วิจารณ์หนัง Synecdoche, New York

Synecdoche, New York (Charlie Kaufman, 2008)

– ภาพซับซ้อนของโลกจำลอง และโลกจริงซะยิ่งกว่าจริง –

The Simulacrum is never what hides the truth – it is truth that hides the fact that there is none.

The simulacrum is true. – Ecclesiaste

ภาพจำลอง (Simulacrum) เป็นคำที่ถูกใช้โดยนักทฤษฎีโพสต์โมเดิร์นนาม Jean Baudrillard ในหนังสือวิชาการ “Simulacra and Simulation” โดย Simulacrum หมายถึง วัตถุที่คัดลอกบางสิ่งจนหาต้นฉบับไม่ได้อีกต่อไป และเมื่อไม่สามารถหาต้นฉบับได้ ภาพจำลองเหล่านั้นจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาแทนที่ ซึ่งนำไปสู่โลกแห่งสัญลักษณ์ และพร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างความจริงและความลวงเข้าหากัน จนกลายเป็นโลกที่ถูกนิยามว่า Hyperreality หรือ โลกจริงซะยิ่งกว่าจริง โดย Baudrillard ได้ยกตัวอย่างเมืองดิสนีย์แลนด์ว่า ดิสนีย์แลนด์เป็นโลกแฟนตาซีที่ปกปิดโลกแห่งความจริง(สหรัฐฯ) เอาไว้ และทำให้ตัวมันเองกลายเป็นโลกแห่งความจริงขึ้นมา เสมือนว่าดิสนีย์แลนด์เป็นประเทศสหรัฐซะเอง

Simulacrum เป็นแนวคิดที่ถูกนำมาใช้ในหนังเรื่อง Synedoche,Newyork กำกับโดย ชาร์ลี คอฟแมน เรื่องราวของผู้กำกับละครเวทีในเมืองนิวยอร์ก เคเด้น โคทาร์ด (ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมนส์) ที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายจนจิตตกหดหู่ตระหนักถึงความตายที่กำลังมาเยือน ส่งผลให้ภรรยาสาว อาเดล ได้พาลูกสาววัย 4 ขวบ หนีไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเบอร์ลิน ไม่นานนัก โคทาร์ดได้รับเงินจากกองทุนทางสังคม เขาจึงใช้ทุนที่ได้ทั้งหมดเนรมิตโกดังสินค้าในนิวยอร์กให้กลายเป็นโรงละครขนาดใหญ่ โดยเขาวาดลวดลายเป็นผู้กำกับที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของตัวเองขึ้นมา เพื่อค้นหาความหมายชีวิตจากละคร

การที่ เคเด้น โคทาร์ด มีความคิดที่จะค้นหาความหมายชีวิตจากละคร โดยเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้มีศูนย์กลางที่เขา ซึ่งสร้างโลกเสมือนจริงของชีวิตตัวเองขึ้นมา นั่นเท่ากับว่า โคทาร์ด กำลังนำเสนอชีวิตจริงของตัวเองลงสู่ละคร โดยตัวเขาเองเป็นผู้สังเกตการณ์ เพื่อค้นหาความหมาย (Meaning) และ ความจริง (Truth) คล้ายแนวคิดนักปรัชญาโมเดิร์น เรอเน เดสการ์ต ที่กล่าวว่า “ฉันคิดฉันจึงมีอยู่” ซึ่งมีนัยสรรเสริญความเป็นประธานของตัวเอง และเชื่อว่าโลกที่เขาเฝ้ามองเป็นโลกที่เป็นความจริงสำหรับเขา เพราะมิเช่นนั้นมันจะมาอยู่ในความคิดเขามิได้ โคทาร์ดใช้แนวคิดแบบนี้ประยุกต์เข้ากับละครได้ เพราะละครเป็นโลกที่ขึ้นตรงต่อเขา และเขาสามารถประดิษฐ์โลกแบบใดก็ได้ตามใจต้องการ

แต่ความยอกย้อนของการสร้างโลกจำลอง เลียนแบบชีวิต และให้คนเข้าไปอยู่จริงๆนั้น ทำให้โลกจำลองกลายเป็นโลกแห่งความเป็นจริงแทนความจริงดั้งเดิมไป แม้ในระยะแรก ละครชีวิตของโคทาร์ด อาจเป็นภาพแทน (Representation) เหมือนกับความจริงในชีวิตของโคทาร์ดได้ แต่โลกจำลองซับซ้อนขึ้นเมื่อโลกแห่งความจริงและโลกจำลองดำเนินไปพร้อมกัน จนเราเริ่มแยกไม่ออกว่าอันไหนคือโลกจริง หรือโลกแห่งละคร หรือที่จริงแล้วโลกละครก็ได้กลายเป็นโลกแห่งความจริงไปโดยปริยาย

โลกละครซับซ้อนหนักขึ้นเมื่อสิ่งแทนความจริง(Representation) กลายเป็นสิ่งจำลองที่กลายเป็นความจริงขึ้นมาแทนเช่น การที่เคเด้น คัดเลือกนักแสดงแซมมี่ มาเล่นเป็นตัวเขาเอง แต่แซมมี่ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอที่อ้างอิงจากความจริง (Representation) ของเคเด้นเท่านั้น เขายังเป็นภาพจำลองที่ไม่มีความจริง(Simulacrum) กล่าวคือ การที่แซมมี่รับบทเคเด้น จนกลายเป็นเคเด้นไปโดยปริยาย ทั้งการชอบ เฮเซล ซึ่ง เฮเซล ก็มีทั้งตัวจริงและตัวแสดง หรือแม้กระทั่งการที่แซมมี่อินกับชีวิตของเคเด้นเกินไปจนฆ่าตัวตาย เขาตายในนามของเคเด้น แต่เคเด้นตัวจริงไม่ได้ตายเพราะมีคนช่วยไว้ทัน หรือแซมมี่กลายเป็นเคเด้นซะยิ่งกว่าที่เคเด้นตัวจริงเป็น เป็นผลให้ เคเด้น ต้องหาตัวแทนของแซมมี่ซึ่งมารับบทแซมมี่ที่กำลังรับบทเคเด้น (บท 2 ชั้น) หรือเป็นการกล่าวได้ว่า เป็นภาพจำลองซ้ำๆ จนแทบจะหาตัวต้นฉบับ(เคเด้น) ไม่ได้ เพราะของจริงกับของจำลองกลืนไหลเข้าหากันในโลกจริงซะยิ่งกว่าจริงไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม เคเด้น โคทาร์ด ที่หวังจะหาความหมายของชีวิตตัวเองผ่านโลกจำลองของละครเวทีนั้น ไม่ได้ดำเนินไปอย่างชื่นมื่นอภิรมย์ดั่งที่เขาวาดฝันเท่าไหร่นัก เพราะการเอาความคิดตัวเองเป็นศูนย์กลางเพื่อนำเสนอชีวิตของผู้คนรายล้อมตัวเองประหนึ่งว่านี่คือสารจากพระเจ้า หรือระบบความคิดแบบเรื่องเล่าขนาดใหญ่ (Grand-Narrative) นั้น ทำให้เขาได้หลงลืมเรื่องราวเล็กๆ ที่อยู่รายล้อมบริบทชีวิตของเขาไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ หรือเป็นสิ่งไร้เหตุถ้าใช้ความคิดของ เคเด้นเป็นหลัก เพราะเขาไม่สามารถควบคุมการแสดงได้ทุกมิติของชีวิต และทุกมิติของชีวิตยังต้องดำเนินไป แม้เขาไม่ได้กำกับแล้วก็ตาม การที่เคเด้นสร้างโลกจำลองขึ้นมา มันได้กลายเป็นละครซ้อนละคร เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า จนหาสิ่งตั้งตนไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่สามารถแน่ใจว่านั่นเป็นเหตุการณ์ที่เป็นความจริงหรือเรื่องเล่าที่สร้างมันขึ้นมาอีกที หรือเป็นความจริงภายใต้เรื่องเล่าอีกทอดหนึ่ง

ดังนั้นในแง่หนึ่ง Synedoche,Newyork จึงเป็นหนังที่วิพากษ์แนวคิดตั้งต้นของ เคเด้น โคทาร์ด ที่พยายามรื้อฟื้นความทรงจำในชีวิตจริงอันโหดร้ายด้วยหลักคิดแบบโมเดิร์น ที่เชื่อว่าโลกมีความหมายและความจริงหลบซ่อนอยู่ รอวันให้เราหยั่งลึกเข้าหาสัจธรรมเหล่านั้น หรือมองว่าศิลปะเป็นโลกที่ค้นหาความหมายของตัวตน โดยมีศิลปินผู้สร้างเป็นศูนย์กลาง ศิลปินผู้สร้างเป็นอัจฉริยะภาพในงานของตน และยังให้คุณค่าศิลปะเป็นโลกจำลองแห่งความจริง โดยหารู้ไม่ว่าโลกจำลองนั้นซับซ้อนและมีรายละเอียดมากมายยิ่งกว่านั้น และไม่สามารถละเลยสิ่งปลีกย่อยต่างๆ ที่อยู่รายล้อมองค์ประกอบอื่นไปได้เลย และตัวตนของเราก็ไม่ใช่เพียงสิ่งมั่นคงที่รอนิ่งแช่แข็งในจิตวิญญาณรอวันให้ค้นหาเพียงเท่านั้น เพราะถูกทดสอบแล้วว่าตัวตนนั้นถูกคัดลอกกลายเป็นตัวละครจำลองได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งตัวละครเหล่านั้นยังเข้าอกเข้าใจโคทาร์ดได้มากกว่าโคทาร์ดจะเข้าใจตัวเองซะอีก แสดงให้เห็นว่าตัวตนของเรานั้นไม่ต่างจากไฟล์โฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์เพียงแค่เราก็อปปี้ทุกสิ่งในไฟล์นั้นก็จะถูกคัดลอกไปอย่างสมบูรณ์ ดั่งเช่น ที่แซมมี่คัดลอกตัวตนโคทาร์ดจนเป็นโคทาร์ดมากกว่าที่โคทาร์ดเป็น เอลเลน นักแสดงที่เล่นเป็นคนทำความสะอาดของอาเดล ก็ยังสามารถเล่นและเข้าใจโคทาร์ดได้มากกว่าต้นฉบับ แม้จะคนละเพศก็ตาม จนตัวต้นฉบับไม่ต้องสั่งการหรือกำกับอีกต่อไป เพราะภาพจำลองเหล่านั้นเป็นความจริงแทนต้นฉบับไปเสียแล้ว นี่คือหนังที่นำเสนอภาพให้เห็นโลกแห่ง Hyperreality อย่างชัดเจน

นอกจากนั้นหนังยังแสดงจุดเปลี่ยนทางความคิดของ เคเด้น โคทาร์ด ในการเข้าใจโลกมากยิ่งขึ้นเมื่อโลกจำลองเริ่มสั่นคลอนความคิดตั้งต้นของเขาไป โดยเฉพาะในซีนที่โคทาร์ด ได้สลับการแสดงกับเอลเลน และเขาเป็นเอลเลนแทน ส่วนเอลเลนก็สลับบทบาทเป็นโคทาร์ดแทน เป็นการสลับตัวตนกัน ซึ่งเป็นหลักคิดแบบโพสต์โมเดิร์นที่ไม่เชื่อว่ามนุษย์นั้นมีตัวตนแท้จริง แต่ตัวตนเหล่านั้นสามารถถูกสร้างให้เป็นแบบใดก็ได้ไม่ต่างจากการเลือกช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า ตัวตนจึงมีค่าเท่ากับสินค้าที่รอวันเราเลือกจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น

ทันทีที่โคทาร์ดกลายเป็นเอลเลน และถูกกำกับโดยเอลเลนที่เป็นโคทาร์ด จะเห็นได้ว่า โคทาร์ดเริ่มเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของเอลเลนมากขึ้นเรื่อยๆ จากคำพูดที่ถูกบรรยายโดยเอลเลนที่เป็นโคทาร์ด “คุณรู้ตัวว่าไม่ได้พิเศษกว่าใคร คุณดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด และลื่นไหลผ่านมันไปอย่างเงียบๆ นี่คือชีวิตของทุกคน มนุษย์ทุกชีวิตไม่มีใครพิเศษกว่าใคร ทุกคนคือทุกคน” รวมถึงซีนก่อนหน้า หลังการตายของแซมมี่(ตัวแสดงแทนโคทาร์ด) ที่แสดงให้เห็นถึงการเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น โดยโคทาร์ดกล่าวว่า “โลกนี้มีคนอยู่เกือบ 13 ล้านคน และไม่มีใครเป็นตัวประกอบ พวกเขาเป็นตัวละครเอกในเรื่องของพวกเขาเอง พวกเขาควรได้รับความสนใจ” แสดงให้เห็นชัดเจนว่า โคทาร์ด ที่ใช้โลกจำลองเพราะปรารถนาเอาความคิดของตัวเองเป็นศูนย์กลางนั้น เป็นความหลงผิด เพราะในความจริงนั้นไม่มีใครสามารถกำหนดชีวิตของคนทุกคนให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ ทุกชีวิตดำเนินไป แม้จะเป็นเพียงโลกจำลองที่เลียนแบบโลกแห่งความจริงก็ตาม แต่เมื่อโลกจำลองมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โลกจำลองจึงกลายเป็นโลกจริง และทุกคนก็ต้องมีชีวิตจริง ความตายในโลกจำลองคือความตายจริง

ทั้งหมดทั้งมวลแสดงให้เห็นว่า Synedoche,Newyork เป็นภาพยนตร์ที่ใช้แนวคิดเรื่องการจำลอง (Simulacrum) เป็นหลักโดยให้ตัวละครได้เรียนรู้ในโลกจำลองว่า เป็นโลกที่ซับซ้อนพียงใดในหลักคิดของนักคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodern) ที่ไปไกลกว่าแนวคิดแบบสมัยใหม่ (Modern) ที่มีความเป็นมนุษย์นิยม และเชื่อมั่นในคุณค่าความหมายและความจริง แต่สุดท้ายตัวละครก็ไม่สามารถเข้าถึงแก่นความจริงหรือความหมายที่ตัวเองต้องการได้ แถมยังต้องกร่อนความหมายของตัวเองลง และลดคุณค่าของเรื่องเล่าขนาดใหญ่(Grand-Narrative) เพื่อทำให้เรื่องเล่าขนาดเล็ก นั่นก็คือชีวิตของตัวละครประกอบทุกตัวในเรื่องมีคุณค่าในชีวิตส่วนตัวของพวกเขามากขึ้น เพราะทุกคนมีความทุกข์ในแบบตัวเอง ทุกคนเป็นตัวเอกในเรื่องของพวกเขา และโลกจำลองยังทำให้ความจริงกับความลวงเข้ามาปะปนกันจนเกิดเป็นโลกจริงที่ยิ่งกว่าจริง (Hyprreality) เกิดเป็นตัวตนที่สร้างขึ้นได้ เกิดเป็นการปลอมแปลงสิ่งที่ตัวเองไม่เคยมีแต่ทำให้มีได้ (Simulate) และที่สำคัญทำให้โคทาร์ดเกิดการเรียนรู้ถึงการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และเห็นผู้อื่นมีความสำคัญเทียบเท่ากับตนเอง มองเห็นชีวิตตนเองไม่ได้มีคุณค่ามากมายนักเมื่อเทียบกับโลกอันกว้างใหญ่

แม้สุดท้ายทุกคนยังต้องถูกเรื่องเล่าขนาดใหญ่คอยกำกับเรา ดังกับตอนจบโคทาร์ดที่กำลังเป็นเอลเลน ได้เอ่ยโพล่งขึ้นมาว่า “ผมรู้แล้วว่าจะทำละครยังไง” แต่เขาก็ถูกเอลเลนที่เล่นเป็นโคทาร์ดที่กำกับตัดบทว่า “ตาย” เขาจึงตาย และเป็นการตายแบบจำลอง แต่ในโลกจำลองนั่นไม่สามารถอ้างไปถึงความจริงแท้ได้อีกต่อไป ดังนั้นโคทาร์ดจึงตายแบบเสมือนจริงที่มีผลให้เขาตายจริงๆ และความตายของเขาไม่ใช่ที่สิ้นสุดตราบที่โลกจำลองยังดำเนินอยู่ต่อไป แต่ตัวตนของโคทาร์ดจะถูกเล่นและแสดงซ้อนกันไปอย่างไม่รู้จบ โดยที่ไม่ต้องมีโคทาร์ดตัวจริงเหลืออยู่อีกแล้วก็ตาม เพราะนี่คือ คุณค่าของโลกจริงที่ยิ่งกว่าจริง โลกที่สิ่งจำลองกลายเป็นความจริงในตัวมันเองแทนต้นฉบับ นี่คือโลกแบบแนวคิดโพสต์โมเดิร์น ที่เฉลิมฉลองให้คุณค่าในโลกจำลอง

โกดังสินค้าในนิวยอร์กที่ชาวเมืองทุกคนต่างร่วมสร้างสรรค์ละครชีวิตของ เคเด้น โคทาร์ด ขึ้นมาในระยะเวลาหลายสิบปี นั่นจึงเป็นโลกแห่งความจริงที่ปกปิดหลบซ่อนโลกข้างนอกของนิวยอร์กออกไป และโกดังสินค้าแห่งนี้กลายเป็นความจริงเทียบเท่าโลกภายนอก และไม่ว่าโลกภายนอกจะมีโรคระบาด สงคราม หรืออะไรก็ตาม โลกโกดังแห่งนี้ก็ได้สร้างสิ่งเหล่านี้เอาไว้ด้วย ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นในโลกจำลอง จึงคือความจริง เป็นความจริงที่ยิ่งกว่าจริง จริงจนเราไม่ต้องรู้เลยว่าโลกภายนอกแห่งความจริงเป็นยังไง เพราะคนในโกดังจำลองขึ้นมาไว้หมดแล้ว และรุดหน้าจำลองของจำลองจนอาจล้ำเกินความเป็นจริงไปหลายช่วงตัว โลกโกดังที่สิ้นสลายและผู้คนล้มตายจึงเป็นสารที่นำไปสู่โลกแห่งความจริง ความจริงอันโหดร้ายที่เราไม่สามารถปกปิดเก็บซ่อนเอาได้ในโลกแห่งจำลอง เพราะโลกจำลองนี่แหละเป็นสิ่งที่สะท้อนโลกแห่งความจริง ไม่ใช่โลกแห่งความจริงสะท้อนโลกจำลองอย่างที่เราเคยยึดถือกันอีกต่อไป

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ