Song of the Sea

 

  1. พอดู Song of the Sea ทำให้สัมผัสได้ว่า หนัง/อนิเมชั่นเด็ก ที่เล่นกับความเป็นเทพนิยาย จะกี่เรื่องนั้นมักจะมีอารมณ์ ความรู้สึก และขนบ ที่ไม่แตกขาดจากกันมากเท่าไหร่นัก มักจะมีตัวละครเด็ก มีการสูญเสีย มีเรื่องเล่า มีตำนานพื้นถิ่น และการเรียนรู้ที่จะเติบโต เรียนรู้ในโลกแห่งความจริงที่มันถูกคลุมด้วยเรื่อเล่าเทพนิยาย นอกจากนั้นก็ยังมีเสียงเพลงที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างความเป็นจริงกับตำนาน หรือแบ็คกราวน์ของเรื่องที่เป็นธรรมชาติ เช่นเรื่องนี้ใช้ม หาสมุทร (เรื่องอื่นอาจใช้ ป่า) ซึ่งธรรมชาติเหล่านี้เมื่อพอมันผูกโยงเข้ากับเรื่องเล่า ซึ่งทำให้เป็นโลกแฟนตาซีกึ่งความฝัน สัญลักษณ์ต่างๆในเรื่องจึงสามารถถูกวิเคราะห์ในเชิงจิตวิเคราะห์ได้ อันที่จริง ซิกมันต์ ฟรอยด์ ก็คิดค้นทฤษฎีจิตวิเคราะห์โดยกลับไปหาตำนานที่ตัวเองรู้จักนั่นคือ ตำนานโอดิปุส ซึ่งต่อมาเขาประยุกต์มันเข้ากับประเด็นจิตวิเคราะห์ นั่นแสดงให้เห็นว่า ตำนานมีอิทธิพลทางความรู้สึกภายใต้จิตใจบางอย่างที่ทำให้เกิดเป็นทฤษฎีความ ฝันได้เหมือนกัน
  2. โลกของเทพนิยาย/ตำนาน/เรื่องเล่า มักมีเสน่ห์ตรงที่มันหลุดออกไปจากตรรกะในความเป็นจริง ซึ่งแน่นอนมันคงเป็นสายตาของเด็ก ทุกคนก็ผ่านการเป็นเด็กมาทั้งนั้น ผ่านความคิด จินตนาการ ที่เราเชื่อว่าโลกคงมีสิ่งมหัศจรรย์ ให้เราค้นหา ให้เราปลดล็อก และเชื่อมั่นว่าชีวิตของเราก็มีความพิเศษเหมือนกัน
  3. Song of the Sea เป็นอนิเมชั่นที่ทำให้นึกถึงความเป็นอนิเมชั่นดั้งเดิมที่เล่นกับเรื่องเล่า เทพนิยายได้อย่างอัศจรรย์ จนรู้สึกได้ว่า มันรวมความเป็นตำนานของเรื่องเล่าได้แบบสุดทาง มันโหยหวนโหยหารายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ที่ควรจะมีสำหรับการเป็นอนิเมชั่นแนวตำนานเทพนิยายไว้ทั้งหมด
  4. วัตถุดิบที่น่าสนใจของหนังประเภทคือเรื่องเล่าตำนานของประเทศตัวเอง เรื่องนี้คือตำนานของไอริช ที่มันถูกปรุงแต่งเข้ากับเป็นปัจจุบัน มันทำให้โลกปัจจุบันกับอดีตอยู่ระนาบเดียวกัน หรือกระทั่งว่า ความเป็นปัจจุบันก็เข้าไปปลดล็อกตำนานของอดีตได้ หรือตำนานของอดีตก็รอให้คนปัจจุบันที่่ยังคงไม่ลืมเลือนได้เข้าไปปลดคำสาบ
  5. ถึงแม้หนัง/อนิเมชั่น แนวขนบเทพนิยายดั้งเดิมนั้นมักจะทำให้การคลี่คลายนำไปสู่ความสวยงาม การพร่าเลือนระหว่างความจริงและความแฟนตาซีเข้าด้วยกัน จนมันกลบจุดเริ่มต้นแห่งความสูญเสียแห่งความโหดร้าย แห่งความหวาดวิตกกังวลของเด็กที่ขาดแม่ครรภ์แก่ไป ถึงแม้จะได้น้องสาวกลับเข้ามาแทน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ได้ หนังเน้นย้ำกับการเล่นภาพระหว่างหลับตา(มองไม่เห็นแม่) กับลืมตา(มองเห็นแม่) ในขณะที่ตัวละครกำลังเคลิ้มหลับ ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่น่าสนใจในการเลือกเน้นย้ำ เพื่อทำให้เราชั่วจังหวะที่เราพบเห็นแม่ครั้งสุดท้าย สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า หนังแนวนี้มักจะพยายามกลบเกลื่อนความสูญเสีย โดยการเรียนรู้ที่จะเติบโตด้วยความสวยงามของการค้นหาเรื่องเล่าบางอย่างของ ตำนาน ที่สอดคล้องกับเรื่องราวของตนเอง แม้จะมองเห็นความงดงามบนฉาบหน้า แต่ภายในลึกๆนั้นก็มีร่องรอยแห่งบาดแผลซึ่งสุดท้ายแล้วมันไม่เคยหายไปได้เลย แค่เราพยายามจะทำเหมือนลืมเลือนมันได้แล้วเท่านั้นเอง

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ