Transcendence

 

ถ้า หนังเรื่องนี้อยู่ในมือผู้กำกับที่เด็ดขาดและ มีชั้นเชิงกว่านี้ หนังเรื่องนี้จะต้องเป็นสุดยอดหนังปรัชญาไซไฟร่วมสมัยที่เราจะต้องจดจำไปอีก นาน

– พบเจอร่องรอยกระพร่องกระแพร่งของผู้กำกับมือใหม่ในหนังสุดทะเยอยานนี้แทบ ตลอดเรื่อง ทั้งความทื่อของการดำเนินเรื่องที่โครตน่าเบื่อ จังหวะอารมณ์ของนักแสดงก็ประหลาด ไม่ค่อยต่อเนื่องกันทั้งๆที่อยู่ในช็อตเดียวกัน การเชื่อมซีนไปสู่ซีนหน้าก็แบบแข็งๆ เหมือนว่าเปิดบทภาพยนตร์ถ่ายตามๆไป แล้วพอจะตัดต่อก็ไม่กล้าที่จะหนีออกไปจากบทภาพยนตร์ต้นฉบับ

– ถึงแม้ว่างานทางด้านเล่าเรื่องจะห่วยแตก แข็งทื่อ หรือธรรมดา สักแค่ไหน แต่สิ่งที่มันล่อตาล่อใจเราให้หยุดคิดถึงร่องรอยบาดแผลเหล่านั้นคือ ประเด็นหรือสารที่หนังเรื่องนี้กำลังนำเสนอ เพราะประเด็นมันชวนคิดตั้งแต่ช็อตแรกยันช็อตสุดท้าย

– หนังพูดถึงแนวความคิดหลักสองด้านที่ต้านกันอยู่ระหว่าง ความคิดที่ว่าถ้าเราผลิตปัญญาประดิษฐ์ให้ล้ำหน้ากว่าสมองคนแล้ว โลกเราจะเป็นโลกที่งดงาม จะเป็น Better World หรือ Utopia ก็ตาม ซึ่งต้องบอกว่านี้คือแนวคิดที่ค่อนข้างขัดง้างต่อสู้อยู่ในโลกสมัยใหม่ (Modern City)ตลอดเวลา ว่าสุดท้ายแล้ว วิทยาศาสตร์คือคำตอบสุดท้ายหรือไม่ ซึ่งหนังที่เคยทำมามักจะทำให้เห็นภาพว่า วิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัยไม่ได้ทำให้โลกมนุษย์กลายเป็นโลกอย่างที่พวกเขาวาดฝัน แต่มันกลายเป็นโลกที่สิ้นสลาย หรือ อาจเป็นโลกแบบดิสโทเปีย ดังนั้นการที่หนังเรื่องนี้สร้างในยุคปัจจุบันมันก็ต้องเป็นทวนกระแสคำ ถามอยู่แล้วว่า แนวคิดที่บอกว่าวิทยศาสตร์ จะสร้างโลกอุดมคติ เป็นเอกัตภาพ หรือเป็น Transcendence (โลกุตร) ที่สร้างปัญญาประดิษฐ์ประหนึ่งการสร้างพระเจ้าเข้ามาปกครองมนุษย์นี้มันสวย งามจริงหรือ

– แน่นอนว่าเมื่อสร้างตัวเอกให้มีลักษณะเพ้อฝันกับโลกที่ถูกค่อนขอดว่าไม่มี จริงแบบนี้แล้ว ก็ต้องสร้างขั้วตรงข้ามซึ่งมาดักคอทำลายว่า โลกแบบนั้นจะต่างอะไรกับการสร้างพระเจ้าแล้วให้เราเป็นทาสซึ่งเป็นโลกที่ลด คุณค่ามนุษย์ลง เพราะกลุ่มต่อต้านนี้เขาเชื่อว่าโลกที่มีวิทยาศาสตร์เข้ามารุกล้ำมนุษย์มาก เกินไปมันไม่ใช่โลกที่ดีแน่นอน น่าตลกว่าแม้ไอคนที่เป็นกลุ่มขั้วตรงข้ามจะถูกสร้างให้มีลักษณะภาพแบบ ผู้ร้าย แต่คนปัจจุบันควรที่จะเชื่อมั่นและยึดถือมากกว่า นั่นคือเชื่อในคุณค่าแบบมนุษย์มากกว่าเครื่องจักร ดังนั้นหนังเรื่องนี้กำลังทำการกลับหัวกลับหางแนวคิดร่วมสมัยของคนอยู่

– ซึ่งทันทีที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์จอหน์นี่ เด็ปป์ ได้ทดลองตนเอง มันก็เริ่มคนสู่ทฤษฎีเดิมเลยทันที ว่าสุดท้าย ปัญญาประดิษฐ์มันใช่คนหรือเปล่า เพราะมนุษย์เกรงกลัวปัญญาประดิษฐ์ เพราะปัญญาพวกนี้มันเหมือนแต่การรับคำสั่งตามโปรแกรมไม่มีอารมณ์ไม่มีจิตใจ ไม่มีความรัก นี้เป็นภาพนำเสนอของหนังไซไฟที่เคยถ่ายทอดออกมา ซึ่งแน่นอนมันก็ไม่พ้นประเด็นเหล่านี้ ยิ่งมีช่วงหนึ่งที่ วิล เริ่มสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา มันเริ่มแสดงภาพความเป็นตัวร้ายในคราบพระเอกขึ้นมาเรื่อย เพราะเป็นความคิดที่มนุษย์ในโลกความเป็นจริงกลัว กลัวว่าวิทยศาสตร์ล้ำหน้าจนมันกลับมาครอบครองมนุษย์แทน และมีบางช่วงที่ ปัญญาประดิษฐ์ วิล เปล่งเสียงบางสำเนียง ก็ทำให้เราคิดถึง Hal ใน 2001 Space Odyssey ซึ่งแน่นอนว่า หนังเรื่องมีประเด็นซ้อนทับและต่อยอดออกมาจาก Hal แน่นอน เพราะมันเริ่มกลับมาคุกคามมนุษย์

– น่าสนใจเรื่องแนวคิดของ การให้ภาพวิทยาศาสตร์เป็น Better World เป็นโลกล้ำหน้าสุดโต่ง เป็นโลกแบบแบบสมัยใหม่ที่ไม่มีวันจะสมัยใหม่ได้อีกแล้ว เพราะ วิทยาศาสตร์ กลายปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างโลกมนุษย์ขึ้นมาใหม่ มนุษย์พิการสามารถสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาได้ คนโดนทำร้ายสามารถถูกรักษา และมีพลังเกินกว่ามนุษย์ธรรมดา ซึ่งภาพเหล่านี้คือการ Better World ที่เป็นคอนเซพท์ทฤษฎีของแนวคิดที่ว่าวิทยาศาสตร์คือโลกแห่งอุดมคติ มนุษย์ถูกผลักให้การเป็นแค่ผู้ป่วย หมอไม่จำเป็นต้องรักษาคนไข้อีกต่อไป โลกนี้ต้องการแค่นักวิทยศาสตร์ และแรงงานที่คอยดูแลเครื่องจักร ให้มันดำเนินต่อไปได้เท่านั้น

– แต่หนังก็แสดงผลเสียให้เห็นชัดเจนเลยว่า โลกแบบนี้แม้จะมีผลดี แต่ก็มีผลเสียที่ทำให้มนุษย์สามารถถูกรุกรานในอีกรูปแบบหนึ้ง มนุษย์ไม่สามารถมีเสรีภาพอีกต่อไป ทุกอณูในเซลล์ของร่างกายมนุษย์ ถูกแปรผลและเข้าใจในหลักวิทยาศาสตร์ทั้งหมด

-แน่นอนการที่มนุษย์ สามารถถูกรุกรานในทุกพื้นที่ไม่เว้นแม้แต่เซลล์ มนุษย์ก็เป็นทาสของเครื่องจักรอย่างช่วยไม่ได้ และถ้ามองในมิติของการเมือง มนุษย์ก็ถือว่าถูกปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ 100% เต็ม ไม่มีพื้นที่ของอิสระเสรีภาพใดๆอีกต่อไป เพราะถูกผู้มีอำนาจปกครองและควบคุมได้ทุกอณู ดังนั้นมนุษย์ก็จะถูกปกครองโดนเครื่องจักร และถ้าเครื่องจักรจะมีใครปกครองได้ก็เห็นจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็สามารถยกฐานะเป็นชนชั้นอำนาจปกครอง มนุษย์สามัญที่จะถูกลดลงให้เป็นแค่แรงงาน ที่ถูกควบคุมอย่างช่วยไม่ได้

– การที่หนังเอนเอียงไปเข้าข้างฝ่ายตรงข้ามที่ควรจัดว่าเป็นศัตรู ในหนังเรื่องนี้กลับกลายเป็นผู้ร้ายที่มีความชอบธรรมเพื่อช่วยกันต่อต้าน พระเอกที่กำลังจะควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็๋จ หรือสร้างตนเป็นรัฐที่มีอำนาจขึ้นมา โดยต่อกรโดยฝ่ายที่มองว่าวิทยาศาสตร์มีทั้งด้านดีและผลเสียเราไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นกับวิทยาศาสตร์มากเกินไป

– ที่น่าสนใจกว่านั้น มันมีการเอาผู้ก่อการร้ายเข้ามาอยู่ในฝ่ายต่อต้าน มันยิ่งแสดงนัยยะทางการเมืองได้เหมือนกันว่าเป็นฝ่ายซ้าย

– แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่หนังควรจะทำลายพระเอก ซึ่งเราคิดว่า ฝ่ายผู้ต่อต้านคือเป็นผู้หวังดีต่อโลก เรากลับถูกหักมุมว่า จริงๆแล้ว ความที่เรากลัวว่า วิล จะไม่ใช้คน แต่เป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น จริงแล้วเป็นคน เป็นการบอกว่า โลกที่สร้างโดยวิทยาศาสตร์นั้น จริงๆมีคนเป็นคนควบคุม ซึ่งแตกต่างจากวิทยาศาสตร์เพียวๆ เพราะ เมื่อมีความคิดมนุษย์ เราจะเชื่อในจริยธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเชื่อในปัญญาประดิษฐ์ล้วนๆ ตลอดเลย (เหมือนที่เราทำลาย Hal) ดังนั้นเมื่อหนังหักมุมว่าแบบนี้ แล้วแสดงภาพให้เห็นว่า วิล ไม่ได้ต้องการทำลายโลก แต่ต้องการสร้างโลก Better World แล้วเข้าไปจัดสรรทุกอาณูส่วนของคนและธรรมชาติ ให้เป็น ยูโธเปีย ของจริง ซึ่งมีหลักจริยธรรม หรือความรักมนุษย์ เป็นรากฐานสำคัญ ทำให้หนังพยายามแสดงให้เห็นว่า ถ้าปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเป็นมนุษย์จะสามารถสร้างโลกแห่งอุดมคติได้จริงๆ

– และเมื่อถึงจุดนั้นที่วิล ถูกทำลายจากไวรัส โดยไอพวกหวังดีต่อโลก มันเลยกลายผู้ประสงค์ร้ายไปในตัว หรือมันการเป็รผู้ก่อการร้ายตัวจริงเสียงจริง และมันก็ขัดขวางโลกสวยงามที่กำลังจะสำเร็จผล โดย วิล

– หรือสุดท้ายหนังก็แสดงให้เห็นว่า มันเอนเอียงอยู่ข้างโลกที่ต้องการให้วิทยศาสตร์เข้าไปปกครองมนุษย์ได้อย่าง ทุกอาณู เพื่อสร้างโลกที่ดี ด้วยวิทยาศาสตร์ โดยชนชั้นปกครองที่มีหลักมนุษยธรรม หรือมองแบบตรงๆ คือ สร้างโลกและมนุษย์ให้สมบูรณ์ แต่ต้องถูกปกครองแบบเบร็ดเสร็จทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งความคิด ส่วนไอพวกที่หวังดี ในตอนแรกที่เหมือนจะกลายเป็นพระเอกมันจึงกลายเป็นฝ่ายต่อต้านไปอย่างปริยาย

– ความคิดทั้งหมดที่เราเก็บได้จากเรื่องนี้มันจึงงดงามมากเพราะมันเป็นการแสดง ให้ความขัดแย้งทางความคิดของนักปรัญชาสมัยใหม่ที่ต่อสู้กันทางความคิดว่าโลก ที่ดีควรจะเป็นโลกแบบไหน และหนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นออกมาเป็นรูปธรรมให้เข้าถึงง่าย แม้สุดท้ายเราจะเห็นว่า หนังก็ต้องเอนเอียงไปฝ่ายหนึ่งในตอนจบเสมออย่างช่วยไม่ได้

– ส่วนเราก็มีความคิดเอนเอียงเป็นการส่วนตัวเหมือนกันที่เราไม่เชื่อการเป็น Singularity ของวิทยาศาสตร์ เพราะเราไม่เชื่อว่าโลกแบบ Better World แบบความคิดวิลในหนังจะเกิดขึ้น ซึ่งน่าคิดต่อไปว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ จะยอมรับมันได้มั้ยถ้ามันแลกกับการถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ และถูกปกครองแบบเบ็ดเสร็จ แต่เราเชื่อว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ถ้ามนุษย์สามารถผลิตสร้างเนื้อเยื่อได้ หรือรักษาแผลให้หายขาดจนมีกำลัง เราก็จะกลายเป็นมนุษย์ยุดใหม่ ที่ร่างกายกลายเป็นเครื่องจักรกล และเมื่อนั้นความฉิบหายของโลกมนุษย์จะมาเยือนอยู่ดี ดังนั้นโลกวิทยาศาสตร์แบบ Better World จึงเป็นความเพ้อฝัน และต่อให้หนังจะสามารถมองให้เห็นโลกแบบนี้ว่าเกิดขึ้นจริงซะยิ่งกว่าจริง เท่าไหร่(Hyperrealities) เราก็ไม่รู้สึกคล้อยตามแต่อย่างใด เพราะเราก็คิดต่อมาว่า ถ้ายอมให้เครื่องจักรเข้ามาจัดสรรชีวิตเราได้ทั้งหมด 100% มนุษย์ก็อาจจะกลายเป็นทาสในอีกรูปแบบหนึ่งดีนี้เอง ไม่ใช่ทาสวิทยาศาสตร์หรอกนะ แต่เป็นทาสของมนุษย์ด้วยกันเองที่ใช้วิทยาศาสตร์บังหน้าเพื่อทำให้มนุษย์ให้ เป็นทาสอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นมนุษยธรรมของวิล ในเรื่องนี้ มันก้ำกึ่งที่จะเป็นทั้งโลกที่ดี หรือ โลกที่เลวร้ายในบัดดล

– น่าสนใจว่าตอนจบคือการ Shut Down ของการเริ่มใหม่ เหมือนเป็นช่วงเวลาสุญญากาศของมนุษย์ที่จะทำให้ได้คิดว่า โลกที่ดีควรจะเป็นโลกแบบไหนกัน ?

 

คะแนน 8/10

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ