เป็นเรื่องยากนักในยุคศตวรรษที่ 21 ที่จะเห็นภาพยนตร์เงียบขาว-ดำ ขึ้นฉายโรงภาพยนตร์ในแบบเก็บเงิน ด้วยคู่แข่งรอบด้านที่มีทั้งฉายแบบดิจิตอลและสามมิติ แต่คงต้องยกเว้นไว้สำหรับ The Artist เพราะภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศสเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้วิธีการที่เขาเลือกผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้จะเรียกได้ว่าเชยก็ตาม แต่ผู้กำกับ Michel Hazanavicius กลับเลือกคัดสรรแต่สิ่งที่น่าสนใจในภาพยนตร์เงียบยุคเก่า และนำเสนอออกมาอย่างเชิดชู และเคารพจนการเป็นกระแสปากต่อปากตลอดขวบปี(2011)ที่ผ่านมา

เรื่องราวเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1927 จอร์จ วาเลนติน (Jean Dujardin) นักแสดงหนังเงียบผู้โด่งดังและยิ่งใหญ่ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผันของเทคโนโลยีการถ่ายทำภาพยนตร์เมื่อภาพยนตร์เสียงกำลังจะมา แต่เขากลับดื้อด้านและผลิตภาพยนตร์เงียบแนวทางถนัดของเขาต่อไป เป็นผลให้ภาพยนตร์เขาไม่ได้รับความนิยมเหมือนเดิม จนถึงขั้นทำให้เขาตกต่ำ เพราะไม่ยอมเปลี่ยนทัศนะคติของตัวเองลง

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของภาพยนตร์เงียบนั่นคือ การไม่มีเสียงบทสนทนา ทำให้การแสดงนั่นถือว่าเป็นจุดสำคัญในการทดแทนเสียงสนทนา หรือเรียกว่าการสนทนาผ่านวิธีการแสดงนั่นเอง นักแสดงยุคหนังเงียบจึงมีวิธีการแสดงที่แตกต่างจากยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก รวมทั้งการใช้องค์ประกอบภาพต่างๆ ที่ต้องเป็นสิ่งที่มีการสื่อสารอยู่ในตัว อย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า สัญลักษณ์นั่นเอง ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าภาพยนตร์เงียบนั้นมีคุณค่าที่น่าจดจำในฐานะที่เป็นเป็นศิลปะภาพเคลื่อนไหวอย่างมากเลยทีเดียว

จอร์จ วาเลนติน เป็นตัวแทนของภาพความยิ่งใหญ่ของนักแสดงในยุคหนังเงียบ ซึ่งต้องต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่กับการเข้ามาของหนังเสียง วิธีคิดและแนวทางการแสดงที่เขาเคยคิดว่ายิ่งใหญ่และจะหากินไปตลอดชีวิตนั้นมีอันต้องจบลง เขาต้องเริ่มต้นไม่ต่างจากนักแสดงหน้าใหม่ นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขายังยึดติดกรอบเดิมๆ เพราะเขาไม่อยากเริ่มต้นครั้งใหม่ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะขึ้นไปเทียบเท่ากับสิ่งที่เขาทำไว้อย่างยิ่งใหญ่เหมือนยุคหนังเงียบอีกหรือเปล่า

นอกจากการเคารพคารวะต่อยุคหนังเงียบ ทั้งการแสดง การถ่ายทำ และเทคนิคต่างๆ รวมทั้งการฉายด้วยขนาดภาพ 1.37 : 1 ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับยุคหนังสมัยก่อน การใช้เสียงดนตรีที่เป็นจุดสำคัญของอารมณ์ผู้ชม อีกทั้งยังแสดงภาพให้เห็นถึงการฉายหนังเงียบยุคก่อนนั้นต้องจ้างวงดนตรีมาเล่นกันสดๆ ทำให้ผู้ชมยุคปัจจุบันที่เกิดทันและไม่ทันในยุคหนังเงียบ ได้เกิดความรู้สึกถวิลหาอดีต ของวิวัฒนาการที่สำคัญ จนอาจทำให้สามารถกลับไปดูหนังเงียบด้วยความรู้สึกที่ประทับใจขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง

The Artist แสดงความเป็นหนังยุคเก่าได้อย่างชัดเจน ผสมผสานไปกับเสน่ห์เย้ายวนใจของนักแสดง โดยเฉพาะ ฌอง ดูจาร์แด็ง (Jean Dujardin) ที่ใช้เสน่ห์การแสดงสไตล์หนังเงียบออกมาได้อย่างหมดจด คู่ควรกับหลากหลายหลายต่อหลายรางวัลที่เขาได้รับในฐานะนักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยม รวมทั้ง เป็ปปี้ มิลเลอร์ (Bérénice Bejo) ที่มีเสน่ห์รอยยิ้มที่ดึงดูดใจแม้จะไม่ใช้เสียงพูดเข้ามาช่วยเลยก็ตาม

จึงกล่าวได้ว่า The Artist มีคุณสมบัติดีพร้อม ที่เป็นหนังที่ควรได้รับการจดจำประจำปี 2011 และเป็นทิศทางใหม่ แห่งภาพยนตร์ที่ไม่ยึดติดแต่หนทางข้างหน้าแต่กลับมาพักผ่อนและเล่าเรื่องราวอดีตให้ฟังอย่างน่าหลงใหล และน่าจดจำ

สุดท้ายข้อคิดของ The Artist ที่ให้ผู้ชมคงไม่ต่างความคิดที่ จอร์จ วาเลนติน ได้เริ่มเข้าใจในวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไป บางครั้งการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นคง จนเราไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตามไป แต่หากเราลองปรับทัศนะคติ เปลี่ยนมุมมองชีวิตไปทางด้านบวก เราอาจจะพบความเปลี่ยนแปลบางครั้งก็ไม่ใช้เรื่องน่ากลัวตลอดไป แต่อาจเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่เป็นบททดสอบให้เราก้าวผ่านไปให้จงได้

และความเท่ของการใช้ชีวิต ไม่ใช่อยู่ที่การใช่ชีวิตในแบบเดิมๆให้ยาวนานตลอดไป แต่มันเป็นการเดินตามข้อจำกัดของชีวิตที่เราไม่สามารควบคุม ให้ยืนหยัดอยู่อย่างสง่าผ่าเผยท่ามกลางการยอมรับของผู้คน นั่นคงที่จะเรียกว่าความเท่ที่แท้จริง

และบางที การนับถอยหลังในภาพยนตร์ จึงไม่ใช่การนับถอยหลังที่แท้จริง แต่มันเป็นการนับถอยหลังเพื่อให้นักแสดงพร้อมในการที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คงไม่ต่างจากชีวิตถ้าเราลองถอยหลังเพื่อลองกลับมาทบทวนกับชีวิตอีกสักครั้งหนึ่ง และเมื่อเราพร้อม เราก็จะมีแรงเดินไปสู่จุดหมายได้ดังใจฝัน

“กล้องพร้อม นักแสดงพร้อม” 5 4 3 2 1 …

แอคชั่น

คะแนน 9.5/10
เกรด A+++

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ