นสิ่งหนึ่งที่บอกในความล้ำสมัยของภาพยนตร์เชอร์ล็อค โฮมส์ ก็คือวิธีการนำเสนอภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพสโลว์โมชั่น ในฉากห้วงคำนึงของโฮมส์เอง หรือจะเป็นฉากวิ่งหนีการไล่ล่า ซึ่งเป็นฉากที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก จนทำให้เชอร์ล็อค โฮมส์ ทั้งสองภาพมีลายเซ็นของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์

ดังนั้นจึงกล่าวสรุปได้อย่างๆกะทัดรัดว่า แม้ภาพยนตร์เชอร์ล็อค โฮมส์ อาจไม่ใช่ภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนเนื้อดี ที่น่าติดตาม แต่วิธีการนำเสนอและกลเม็ดต่างๆ ทำให้เชอร์ล็อค โฮมส์เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทำให้ได้รับความบันเทิงและมีสิ่งประทับใจและน่าจดจำ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีภาค 3 ออกมาอีกสักครั้งหนึ่ง

คะแนน 7.5/10
เกรด B+

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ