Tag

*วิเคราะห์ยาวมาก ใครดูแล้วสนใจอยากให้แชร์ไว้อ่านครับ*

 

1.พลังเหนือธรรมชาติ

 

อย่างไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงหนังเริ่มต้นด้วยการสร้างลมอัปรีย์มารล้างผลาญนักเรียนผู้หญิง โดยลมเป็นดั่งเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ มีอำนาจมากเกินไปที่วัยรุ่นหญิง “มิตสึโกะ” จะหาวิธีกำราบได้ ลมจึงเหมือนสิ่งไร้เหตุผล ไม่ต่างจากภัยธรรมชาติที่จ้องราวีเราโดยไม่สามารถแม้แต่ต่อกรหรือถามหาเหตุผลได้ ว่าเพราะอะไรมันถึงจ้องมาทำร้ายเรานัก

 

เมื่อลมมันมีอำนาจบาตรใหญ่มากเกินไป ยากที่ “มิตสึโกะ” จะต่อกรได้ วิธีเดียวซึ่งเป็นหลักคิดพื้นฐานของมนุษย์คือการ “ยอมรับชะตามกรรม” ขนนกหรือนุ่น(หมอน)จึงถูกใช้เข้ามาเป็นสัญลักษณ์ของการที่ “มิตสึโกะ” หรือตัวละครหญิงทุกตัวในเรื่องต้องยอมรับชะตากรรม ขนนกมีรูปลักษณ์พลิ้วไหวตามกระแสแรงลม จึงเหมือนการต้องยอมรับชะตากรรมว่ามีสิ่งที่มีอำนาจใหญ่กำลังพัดพาชีวิตเราอยู่ โดยที่เราไม่สามารถออกแรงต้านทานได้ ภาพยนตร์ Forrest Gump เป็นภาพยนตร์เรื่องดังที่ใช้สัญลักษณ์เป็นขนนกเช่นเดียวกัน ซึ่งสื่อสารถึงชีวิตที่ปล่อยไปตามแรงลม(ชะตากรรรมของชีวิต) โดยไม่จำเป็นต้องควานหาเหตุผลหรือแรงจูงใจมากนัก เพียงแค่เราทำสิ่งที่เราเป็นอยู่ปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วสิ่งดีงามจะตามมาเอง Forrest Gump จึงเป็นหนังสนับสนุนแนวคิดชะตานิยม หรืออนุรักษ์นิยมในแง่ที่ว่าให้อยู่ตามกระแสแรงลม (เป็นทหารก็เป็นให้ดีที่สุดแล้วจะชีวิตจะดีงามเหมือนกัมฟ์เอง)

 

สำหรับ “มิตสึโกะ” ในเรื่อง Tag นั้นถ้ายังคิดด้วยหลักชะตานิยมก็เท่ากับสมยอมให้ “ลมอัปรีย์มาร” คอยตามล้างตามผลาญ หรือยอมให้ชะตาชีวิตของตัวเองผกผันไปได้ตามที่ “ใครไม่รู้” ต้องการ ซึ่ง “ใครไม่รู้” ตามหลักศาสนาก็ต้องเป็นพระเจ้าอย่างแน่นอน

 

  1. พระเจ้าในโลกแห่งเรื่องแต่ง

 

เมื่อพระเจ้าในโลกแห่งความจริงก็ถูกกัดกร่อนลงไป เหลือเป็นเพียงความเชื่อ(ส่วนบุคคล) ส่วนพระเจ้าในโลกของภาพยนตร์ หรือเรื่องแต่งนั้นเห็นจะเป็นใครไม่ได้เลย นอกจากผู้สร้าง (ผู้กำกับและนักเขียน) เป็นผู้ประดิษฐ์สร้างโลกของเรื่องแต่งขึ้นมา แต่ท่าทีของผู้สร้างกับเรื่องแต่งมักจะแยกขาดออกจากกัน นั่นคือผู้สร้าง สร้างโลกจำลองขึ้นมา สร้างตัวละครให้มีชีวิต และดำเนินเหตุการณ์เสมือนว่าเรื่องแต่งนั่นเป็นโลกแห่งความจริง ดังนั้นยิ่งทำให้คนดูเชื่อว่าสิ่งที่ดูนั้น “สมจริง” ได้มากเท่าไหร่ ประหนึ่งโลกแห่งความจริง เท่ากับเป็นความประสบความสำเร็จของผู้สร้างอย่างแท้จริง

 

อย่างไรก็ตามยังผู้มีสร้างอีกกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามสร้างโลกจำลองขึ้นมา โดยที่ไม่ได้แยกขาดระหว่างเรื่องที่เล่า กับผู้สร้างเรื่องที่ตัวเองกำลังเล่าขึ้นมา หรือพยายามทำให้คนดูตระหนักได้เสมอว่า สิ่งที่ดูนั้นคือตัวละคร ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้สร้าง(ผู้กำกับ) ซึ่งเป็นพระเจ้าของภาพยนตร์ การที่เราตระหนักได้ว่ามีผู้สร้าง สร้างอยู่ ก็เหมือนกับว่าเราเชื่อว่าในโลกของภาพยนตร์มีพระเจ้าควบคุมอยู่เสมอ

 

คราวนี้พระเจ้าของเรื่อง Tag ในความเป็นจริงก็คือผู้กำกับชิออน โซโนะ นั่นเอง เพียงแต่ว่า เมื่อเนื้อเรื่องพูดถึงการสร้างโลกแห่งเกมส์ขึ้นมาอีกทอดหนึ่ง ผู้สร้าง “โซโนะ” ได้สถาปนาผู้สร้างอีกทอดหนึ่งให้เข้าไปอยู่ในเนื้อเรื่อง เท่ากับว่า Tag เป็นภาพยนตร์ที่มีผู้สร้าง 2 ชั้น มีพระเจ้าสององค์ องค์แรกคือผู้กำกับเองที่ควบคุมโลกทั้งหมดของภาพยนตร์ กับองค์ที่ 2 ผู้ชายที่ควบคุมโลกของเกมส์ที่มีหญิงสาว “มิตสิโกะ” และผองเพื่อนอาศัยอยู่

 

และในฐานะที่มีผู้สร้างสององค์ พระเจ้าตัวจริงจึงสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาอย่างไรก็ได้ แต่เราก็เชื่อว่านั้นเป็นโลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ชาย ที่สร้างโลกให้ผู้หญิงตกมาเป็นเหยื่อแห่งความบันเทิงเริงใจของตนเอง แต่โลกระหว่างผู้ชายที่สร้างเกมส์ ให้มิตสิโกะเล่นนั้น เป็นโลกที่สื่อสารถึงกันได้ ซึ่งทำให้มิตสิโกะเริ่มเข้าใจว่า ชะตากรรมที่ตัวเองถูกติดตั้งนั้นเป็นชะตากรรมที่ตัวเขาถูกสร้างขึ้นมาด้วยผู้ชายอีกทอดหนึ่ง และตลอดทั้งเรื่องจึงเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ควบคุมโลกของผู้หญิงที่ให้พวกเธอมีชีวิตเป็นไปตามชะตากรรม กับผู้หญิงที่ตระหนักได้ว่าชะตากรรมที่เธอตกอยู่นั้นถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นมา

 

ตลอดเรื่องจึงเป็นการต่อสู้ของ “มิตสิโกะ” ที่พยายามจะเอาชนะชะตากรรมของเธอเอง โดยการหลบหนี หลุดรอด ไปจากชะตากรรมที่เธอถูกสร้างขึ้นมา

 

3.โลกของผู้ชาย (Male’s World)

 

ด้วยเหตุที่ภาพยนตร์กำลังวิพากษ์โลกของผู้ชายที่พยายามสร้างให้ผู้หญิงเป็นแค่ของเล่นบันเทิงใจ หรือเป็นเพียงวัตถุแฟนตาซีทางเพศชายในดินแดนโอตาคุ จึงเป็นเหตุให้ภาพยนตร์มีสายตาแห่งเพศชายเป็นใหญ่เสมอ เพราะมันเป็นสายตาของผู้สร้างโลกในเกมส์ ซึ่งสร้างสิ่งปรนเปรอสนองตัณหาตนเอง ไม่ว่าจะเป็น มุมกล้องที่ถ่ายต่ำจนเห็นกางเกงในหญิงสาว หรือการทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในที่ทางไร้ทางสู้ เป็นกดขี่ผู้หญิงด้วยการใช้เกมส์เป็นเครื่องมืออย่างถาวร

 

และด้วยที่ตัวภาพยนตร์เองใช้สายตาของผู้สร้างที่ต้องการกดผู้หญิงให้เป็นทาสแห่งความบันเทิง ผลที่ได้จึงทำให้คนดูเอง ก็ถูกบังคับให้ดูภาพที่เป็นไปในเชิงทำให้ผู้หญิงเป็นของเล่น ซึ่งมันจะไม่ถูกตั้งคำถามใดๆ ถ้ามันเป็นหนังที่สนองให้เป็นแบบนั้นตลอดเรื่อง แต่สำหรับ Tag นั้นเป็นหนังที่หยิบยืมรูปแบบสไตล์(เพื่อสนองเพศชาย) แต่กลับมาวิพากษ์ตัวเองหรือสายตาของผู้ดูซะเอง และพยายามนำเสนอให้เห็นถึงความอึดอัดของผู้หญิงที่ตกอยู่ในสายตาที่เขาไม่สามารถสังเกตได้ ซึ่งเป็นสายตาของคนดูที่เรากำลังจ้องมองพวกเธออยู่อีกที

 

หรือกล่าวได้ว่าพวกเธอตระหนักถึงสิ่งลี้ลับที่กำลังจับจ้องเธออยู่ และเธอกำลังหาวิธีหลบหนี เพราะทันทีที่คนดู ดูหนังเรื่องนี้อยู่ ก็ถูกทำให้เป็นสายตาแห่งความกดขี่ของเพศหญิงทันที มันจึงเป็นหนังที่ออกแบบมาเล่นกับสายตาคนดู เราจะเห็นว่ากล้องโดรนในภาพยนตร์เรื่องนี้ หลายครั้งที่อยู่ที่สูงมากและลดต่ำลงมาไล่ตามผู้หญิง หรือทำในกรณีตรงข้ามคือจากที่ต่ำเคลื่อนย้ายไปที่สูง ในชอตเดียว สายตาคนดูโยกย้ายจากทั้งทะลวงเข้าหากางเกงในหญิงสาว ไปจนถึงขึ้นอยู่สูงเหนือพื้นดิน คือเป็นทั้งภัยลี้ลับที่จ้องมองพวกเธอและยังเป็นเหมือนลมที่กำลังจ้องเล่นงานเธออีกด้วย ผู้หญิงจึงมีหน้าที่เหมือนวัตถุทั้งสนองภาพตัณหากามารมณ์ของเพศชาย และยังถูกจ้องเล่นงานจากลมซึ่งเป็นสายตาคนดู คนดูถูกทำให้สวมรอยเป็นผู้เล่นเกมส์ หรือเป็นสักขีพยานในการกดขี่ผู้หญิงอีกทางหนึ่ง ซึ่งผู้หญิงกำลังจะหาวิธีเอาตัวรอดออกมาไปให้ได้

 

  1. สายตาของคนดู

 

เมื่อฉากจบมาถึง เมื่อสุดท้ายโลกของผู้สร้าง(เกมส์)และตัวละครผู้ถูกสร้าง มาบรรจบกันกลายเป็นโลกเดียวกันซึ่งทำให้มันสะดุดอยู่พอควร เพราะตลอดหนังทั้งเรื่องเป็นสายตาของผู้สร้างเกมส์และสายตาของคนดูเป็นเหมือนสายตาคนเดียวกัน แต่เมื่อสายตาของคนดูถูกทอดทิ้ง และทำให้เห็นว่ามีตาแก่ผู้สร้างเกมส์เป็นสายตาของผู้สร้างอย่างแท้จริงอยู่นั้น ทำให้คนดูถูกผลักออกและกลายเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมเหมือนในช่วงต้นที่ “มิตสึโกะ” ไม่ทราบแน่ชัดว่าตัวเองกำลังเล่นกับใคร ซึ่งการที่เธอกำลังเล่นกับสายตาที่มองไม่เห็น เหนือธรรมชาติ และไม่สามารถทำลายได้ นั่นเปรียบเหมือนสายตาของคนดูนั่นเอง

 

จริงๆ แล้ว มีอีกหลายประเด็นที่ทำให้เห็นว่า การที่หนังสร้างสายตาแห่งเพศชาย ด้วยการรุกล้ำความเป็นหญิงหรือทรีตผู้หญิงเป็นวัตถุพึงพอใจของเพศชายเท่านั้น แต่เมื่อมิตสึโกะเริ่มตั้งคำถามต่อชะตากรรมบางสิ่งก็ทำให้เห็นสายตาของคนดูผ่านการถ่ายภาพที่เริ่มมีความอึดอัด โดยเฉพาะการใช้ภาพสโลว์เพื่อสร้างความคลุมเครือในอารมณ์ของมิตสึโกะหลายครั้ง มันจึงสร้างความเคลือบแคลงสงสัยต่อคนดูเอง รวมทั้งผู้หญิงในเรื่องก็แสดงนัยต่อต้าน “ชะตากรรมลิขิต” มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่โลกในนั้นเป็นโลกของผู้หญิงมีตัวละครหญิง มีเรื่องราวของเพื่อนสาว ซึ่งดูมีความจริงใจ แต่โลกของผู้หญิงกลับถูกนำเสนอผ่านสายตาของเพศชายอีกที มันจึงเป็นรอยต่อระหว่างโลกของผู้หญิงที่ถูกครอบงำด้วยสายตาของเพศชายซึ่งปกครองโลกของเธออยู่ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว และพวกเธอไม่สามารถหลุดออกไปโลกแบบนี้ได้เลย นอกเสียจากว่าเธอจะต่อต้านเท่านั้น

 

  1. การต่อต้านจากเพศหญิง

 

การต่อต้านของเธอเริ่มขึ้นจากการช่วยเหลือจากอากิ และ เซอร์ (มาจากเซอร์รีล) ที่เหมือนเป็นตัวละคร(ในหนัง) ที่ตระหนักได้ว่าพวกเธอเป็นแค่ตัวละครในเกมส์ Tag ของผู้ชายอีกที แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะพวกเธอไม่มีอำนาจเทียบเท่ากับ มิตสิโกะ ซึ่งเป็นตัวละครหลักในเกมส์

 

ผู้เขียนเล็งเห็นว่าก่อนหน้าที่หนังเฉลยว่าทั้งหมดเป็นเกมส์นั้น ผู้เขียนจับสังเกตได้ว่าหนังจะต้องเล่นเส้นแบ่งระหว่างความพร่าเลือนระหว่าง การเป็นตัวละครในหนังที่ถูกควบคุมจากผู้สร้างอีกที ซึ่งมันจะสนุกกว่านี้มากถ้าสุดท้ายหนังโยงกลับมาให้เห็นถึงผู้สร้างตัวจริงเสียงจริงนั่นคือ ผู้กำกับ ชิออน โซโนะ เอง และตัวละครที่โซโนะสร้างกำลังต่อต้านโลกที่โซโนะสร้างอีกที มันจะทำให้เห็นเส้นแบ่งเขตแดนของภาพยนตร์มาถึงจุดที่ ไม่มีเส้นแบ่งอีกต่อไปแล้วระหว่างโลกของภาพยนตร์ (ผู้หญิงในหนัง) และโลกของผู้สร้าง (โซโนะที่สร้างภาพยนตร์) แต่สุดท้ายหนังก็ยังติดอยู่กับโลกของเรื่องแต่งที่โซโนะสร้างคนสร้างเกมส์มาอีกที เพื่อนำเสนอให้เห็นถึงพิษภัยของโลกผู้ชายที่กำลังใช้เป็นผู้หญิงเป็นเครื่องสนองตัณหาดั่งวัตถุทางเพศ

 

ตลอดทั้งเรื่องหนังพยายามยิงคำพูดหลายคำที่ทำให้เห็นถึงร่องรอยของการพยายามคิดหาวิธีต่อต้าน เช่น “อย่าให้ชีวิตกลืนกินเธอ” และยังเปรียบเปรยโลกของเธอในเกมส์เป็นดั่งโลกของความฝัน ที่ต้องพยายามต่อสู้เพื่อให้รอด ผ่านการวิ่งและสู้ จนสุดท้ายเมื่อถึงจุดที่ มิตสึโกะ เข้าใจ เข้าใจถึงความระยำเลวร้ายทั้งหมดในโลกของเธอ ไม่ว่าจะเป็นลมอัปรีย์มาร การฆ่าล้างกัน หรือการทำให้ตัวตนของเธอเลื่อนไหลเป็นไปถึง 3 คน ทั้งหมดนั้นมีผู้ชายที่คอยสร้างและควบคุมโลกของเธออยู่ โดยแน่นอนว่าไม่มีทางที่เธอจะเอาชนะโลกแบบนี้ได้เลย นอกจากวิธีเดียวนั่นคือทำให้ตัวเธอไม่ตกอยู่เป็นวัตถุนั้นอีกต่อไป ซึ่งเธอใช้วิธีฆ่าตัวตาย เป็นการต่อต้าน ในแบบที่เธอจะทำลายโลกที่เธอถูกควบคุมอยู่ได้ เธอจะไม่ต้องตกอยู่ในการบังคับของผู้ชายอีกต่อไป เพราะการที่เธอหนีรอดจากโลกได้เพียงคนเดียวตั้งแต่ฉากแรกบนรถโรงเรียนนั้น มันไม่ต่างอะไรจากถูกชะตาลิขิตให้เธอต้องรอดอยู่แล้ว ในฐานะที่เธอเป็นตัวละครหลัก เป็นนางเอกที่ยังต้องมีภารกิจให้ผ่านด่านอีกมากมาย ดังนั้นการต่อต้านโดยการจบชีวิตตัวเอง เป็นการหยุดการเป็นตัวละครของเพศชายในโลกแห่งนี้ เป็นการหยุดการมีชีวิตเพราะการมีชีวิตของเธอถูกควบคุมด้วยเพศชายทั้งหมดแล้ว

 

ดังนั้นความตายของเธอจึงไม่ต่างอะไรจากการต่อต้าน ขบถ และปฎิวัติโลกของเพศชาย ให้รู้ว่าอำนาจที่ผู้ชายเคยมีนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาอีกต่อไป เพราะพวกเธอตระหนักได้ มิหนำซ้ำความตายของเธอในฉากสุดท้าย เรายังได้เห็นมิตสึโกะวิ่งหลุดออกจากเฟรมภาพได้ในตอนจบพอดี เท่ากับว่า มุมภาพที่แทนสายตาของคนดูนั้นไม่สามารถมองเห็นมิตสึโกะได้อีกต่อไป เพราะได้หลุดหนีออกจากการตกเป็นวัตถุทางสายตาของเพศชายลงไปแล้ว ภาพในตอนจบจึงเหลือแต่จอภาพหิมะขาวๆ ว่างแล้วไม่เหลือผู้ใดในจอภาพอีกเลย อย่างน้อยมิทสึโกะก็ทำสำเร็จ อย่างน้อยเธอก็ไม่ถูกจับจ้องในฐานะเป็นวัตถุทางสายตาของคนดูที่ถูกสนองด้วยภาพแห่งการกดขี่พวกเธออีกต่อไป

 

สรุป

 

Tag เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอภาพการกดขี่ทางสายตาของเพศชายที่ทำให้ตัวละครหญิงต้องติดอยู่ในโลกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตลอดมานั้นผู้หญิงที่ถูกกดขี่ทางสายตาในภาพยนตร์นั้น ไม่ได้ตั้งคำถามแต่อย่างใด เพราะเธอเป็นเพียงตัวละครในเรื่องแต่งเท่านั้น แต่ Tag ทำให้เห็นตัวละครในเรื่องแต่ง(เกมส์)ที่ตั้งคำถามต่อการถูกสร้างให้มาเป็นเรื่องแต่งอีกที(ตัวละครในเกมส์) พวกเธอจึงเป็นตัวละครที่ท้าทายการมีอำนาจของผู้สร้าง ซึ่งมันจะเพอร์เฟคต์สมบูรณ์กว่านี้ในระดับสิบตีนถีบ ถ้าผู้สร้างตัวจริงอย่าง ชิออน โซโนะ กล้าใส่ตัวเองลงไปในผู้สร้างของหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริง และทำให้ตัวละครที่เขาสร้างขึ้นมา อย่างมิตสึโกะนั้นได้มาเอาคืนผู้สร้าง ซึ่งคนดูก็เป็นหนึ่งในนั้นอย่างสาสม นี่เป็นหนังที่สามารถเล่นกับคำพร่าเลือนระหว่าง ผู้สร้างและผู้ถูกสร้าง เรื่องแต่งและผู้สร้างเรื่องแต่ง และชะตากรรมลิขิตและการต่อต้านชะตาลิขิตได้อย่างงดงาม เป็นหนังที่เล่นกับความเป็นโลกแห่งภาพยนตร์ในฐานะสื่อได้อย่างดี แม้ว่า ในบริบทหนังจะเน้นไปที่เกมส์ แต่มันก็ยังผูกโยงมาเล่นกับสื่อภาพยนตร์ในตัวมันเอง ในฐานะภาพเคลื่อนไหวที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ