Tonight, At Romance Theater

Tonight, at Romance Theater

โรงหนังโรแมนติกกับความรักที่สัมผัสตัวไม่ได้

พอหนังมาเข้าฉายโรงฯลิโด้ที่กำลังจะปิดตัวทำให้ตัวหนังเข้าบรรยากาศกับโรงหนังที่ฉายพอดี หนังพูดถึงคุณค่าของสิ่งเก่าที่กำลังจะจางหายไปด้วยการเปรียบเทียบกับหนังเก่าซึ่งครั้งหนึ่งเคยสร้างความบันเทิงให้กับผู้คน แต่เมื่อเวลาผ่านไป หนังเรื่องนั้นก็จะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา บวกกับบริบทหนังอยู่ในช่วงปี 60s ที่กำลังถูกตีโต้ด้วยการมาถึงของโทรทัศน์ คนในแวดวงภาพยนตร์จึงเกิดอาการหวั่นวิตก

ตัวหนังพูดถึง ‘เคนจิ’ ชายหนุ่มขี้อาย ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับอยู่สตูดิโอค่ายหนัง เขาไม่สนใจผู้หญิงรอบตัวเท่าไหร่ เพราะเขาได้หลงเสน่ห์เจ้าหญิง ‘มิยูกิ’ ตัวละครในหนังขาวดำที่เขาชอบมาดูในโรงหนังเก่าๆใกล้บ้าน จนวันหนึ่งปาฎิหาริย์ก็เป็นจริง เมื่อเจ้าหญิงมิยูกิ จู่ๆก็สามารถออกมาจากโลกของภาพยนตร์มาสู่โลกแห่งความจริง จนทำให้ เคนจิ และ มิยูกิ ได้รู้จักกัน

จะเห็นได้ว่าตัวหนังพยายามจะใช้ความโรแมนติกของความรักที่เป็นไปได้ไม่ได้ระหว่างตัวละครในหนังขาวดำไร้สีกับคนรักหนังคนหนึ่งที่เห็นคุณค่าของหนังเก่า ที่สำคัญการหลุดออกมาจากหนังของเจ้าหญิงมิยูกิ ยังมีความลับซ่อนไว้ นั่นคือ หากเธอสัมผัสกับใคร ตัวเธอก็จะหายเข้าไปในโลกภาพยนตร์เหมือนเดิม

ดังนั้นการก่อตัวขึ้นของความรัก ระหว่างคนจากสองโลกนั้น จึงถูกขีดฆ่าด้วยการห้ามสัมผัสกาย เรียกได้ว่า ความรักที่เคนจิ มอบให้กับมิยูกิ เป็นความรักบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีเรื่องของเนื้อหนังมังสา เข้ามาเกี่ยวข้อง

หรืออาจเปรียบได้ว่าคนรักหนังที่หลงใหลตัวละครภาพยนตร์ที่ไม่มีใครสนใจแล้ว จึงเหมือนความรักอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกาลเวลา เป็นการเห็นคุณค่ากับบางสิ่งที่คนส่วนมากได้หลงลืมไปแล้วตามช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป

หนังได้สอดแทรกเนื้อหาถึงการเห็นคุณค่าของมนต์เสน่ห์ภาพยนตร์ด้วยการเปลี่ยนเป็นความโรแมนติกขั้นสุดของคนสองโลก เพื่อทำให้ผู้ชมเล็งเห็นถึงคุณค่าของความรักอันบริสุทธิ์ ซึ่งชำระล้างให้เห็นถึงความใสสะอาดของคนที่หลงรักภาพยนตร์

มิยูกิ จึงเป็นตัวแทนของภาพยนตร์เก่าไร้สีสันที่คนได้หลงลืมไปแล้ว ส่วนเคนจิ คือชายหนุ่มผู้หลงใหลภาพยนตร์จนได้รับการตอบสนองเป็นความรักที่บริสุทธิ์ผุดผ่องกลับคืนมา

Tonight at Romance Theater จึงเป็นภาพยนตร์ความรักอันแสนบริสุทธิ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นความไม่จีรังในโลกของความเป็นจริง ขณะเดียวในโลกของภาพยนตร์นั้นถึงแม้ฟิล์มอาจถูกเก็บไว้ได้นานชั่วอายุคน แต่มันอาจถูกถอดออกจากความทรงจำ/หลงลืมไปตามกาลเวลา แต่สำหรับคนที่เห็นคุณค่าของโลกภาพยนตร์ดังที่แสดงในหนังนั้นช่างบริสุทธิ์เปรียบได้กับโลกอันแสนวิเศษ ประหนึ่งความเชื่อของคนนับถือศาสนาที่ว่า

“เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปในดินแดนอันล้นพ้นก็ไม่ปาน”

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ