Stalker

 

– ภาพยนตร์เหมือนเป็นแค่การจำลองสถานการณ์เล็กๆ ตัวละครไม่กี่ตัว แต่นำเสนอประเด็นได้ในระดับอภิปรัชญา จนเรารู้สึกว่า ภาพยนตร์มันไปไกลมาก มันเป็นงานศิลปะในระดับที่มันไปไกลกว่าแค่ตาเราจะสำรวจตรวจส่องได้ครบถ้วน แต่มันยังพาไปในส่วนที่มองไม่เห็นด้วยตา นั่นคือ ความรู้สึก อารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณ ที่ทำให้ประสบการณ์ในระดับที่เรารับรู้ไม่ได้ผ่านทางอะไรทั้งปวงนอกจากตัว หนังมันพูดของมันเอง มันพูดออกมาเพราะมันเป็นปรัชญาในตัวมันเอง มันเป็นโลกของมันเอง โลกของหนังทำให้แปลสารแล้วมองโลกความเป็นจริงได้ชัดมากขึ้น จนรู้สึกว่าเราไม่ควรตีกรอบมันว่ามันพูดเรื่องอะไรอยู่ แต่การพูดคลุมเครือของหนัง มันทำให้มีคุณค่ามาก มากซะจนเรารู้สึกว่านัยของมันเป็นอะไรที่มากกว่า 1 อยู่เสมอ

– เรื่องราวของดินแดนต้องห้าม “The Zone” ที่เป็นผลกระทบทางธรรมชาติ จนถูกทางการปิดกั้นไม่ให้ใครเข้าไปได้ แต่กลับมีชายคนหนึ่งที่ถูกเรียกว่า Stalker สามารถรับจ้างพาใครก็ตามที่อยากเขาไปใน “The Zone” ได้ โดยความพิเศษของ “The Zone” คือ มีห้อง “The Room” ซึ่งเป็นห้องที่ใครที่ได้เข้าไปแล้วความปรารถนาในใจจะถูกทำให้สำเร็จได้

– “The Zone” ในภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ลี้ลับ สวยงาม น่าค้นหา และสามารถตีความเป็นดินแดนอะไรก็ได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด มันเป็นดั่งแท่งหินโมโนลิธ แบบ 2001 Space Odyssey ภาพยนตร์เปลี่ยนเป็นภาพสีทันทีเมื่อเข้ามาในดินแดน “The Zone” เพื่อแสดงให้เห็นความงดงามเป็นดินแดนอะไรสักอย่างที่เหนือเกินกว่าประสาท สัมผัส และประสบการณ์ของมนุษย์จะเข้าถึงได้ ต้องใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์เกินกว่าประสาทสัมผัสเท่านั้นถึงจะเข้าถึง ซึ่งหนังก็นำเสนอดินแดนแห่งนี้ผ่านการจัดองค์ประกอบ ผ่านการใช้ซาวน์ดีไซน์ ในระดับที่เหนือเกินความรู้สึก เป็นดินแดนแห่งอนาคตที่มันรวมระหว่างอดีต ปัจจุบัน รวมถึงอนาคต ผ่านต้นหญ้าเขียวขจีที่สวยงาม อุโมงค์ที่ลี้ลับ ภูเขาทรายย่อมๆที่น่าเกรงขาม และซากปรักหักพังของความเป็นสมัยใหม่พังทลายไว้รวมกัน

– นอกจากนี้ตัวละคร 3 คน นั่นคือ Stalker ผู้นำทาง และลูกค้าทั้งสอง คือ นักเขียนที่สูญสิ้นกับโลกและต้องการหาแรงบันดาลใจ และนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการค้นพบความพิเศษจากดินแดนเพื่อหวังได้รางวัล โนเบล ทั้งสองต่างมีความปรารถนาในใจที่หวังจะได้ค้นพบประสบความเร็จใน “The Zone” ที่ห้อง The Room ซึ่งเป็นห้องที่ใครเข้าไปแล้วนั้นจะสำเร็จผลตามความปรารถนาดังใจต้องการ แต่หนังเลือกที่จะทำให้เห็นการเดินทางใน “The Zone” ซึ่งประหลาด น่ากลัว เป็นการเดินทางผ่านความรู้สึกในจิตใจ และที่สำคัญเมืองพวกเขาทั้งสามอยู่ในดินแดนแห่งนี้ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติ ความคิด ความหวาดกลัว ความวิตกกังวลในจิตใจ ยิ่งทำให้เห็นถึงการเปิดเปลือยพวกเขาอย่างช้าๆ จนนำไปสู่การตั้งคำถามของนักเขียนและนักวิทยาศาสตร์ ต่อ ความหวัง ความศรัทธา ใน The Room  ว่ามันมีอยู่จริงมั้ย

– การตั้งคำถามต่อดินแดนสนธยา และ ห้องแห่งความหวังนั้น ทำให้ตัวภาพยนตร์สะท้อนภาพให้เห็นถึงการพูดถึงหรือตั้งคำถามต่อความคิดเชิง นามธรรมต่างๆ บนโลกนี้ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความศรัทธาในศาสนา ความเชื่อ หรือการดำรงอยู่ในฐานะมนุษย์ หรือความรู้สึกเชิงนามธรรมต่างๆภายในจิตใจ จนทำให้ภาพยนตร์เป็นเหมือนการหล่อรวมความเป็นมนุษย์ไว้แทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการนับถือศาสนา พระเจ้า หรือไร้ศาสนา ปรัชญาความคิด โลกอุดมคติ การพูดถึงคุณค่าของศิลปะ ฯลฯ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นคนนำทาง (Stalker) ที่ถึงกลับล้มพับในตอนจบว่า “เกิดอะไรขึ้นกับหลังศรัทธาความเชื่อของมนุษย์ที่พังทลายลงแม้กระทั่งในดิน แดนของ “The Zone” เอง

– นี่เป็นหนังที่สวยงามมากที่สามารถพูดถึงความคิดในเชิงนามธรรม โดยทำให้กลายเป็นรูปธรรมใน “The Zone” ซึ่งมันทั้งทะเยอทะยาน เหนือล้ำกว่าที่หนังที่ถ่ายภาพอย่างเรียบง่าย Realist แช่กล้องนิ่งบ่อยครั้ง และใช้สถานที่มีอยู่จริง รวมถึงเริ่มต้นด้วยตัวละครครอบครัวรัสเซียยากจนครอบครัวหนึ่งจะไปได้ไกลขนาด นี้ ผ่านทางความคิดของหนัง รวมถึงการทำตัวเองให้เป็นหนังไซไฟ จนเหมือนกับว่าสิ่งที่หนังทำมันไปได้ไกลกว่าตัวมันเองในระดับทะลุจักรวาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ และขนลุกยิ่งนัก

– ทั้งหมดทั้งมวลอาจกล่าวได้ว่า อังเดร ทาร์คอฟสกี้ คือผู้กำกับอัจฉริยะ ที่สามารถทำหนังแบบติดดินให้ได้หนังในแบบอภิปรัชญาที่ยากนักจะพบเห็นทั่วไป อีกทั้งตัวหนังยังมีความเป็นกวีลึกซึ้ง และไม่สามารถเข้าใจและเข้าใจถึงได้ตรงตามอักษร แต่มันคือการเข้าใจในระดับเหนือเกินประสบการณ์ ประสาทสัมผัส ซึ่งแน่นอนมันคือหนังเทียบชั้น 2001 Space Odyssey อย่างไม่กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด อีกทั้งถ้าเทียบกับความเปลือยเปล่าหรือจุดตั้งต้นของตัวภาพยนตร์เองการทำ น้อยแต่ได้มากของภาพยนตร์ มันก็เหมือนทำหนังในระดับ 10 แต่ได้หนังออกมาในระดับ 100 ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่างน่าพิศวง คล้ายคลึงกับ “The Zone” นั่นเอง

ปล.อีก 7 ปี หลังจากนั้น  เกิดภัยพิบัติเชอร์โนบิลขึ้น ในโซเวียต ซึ่งทำให้ดินแดนที่ใกล้เคียงกับผลกระทบจาการระเบิดโรงไฟฟ้าพลังงาน นิวเคลียร์กลายเป็นเมืองร้าง คล้ายคลึงกับ “The Zone” นี่จึงอาจกล่าวได้ว่า อังเดร ทาร์คอฟสกี้ เป็นผู้มาก่อนกาล โดยเฉพาะร่องรอย “The Zone” นั้นคล้ายคลึงผลกระทบจากการระเบิดของอุสาหกรรม หรือเป็นความหวั่นวิตกของผลกระทบจากนิวเคลียร์ที่จะมาถึงไม่เร็วไม่ช้าในสัก วัน

 

สนับสนุนงานเขียนและเว็บไซต์

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ