รีวิว The Godfather (1972)

รีวิว The Godfather (1972)

แม้ The Godfather อาจถูกจัดอยู่ในทำเนียบหนังตระกูลแก๊งสเตอร์ทุกประการ มีการเจรจากันในการทำธุรกิจผิดกฎหมาย การค้ายาเสพย์ติด โสเภณี รวมทั้งการพนัน แต่หากสังเกตให้ดี The Godfather กลับไม่มีภาพการนำเสนอฉากเหล่านั้นแตกรายละเอียดให้ผู้ชมเห็นอยู่เลย ไม่มียาเสพย์ติดให้เห็น ไม่มีการพนัน ไม่มีผู้หญิงโสเภณี จะมีให้เห็นชัดที่สุดก็คือความรุนแรงจากการทำร้ายร่างกายและการฆ่าล้างแค้น หรือจะเรียกได้ว่า The Godfather เป็นหนังเจ้าพ่อที่สะอาดเอี่ยมมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

The Godfather เป็นภาพยนตร์ที่นำพาผู้ชมเข้าไปสู่โลกของแก๊งสเตอร์เสมือนผู้ชมเป็นบุคคลวงใน การทำธุรกิจของเจ้าพ่อ การติดต่อค้าขายเรื่องผิดกฎหมาย การนัดประชุม การใช้วาทศิลป์เจรจาผลประโยชน์ต่างๆ

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้แทบจะเรียกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ตีแผ่สังคมของเจ้าพ่อมาเฟียได้อย่างทะลุปรุโปร่งที่สุด

โดยภาพยนตร์ให้น้ำหนักความสำคัญไปครอบครัวของ ดอน วีโต้ คอลิโอเน่ (มาร์โลน แบรนโด) เจ้าพ่อชาวอิตาลี ที่ตั้งรกร้างและครองความยิ่งใหญ่ในแดนเสรีภาพแห่งเมืองนิวยอร์ค ซึ่งเขาเองอยู่ในวัยชราภาพอย่างที่สุด เสียงที่แหบแห้ง ขากรรไกรที่ไม่ปกติ(ฟันหลุด จนทำให้รูปทรงผิดเพี้ยนไป) อะไรต่อมิอะไรที่พอเป็นเครื่องการันตีความเป็นไม้ใกล้ฝั่ง

เชื่อเหลือเกินว่าสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ The Godfather ขึ้นหึ้งเป็นภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่จนผู้คนทั่วโลกจดจำก็คือ บทบาทของ มาร์ลอน แบรนโด เอง ซึ่งเขารับบทเป็น เจ้าพ่อ ดอน วีโต้ได้อย่างเหมาะสมและคู่ควร

ดอน วีโต้ ไม่ได้เป็นแค่เจ้าพ่อเท่านั้น แต่เขาต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว คอลิโอเน่ ครอบครัวใหญ่ชาวชิชิลี ที่อพยพมาจากอิตาลี

แม้ The Godfather จะเดินผิดทำนองครองธรรมในสูตรหนังแกงค์สเตอร์ ซึ่งมักจะฉายภาพจากการเริ่มต้นเป็นเจ้าพ่อจนเป็นเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่แต่เรื่องนี้กลับนำเสนอเจ้าพ่อ ดอน วีโต้ ในสภาพขาลงและกำลัง ผันเปลี่ยนมือเจ้าพ่อให้ลูกคนใดคนหนึ่ง ใน 3 คน ซึ่ง มี เฟรโด้ ซันนี่ และไมเคิ่ล อาจรวมถึง ทอม เฮเก้น อีกคนหนึ่งด้วย ซึ่งสุดท้ายผู้ชมทราบกันดีว่า ไมเคิ่ล คือคนที่ได้เป็นเจ้าพ่อคนใหม่ แทน วีโต้

ในแง่ของบทภาพยนตร์ รวมทั้งเนื้อเรื่องนั้น ถูกดัดแปลงมาจากนิยายของ Mario Puzo ซึ่งหากจะหาข้อบกพร่องในแง่ของความสมเหตุสมผลของบทนั้น แทบจะตัดทิ้งได้ไปเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างและมูลเหตุในการกระทำนั้นมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน แต่ด้วยสไตล์การกำกับของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปปอล่า ซึ่งเอนเอียงไปทางสัจจนิยม(Realism)

ผู้ชมจะสังเกตง่ายๆเลยว่าเขาจะไม่ตัดต่ออย่างพร่ำเพรื่อ(ยกเว้นฉากในโบสถ์ตอนท้าย) มุมกล้องจะเปลี่ยนไปเมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนเท่านั้น และด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ ทำให้ความสามารถของ มาร์ลอน แบรนโด โดดเด่นและได้รับความชื่นชมเป็นที่สุด

ทั้งหมดที่กล่าวมา รวมทั้งองค์ประกอบ หลายๆ อย่างที่ช่วยส่งเสริมทำให้ The Godfather คือหนังดี ที่ทุกคนต้องจดจำโดยเฉพาะ บทบาทของ มาร์ลอน แบรนโดเอง และไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดถ้าผู้ชมจะหลงคิดไปว่า มาร์ลอน แบรนโด เกิดมาเพื่อเป็นเจ้าพ่อจริงๆ

คะแนน 8.5/10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ