The Tale of The Princess Kaguya

ตำนานคนตัดไผ่และกระบวนการคืนความสุขให้เจ้าหญิง

– เราชอบงานด้านภาพมาก โดยเฉพาะฉากที่เจ้าหญิงคางูยะ วิ่งกลับบ้านในชนบทมันดูแปลกประหลาดสะท้อนความรู้สึกเหมือนงานศิลปะ Expressionist เลย

– จริงๆ มันเป็นหนังที่เราชอบแค่ด้านภาพ แต่ด้านเนื้อหาเรากลับเอียงไปทางรับไม่ได้ รับไม่ได้เพราะว่าเป็นหนังที่นำเสนอเนื้อหาที่ใจร้ายต่อเจ้าหญิงคางูยะเกิน ไป แม้นี่จะเป็นนัยยะวิพากษ์อำนาจที่มาครอบงำเจ้าหญิงก็ตามเถอะ แต่มันก็ใจร้ายสำหรับเราอยู่ดี

– เอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึง หรือตีแผ่ให้เห็นถึง ความทะเยอทะยานของคนญี่ปุ่น ผ่านการตีความตำนานคนตัดไผ่ครั้งใหม่ของ อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ซึ่งเป็นหนังผู้กำกับและคนเขียนบทเรื่องนี้ด้วย

– หนังในช่วงต้น ตอนที่เจ้าหญิงกำลังเติบโตก็แสดงให้เห็นจิตวิญญาณญี่ปุ่นที่มักจะนำการดำรง ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ป่าเขา ลำเนา ไพร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มักเป็นคุณค่าอดีตของญี่ปุ่นเพื่อต้านทานกระแสตะวันตก หมายถึงว่า เพื่อสร้างอัตลักษณ์ตัวเองขึ้นมาให้แตกต่างจากตะวันตก และทำให้คนในประเทศที่ก็คงมีความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกเข้ามาครอบคลุมให้ ตระหนักคุณค่าแบบสามัญที่เป็นรากเหง้าของญี่ปุ่นเอง

– จริงๆหนังพยายามแสดงให้เห็นเชิงวิพากษ์ ตัวพ่อ หรือคนตัดไผ่เป็นหลัก ที่เป็นภาพแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานใฝ่สูงของคนญี่ปุ่น จริงๆก็ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นแต่มันมีความสากลทุกชาติชนชั้น การที่เขาได้ทั้งเจ้าหญิงมาเลี้ยง ได้สมบัติ และเงินทอง จึงหวังว่าจะยกระดับทางฐานะและชนชั้นของตนเอง ซึ่งหนังก็แสดงผ่านการให้ตัวพ่อพาครอบครัวไปอยู่ในคฤหาสน์ในเมือง เพื่อบ่มให้เจ้าหญิงได้กลายเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์อย่างแท้จริง และตัวเขาเองก็มีโอกาสยกฐานะให้กลายเป็นชนชั้นเจ้าขุนมูลนายอย่างที่อาจจะมี เพียงความเพ้อฝันที่มีโอกาสเป็นจริงได้

– ดังนั้น รอยต่อ ของหนังที่น่าสนใจ คือ ความเป็นชนบท หรืออดีต และ อนาคต หรือความสูงส่ง หนังใช้คุณค่าขั้วตรงข้ามนี้เปรียบให้เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งตลอดมาหนังญี่ปุ่นมักพูดวนเวียนกับคุณค่า ระหว่างอดีต-ปัจจุบัน รากเหง้าและความเป็นสมัยใหม่ ออกมาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า หนังเรื่องนี้กลับมองว่าเป็นความเป็นชนบทมีความเป็นดั้งเดิมของคุณค่าในตัว ละครมนุษย์มากกว่าความสูงศักดิ์แบบชนชั้นโชกุน ดังเหมือนว่า แม้หนังบอกว่า ความทะเยอทะยานสูงส่งจากการใฝ่หาความเป็นชนชั้นศักดินา มีลักษณะเดียวกับการเป็นสมัยใหม่ในหนังเรื่องอื่นที่มีแนวคิดเดียวกันนี้ เพียงแต่คุณค่าที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความเป็นชนบท ความสามัญ ซึ่งเป็นคุณค่าแบบดั้งเดิมที่สุดของญี่ปุ่นตามสายตาของหนัง

– เราจะเห็นหลังจากที่ครอบครับคนตัดไฝ่ย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง เจ้าหญิงคางูยะ ก็ถูกกระบวนการสร้างให้กลายเป็นเจ้าหญิง ซึ่งกระบวนการสร้างนี้เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ แต่เป็นการสร้างที่ลดทอนคุณค่ามนุษย์ของเจ้าหญิง เป็นตัวแทนของผู้หญิงลงไปด้วย และหนังก็ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นชาย ของเจ้าชายต่างๆ ที่หมายปองเจ้าหญิง ที่ต่างๆพยายามหาวิธีต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหญิงงาม แม้กระทั้งหลอกล่อด้วยการเปรียบเปรยซึ่งก็เป็นการให้ค่าผู้หญิงดั่งสิ่งต่าง ด้วยคำพูดสวยหรูเท่านั้น

– ความไม่ชอบของเราเกิดขึ้น เพราะว่า มันเป็นหนังที่แสดงให้เห็นกระบวนการสร้างความเป็นเจ้าหญิง ผ่านอำนาจความเป็นชายแล้ว มันยังต้องแสดงให้เห็นถึงความเศร้าโศกภายในใจของเจ้าหญิงที่ต้องการจะกลับไป แต่กลับไม่ได้ นั่นคือ อดีต หรือหมู่บ้านชนบทที่มี พี่ซุเตมารุ อยู่ด้วยนั่นเอง แม้หนังพยายามจะสร้างสถานการณ์ให้เจ้าหญิงได้มีโอกาสยิ้มหัวเราะ กับความสุขที่ได้รับ แต่ก็เป็นเพียงความฝัน ซึ่งนี้ยิ่งทำให้เห็นว่า หนังใจร้ายต่อเจ้าหญิงมากๆ เจ็บปวดกว่าไม่มีซีนเหล่านี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ความสุขของตัวละครเจ้าหญิงแทบไม่ปรากฎในความเป็นจริงอีกเลย ตั้งแต่ครอบครัวคนตัดไผ่พาเจ้าหญิงเข้าเมือง

– ความใจร้ายของหนังยังไม่สิ้นสุด เมื่อตอนจบ เจ้าหญิงต้องกลับขึ้นไปบนดวงจันทร์ หนังเล่นตลกกับเรามาก ที่ทำให้งานแห่ขบวนจากสวรรค์มีในลักษณะงานรื่นเริงเชิงขบขันและไร้ความเป็น มนุษย์อย่างที่สุด จนไกลห่างจากความศักดิ์สิทธิ์ แถมยังคงใจร้ายด้วยบทสนทนา ด้วยบทเพลง ที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของโลกสามัญ ที่เป็นวัฎจักรเกิดแก่เจ็บตาย ที่เจ้าหญิงยังคงต้องการอยู่บนโลกแบบนี้ แม้จะรู้ว่าบนโลกก็ต้องถูกล้อเล่นตลอดเวลาด้วยอำนาจจากความเป็นชายทั้ง พ่อที่เลี้ยงดู และพยายามจะทำให้ลูกแต่งงานกับเจ้าชายเพื่อนกระดับฐานะของตนเอง หรืออาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้เจ้าหญิงจะรู้ว่าคุณค่าแบบใดที่เธอต้องการเข้าถึง แต่ก็เป็นการเข้าถึงในแบบโหยหาความทรงจำอดีต เพราะต่อให้เธออยู่บนโลกมนุษย์ เธอก็จะถูกย่ำยีจากกระบวนการสร้างความสุข เป็นกรณีเดียวกับที่พ่อต้องการคืนความสุขให้ลูก เพราะคิดว่า สิ่งนี้ลูกต้องการ หาไม่แล้วสิ่งที่ต้องการคืนความสุขนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ปกครอง(พ่อ)ต้องการ โอบรัดไว้เองทั้งหมด แต่คิดเอาเองว่า ลูก ต้องการเท่านั้น

– อย่างไรก็ตาม นี่แสดงให้เห็นว่า หนังพยายามจะทำระกำตำบอนกับเจ้าหญิงตลอดเวลา เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่า ที่เจ้าหญิงเสียไป จากการโดนกระทำ นั่นคือ การพาไปอยู่ในเมืองเพื่อเข้าเครื่องกระบวนการสร้างเจ้าหญิง ก็ทำให้เจ้าหญิงสูญเสียธรรมชาติของเด็กบ้านนอกของตนเอง และการพาไปอยู่เมือง ก็ทำให้ต้องจากถิ่นเดิม จนเกิดเป็นลักษณะโหยหาที่อยู่เดิม และตอนจบการที่มีกระบวนแห่จากสวรรค์ลงมาเอาตัวเจ้าหญิงในขณะที่เจ้าหญิงมอง เห็ถึงความงดงามบนโลก ก็เป็นการนำพาไปสู่ข้างหน้า ซึ่งแม้ไม่ได้อยากจะจากโลกไปก็ตาม ซึ่งนั่นทำให้เห็นถึงวันที่ต้องขึ้นไปอยู่ดวงจันทร์เจ้าหญิงก็ต้องโหยหาความ ทรงทำของอดีตกับมายังโลกอย่างแน่นอน

– หนังเล่นกับการโหยหาคุณค่าดั้งเดิมของมนุษย์เราสองชั้น 1.คือการจากชนบทมาอยู่เมือง และต้องเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ตัวตนเป็นเจ้าหญิง และ 2 .การที่ต้องจากโลกไปอยู่สวรรค์และต้องเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์อีกครั้งคราวนี้ ต้องเปลี่ยนเป็นนางฟ้าเทพธิดาโดยการใช้เสื้อคลุมที่ทำให้ลืมความทรงจำ ทำให้เห็นว่าเจ้าหญิงคางูยะ ต้องจากสิ่งที่เธอเคยมีความสุข และทุกที่ ที่เธอไปก็ต้องถูกเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ตัวเองอีกครั้งและอีกครั้ง

– การที่หนังเอาเรื่องการโหยหาอดีตและกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ ที่ทำให้เห็นถึงการวิพากษ์ตรงจุดนี้ เรายังสามารถสะท้อนให้เห็นภาพวงกว้างของตัวละครที่มักจะปรากฎในหนังที่ พยายามสะท้อนความเป็นจริงของสังคมญี่ปุ่นได้ โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากแล้ว เพราะในสังคมญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนไปสู่ความเป็นเมือง และเด็กรุ่นใหม่ก็ไม่มีอัตลักษณ์ร่วมกับคนรุ่นเก่าอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นภาพยนตร์ของญี่ปุ่นอาจเป็นที่ทางเดียวที่ยังคงสะท้อนภาพคุณค่าอัต ลักษณ์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่กำลังจะจากหายไป โดยหนังเรื่องนี้ที่กำกับโดย อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ที่มีอายุถึง 80 ปี จนสามารถมองเห็นได้ว่า การฝังความรู้สึกทางความจรงจำแบบโหยหาอดีตเข้าไปตัวเจ้าหญิงคางูยะนั้น เป็นภาพสะท้อนของคนเฒ่าคนแก่ในสังคมญี่ปุ่นที่กำลังโหยหาคุณค่าดั้งเดิมที่ กำลังจางหายไปตามอนาคตที่กำลังมานั้นเอง เพียงแต่ว่า มันใจร้ายต่อเจ้าหญิงคางูยะไปหน่อย (เยอะเลยแหละ) หรือถ้าเจ้าหญิงเป็นภาพของญี่ปุ่น ก็เป็นญี่ปุ่นที่มืดมน ที่เจ็บปวดรวดร้าว และถูกกระบวนการปลูกฝังที่อนาคตช่างมองไม่เห็นแสงสว่างทางความรู้สึกเลย

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ