Under The Skin (2013)

เนื้อหนังมังสาของภาพยนตร์และมนุษย์

โรงภาพยนตร์ เปรียบเสมือนห้องโถงแห่งพิธีกรรม ฝูงชนพาตัวเองย่างกรายเข้าสู่ความมืดมิด จับจองที่นั่งด้วยอากัปกิริยาที่นิ่งสนิท เสมือนพื้นที่อาญาสิทธิ์อันหวงห้ามที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ฉับพลันที่เครื่องฉายในระบบดิจิตอลทำงาน ฝูงชนตระหนักถึงความเงียบสงัด ปล่อยวางจากทุกสิ่งภายนอกที่ไร้ระเบียบ เพื่อจับจ้องไปยังแสงจากผืนผ้าใบที่สาดส่องเข้าสู่เลนส์เรติน่าก่อนเปลี่ยน สัญญาณแสงไปประมวลผลยังสมองก่อให้เกิดภาพโลดแล่นอยู่ในหัวของเราอย่างมากมาย

การ ชมภาพยนตร์จึงไม่ต่างจากการดูแสง มวลแสงที่เราเห็นนั้นเป็นแสงที่ตกกระทบมาจากแสงของเครื่องฉายอีกทอดหนึ่ง และตกไปกระทบยังผืนผ้าใบสีขาวและสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของผู้ชม เนื่องจากร่างกายของเราไม่สามารถสะท้อนแสงเป็นคำรบอื่นได้ต่อไป กระบวนการทางแสงจึงหยุดนิ่งเมื่อมันสะท้อนสู่นัยน์ตา แต่ใช่ว่านี้คือความสิ้นสุดของแสงไม่ เมื่อร่างกายของเราแปลงแสงกลายเป็นภาพแล้วนั้นร่างกายก็กลายเป็นเครื่องรับ อีกทอดหนึ่ง เพื่อแปลงสัญญาณภาพและส่งออกมาเป็นความคิดเชิงนามธรรมก่อนเปลี่ยนรูปให้กลาย เป็นภาษาที่ขึ้นอยู่กับการใช้เหตุผลในแต่ละบุคคล ผ่านการพูดคุย การเขียน และการวิจารณ์

ฉะนั้นการแปลงสัญญาณภาพและเสียง เป็นสิ่งที่กระทำได้เท่าเทียมกัน เพียงแต่เมื่อมันเข้าสู่กระบวนการทางโสตประสาทและกระบวนการใช้เหตุผลที่แตก ต่างกันแล้ว ภาพเคลื่อนไหวและเสียงที่เราต่างเรียกกันว่าภาพยนตร์นั้น ก็ไม่อาจขึ้นตรงกับผู้ใด ต่อให้เราหาคำนิยามและประเมินค่าสิ่งที่โลดแล่นบนจอ เพื่อเรียนรู้ร่วมกันว่าภาพยนตร์ที่ดีควรเป็นเช่นไร แต่ในที่สุดแล้วแก่นแท้ของความเป็นภาพยนตร์ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกเหนือจากแสง และเสียง ที่ถูกแปรผลในดวงตาเราให้เกิดภาพขึ้นมาเท่านั้น

 

 

ภาพยนตร์ Under The Skin โดยผู้กำกับ โจนาธาน เกลเซอร์ ได้ทำให้ผู้เขียนตระหนักถึงภาพที่เกิดจากกระบวนการทางแสงขึ้นอีกครั้งผู้ เขียนเคยต้องมนต์ทางแสงครั้งหนึ่งแล้วเมื่อครั้งชมภาพยนตร์ Persona (อิงมาร์ เบิร์กแมน,1966) ทั้ง สองเรื่องมีการใช้ซีนเปิดเรื่องที่กระตุ้นเร่งเร้าสารคัดหลั่งภายในที่เกิด ขึ้นจากการตรึงโสตประสาทให้เรามองเห็นและได้ยินอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Under The Skin เริ่ม ต้นด้วยการเล่นกับกระบวนการทางสายตาของผู้ชม ขณะที่รอบด้านของโรงภาพยนตร์มืดมิดดำสนิท ภาพบนจอเป็นสีดำ คลอไปด้วยเสียงห้วงแห่งความเงียบอย่างจงใจ ก่อนที่ภาพจะแสดงแสงวงกลมรูปทรงสีขาวขึ้นมาบนจุดหนึ่งในจอภาพ ทำให้สายตาของผู้ชมจดจ้องไปที่จุดแสงนั้นทันทีตามสัญชาตญาณของดวงตา ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับ Persona ที่มีจังหวะจะโคนคล้ายคลึง กัน ภาพแสงสีขาวในพื้นหลังสีดำพร้อมกับดนตรีที่มีลักษณะเสียงอื้ออึงรบกวนโสต ประสาทคล้ายกับการสะกดจิตผู้ชม เพราะมุ่งให้ผู้ชมจดจ้องที่จุดแสงนั้นด้วยเสียงดนตรีที่เร่งผลตึงเครียดทาง จิตใจ และกระทำเช่นเดิมอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะใช้วิธีมองทาจส่งผลให้เกิด ผลในลักษณะเรียกร้องความสนใจจนสั่นประสาทหรือเป็นภาวะอารมณ์ที่ไม่มั่นคง เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองเรื่องที่กล่าวจะมีการทำหน้าที่ทางจิตใจคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว โดย Personaแสดงถึงการทำหน้าของเครื่องฉายภาพยนตร์ และนำไปสู่แก่นเนื้อหาของการชำแหละตัวตน แต่ Under The Skin เล่นกับการไม่มั่นคงทางจิตใจซึ่งนำเสนอภาพที่อาจหมายถึงการโคจรเข้ามาสิงสถิตในดินแดนมนุษย์ของเอเลี่ยนสาวผู้หนึ่ง(สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน) ซึ่งสะท้อนความรู้สึกคลุมเครือแปลกประหลาดลี้ลับไม่ว่าจะเป็นลักษณะที่เรา มองเธอด้วยความเป็นคนนอก(ไม่ใช่มนุษย์) หรือจะเป็นการที่ตัวเธอเองก็มองโลกและผู้คนด้วยสายตาที่แปลกประหลาด(ไม่ใช่ เอเลี่ยน)เช่นกัน

 

 

ภาพยนตร์ เน้นย้ำด้วยสายตาเช่นนี้ด้วยการใช้ชอตภาพระยะโครตใกล้ในหลายครั้ง เช่น ดวงตาของเอลี่ยนสาว และ มดที่ใหญ่โตจนผิดรูปร่างจากสายตาปรกติของคน หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่หนังจับภาพพร้อมเสียงที่ทำให้เกิดความแปลกประหลาด ขึ้นมา กล่าวโดยง่ายว่า เนื่องด้วยการสร้างมู้ดแอนด์โทนตั้งแต่ชอตภาพแรกของ Under The Skin มันทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูลี้ลับไปเสียทั้งหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถแยกขาดต่อการทำหน้าที่ของภาพยนตร์ได้เหมือน อย่างที่ Persona แสดงให้ประจักษ์ต่อการทำหน้าที่ของการฉายภาพยนตร์มาแล้ว –Under The Skin กำลังนำเสนอให้เห็นถึงการทำหน้าที่อันทรงพลังของภาพยนตร์เช่นกันทั้งในซีนเปิดเรื่อง และการทำหน้าที่ตลอดเรื่องเรื่อยไป

ในตัวเนื้อหาเท่าที่ทราบกันดี ภาพยนตร์ Under The Skin ใช้ บทสนทนาอย่างจำกัดจำเขี่ย จนทำให้ตัวเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ไม่ได้คืบหน้ามากเท่าที่ควร มันเป็นการลดทอนการใช้บทสนทนาเหมือนที่ภาพยนตร์สมัยปัจจุบันนิยมใช้กัน และเพิ่มดีกรีของการใช้ภาพและเสียงดนตรีในการเล่าเรื่องหรือสร้างผลทาง อารมณ์เข้ามา ทำให้ทุกๆซีนที่คืบหน้าผ่านไปช่วยให้ผู้ชมเกิดการตระหนักระหว่างภาพและเสียง ของการสร้างภาพยนตร์อย่างแท้จริง

ภาพยนตร์เริงเล่นกับบรรยากาศแสงเงา อันมืดครึ้ม การติดตามเอเลี่ยนบนรถแวนก็เป็นไปอย่างเงียบเชียบ กล้องแทนสายตาเธอมองออกไปยังนอกรถจับจ้องหาผู้ชายเพื่อเป็นเหยื่ออันโอชะของ เธอ สายตาและการเคลื่อนกล้องนำเสนอด้วยการไม่น่าวางใจ เสียงดนตรีบรรเลงได้อย่างน่าตื่นกลัว ความไม่ชอบมาพากลสามารถบังเกิดขึ้นได้ในทุกวินาที การยะย่องเข้าไปในที่ชุมชนของเธอทำได้อย่างเป็นธรรมชาติดั่งมนุษย์ผู้หนึ่ง แต่ด้วยการเคลื่อนกล้องและเสียงบรรยากาศ(Ambient) ที่ติดตามเธอมันทำให้พื้นที่แห่งนั้น ในห้างสรรพสินค้า ในถนนคนเดิน ในแหล่งชุมชม กลายเป็นพื้นที่แห่งความลี้ลับ ทำให้ผู้ชมรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงภายในจิตใจ จนสามารถสรุปจากภาพและเสียงที่ได้รับเข้ามาอย่างไม่ยากนักว่า เขตแดนระหว่างเอเลี่ยนและบุคคลที่รายล้อมเธอนั้นแปลกแยกอย่างไม่สามารถผสม รวมกันด้วยวิธีใดก็ตามเลยทีเดียว

 

 

นอกเหนือจากนั้น ตัวเธอเอง ที่เข้ามาพำนักพักพิงในประเทศสก็อตแลนด์ก็ได้สร้างความแปลกแยกเข้าไปอีกระ ดับ เพราะนอกจากเธอจะต้องแสร้งปลอมแปลงเป็นมนุษย์อย่างไม่ให้สงสัยแล้ว ตัวเธอก็ต้องร่ำเรียนวิชามนุษย์ไปด้วยขณะเดียวกัน เพื่อล่อลวงผู้ชายสก็อตมาเสวยด้วยแรงตัณหาอันเป็นสัญชาตญาณดิบของความเป็น มนุษย์ในตัวพวกเขา ภาพยนตร์ใช้น้ำเสียงสำเนียงที่แตกต่างระหว่าง สก็อต และ อิงลิช เน้นย้ำความแตกต่างกันทางภูมิศาสตร์ระหว่างสองแคว้นต่างดินแดน ที่เป็นเครื่องหมายดอกจันให้คนในพื้นที่รู้ว่าเธอก็เป็นคนแปลกหน้าที่พลัด ถิ่นหลงเข้ามาในดินแดนของสกอตแลนด์ นั่นเอง

ดังนั้นคำว่าเอ เลี่ยน(Alien) จึงได้กลับไปหารากเหง้าภาษาของมันอย่างแท้จริง มิใช่เพียงเอเลี่ยนตัวประหลาดอย่างที่เราคุ้นเคยกันในหนังไซไฟสมัยใหม่แต่ อย่างใด แต่ยังคือ Alienation ที่หมายถึงความแปลกแยก ซึ่งเริ่มใช้กันอย่างกว้างขวางจาก คาร์ล มาร์ก เป็นต้นมา จนสามารถถูกนิยามได้ทั้ง ความแปลกแยกจากตนเอง เพราะเธอไม่ใช่มนุษย์ แต่กำลังลอกเลียนมนุษย์เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ทั้งที่ตัวเธอมิใช่มนุษย์แต่อย่างใด ดังนั้นการพยายามหาหน้ากากมาบดบังหน้าแห่งความเป็นจริงนั้น ยิ่งทำให้เธอแปลกแยก โดดเดี่ยว เหงาหงอย ต่อสรรพสิ่ง ต่อตนเองอย่างช้าๆ ความแปลกแยกต่อมาคือ การแปลกแยกต่อโลกที่เธอกำลังดำรงอยู่ จนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งบรรยากาศภายนอกเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อตัวเธอไป เสียซะหมด รวมถึงสำเนียงภาษาที่แตกต่างกันอีกด้วย

ประการต่อมาเมื่อ ผู้กำกับ โจนาธาน เกลเซอร์ ดีไซน์ให้เอเลี่ยนเป็นคนต่างถิ่นด้วยแล้ว จึงทำให้เกิดการตีความเชิงบริบทอย่างไม่ยากเย็นนัก เพราะแท้จริงแล้ว แม้คนสก็อตติช กับ อิงลิช จะมีสำเนียงภาษาแตกต่างกัน แต่ก็ถูกจัดว่าเป็นคนประเทศเดียวกัน นั่นคือ ประเทศสหราชอาณาจักร(UK) (อังกฤษ,สก็อตต์,เวลล์,ไอร์แลนด์เหนือ) การเข้ามาของเอลี่ยนจึงมีลักษณะของการเข้ามาอย่างผู้มีอิทธิพล ถึงแม้อังกฤษกับสกอตแลนด์จะมีฐานะเท่าเทียมกันในฐานะแคว้นหนึ่งใน UK ก็ตาม แต่ด้วยความร่ำรวยและความเจริญของอังกฤษก็ทำให้ขยิบตารู้กันว่าอังกฤษเป็น พี่ใหญ่ที่สุดใน UK และเป็นที่เกลียดชังต่อเพื่อนร่วมแคว้น เพราะทำให้แคว้นที่เหลือต่ำต้อยเสมือนเป็นเพียงอาณาจักรใต้อาณานิคม(คนมัก เข้าใจผิดว่า UK = อังกฤษ) นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เกิดข้อเรียกร้องการขอแบ่งแยกดินแดนสก็อตแลนด์ให้เป็น เอกราชต่อ UK ซึ่งกำลังจะมีการลงประชามติเกิดขึ้นภายในสิ้นปี 2014 นี้ และประเด็นนี้ไม่ใช้ผู้เขียนมโนขึ้นมาเองแต่อย่างใด เพราะในตัวภาพยนตร์เองก็มีซีนที่เอเลี่ยนสาวเปิดวิทยุท้องถิ่นภายในรถแวนของ เขา โดยคลื่นวิทยุนั้นกำลังพูดถึงเรื่องการลงประชามติอย่างไม่ใช่เหตุบังเอิญ

อย่าง ไรก็ตามการวิเคราะห์เชิงบริบทนั้น เอเลี่ยนสาวอาจหมายถึงผู้รุกรานเพื่อเข้ามาล่อลวงแก่บุคคลในพื้นที่ให้เกิด อารมณ์ตัณหาที่พวกเขาไม่ได้คิดฝันแต่ทีแรก แต่กลับถูกเชื้อเชิญด้วยอารมณ์พิศวาสจนทำให้หนุ่มสก็อตติดกับหลงกลสาว สำเนียงผู้ดีที่ทำให้พวกเขาต้องพลาดท่าเสียทีจากสัญชาตญาณดิบของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการแทรกซึมของประเทศอังกฤษเพื่อทำให้สก็อตแลนด์ได้สิ่ง ที่พวกเขาพึงใจก่อนที่สิ่งนั้นจะเข้ามากัดกร่อนพวกเขาเองในภายภาคหลังด้วย แรงตัณหาของพวกเขาเอง

 

 

การ ได้ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน มารับบทเอเลี่ยนสาวที่ถูกส่งลงมาล่อลวงมนุษย์อาจถือว่าเป็นความเหมาะสมตาม ภาพลักษณ์ของเธอเองเลยก็ว่าได้ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่อาจกล่าวได้ว่าทำให้ชายหนุ่มทั่วโลกหลงใหลไม่ว่าจะใน บทบาทเซ็กซี่ด้วยหน้าอกหน้าใจอันคับแน่นหรือจะเป็นบทบาทในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดอย่าง Her ที่แม้จะมาเพียงแค่เสียง แต่ก็เป็นเสียงที่มีเสน่ห์ และก่อร่างสร้างความคิดไปถึงผู้หญิงที่สุดแสนเฟอร์เพ็กต์ จนอาจทำให้ผู้ชายฝันใฝ่และปรารถนาครอบครองแม้จะเป็นเพียงความฝันเฟื่องเล็ก น้อยก็ตาม

อย่างไรก็ตามการถ่ายทำโดยใช้วิธีการเยี่ยงกองโจรของผู้ กำกับ โจนาธาน เกลเซอร์ ในการติดกล้องไว้ในรถแวน เพื่อเก็บภาพบรรยากาศของบุคคลสัญจรไปมาตามท้องถนนที่รถแล่นผ่าน และแอบถ่ายกระทั่งผู้คนที่ถูกเรียกมาถามทางเพื่อจับภาพอากัปกิริยาแท้จริง ของบุคคลนั้นที่ไม่ได้มีสำนึกว่าตัวเองกำลังถ่ายหนังอยู่แต่อย่างใด ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกทางภาพที่เหมือนจริงในด้านความรู้สึก แต่มีลักษณะการใช้ภาพและเสียงที่ทำให้ภาพเหล่านั้นดูประหลาดเพื่อเป็นสายตา อันแปลกแยกของเอเลี่ยนสาวต่อโลกมนุษย์

กระนั้นก็ดีความเจ้าเสน่ห์ของ สการ์เล็ตต์กับเอลี่ยนสาวก็สอดคล้องไปด้วยกันได้ ถึงแม้ว่าความเป็นเอเลี่ยนสาวนั้นจะเป็นลักษณะนิ่งแข็งเย็นชาอาจเพราะการ สมาสตัวตนภายในกับร่างกายเปลือกนอกอันเป็นมนุษย์ยังคลุกเคล้าเข้ากันได้ไม่ ดีนัก คลับคล้ายว่าจะมีแต่ชุดคำสั่งที่รันโปรแกรมไว้ให้เธอต้องปฎิบัติการหว่าน เสน่ห์จากเรือนรูปกายและคำพูดฉาบน้ำผึ้งที่ทำให้ผู้ชายที่ถูกเชื้อเชิญ หลงใหลขึ้นสู่รถและนำไปสู่บ้านพักอันมืดมิดอย่างสมยอมแต่โดยดี

 

 

จะ ว่าไปการนำเสนอภาพเอเลี่ยนสาวเป็นไปในลักษณะของสายตาเพศชายที่มองเพศหญิง เป็นพรมแดนปริศนาอันลึกลับ ชวนสงสัย แต่ก็ดึงดูดใจ ได้อยู่เหมือนกัน ซึ่งในท่าทีแรกของเพศชายที่ตกเป็นเหยื่อนั้นเข้าใจว่าเธอเป็นผู้หญิงใจง่าย รักสนุก จนคิดว่าสามารถที่จะกระทำอะไรเธอได้อย่างสบาย แต่หารู้ไม่! ว่านี้เป็นดั่งโซ่ผูกตรมแห่งตัณหาที่มัดพวกเขาแต่โดยดี โดยพวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าแท้จริงนั่นเธอต้องการสิ่งใด คนที่ควบคุมเธอได้นั้นแท้จริงไม่ใช่พวกเขาแต่อย่างใด แต่กลับเป็นเพศหญิงในเรือนกายเอเลี่ยนสาว ที่แปลกแยกต่อการเป็นมนุษย์ และยังคงไม่ได้เรียนรู้ถึงการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ทำให้เธอจึงถูกจัดอยู่ในฐานะเพศหญิงที่ไม่ใช่หญิงแบบที่ผู้ชายเข้าใจ แต่เป็นเพศหญิงที่ไม่เกรงกลัวบารมีผู้ชาย และเป็นเพศหญิงที่เห็นว่าความสุขของการล่อลวงเพศชายให้ติดกับผลประโยชน์จาก การสูบชีวิตเป็นความสุขประหนึ่งความสุขล้นบรรยายของการร่วมเพศโดยที่ไม่ต้อง มีความสัมพันธ์ทางเพศใดๆ

ดังนั้นการตกลงในบ่อดำที่เป็นดังพิษภัยของ การล่อลวงจึงเหมือนการกระทำย่ำยีผู้ชายให้ไร้ความสมรรถภาพทางเพศ เป็นการหักดิบว่าสุดท้ายแล้วเพศชายที่มั่นอกมั่นใจว่าการมีองคชาติของพวกเขา ก็ทำให้เพศหญิงสยบยอมนั้นพวกเขาคิดผิด สังเกตจากฉากที่ผู้ชายเดินตามหลังเข้าไปหาเอเลี่ยนด้วยอวัยวะเพศชายที่ชูชัน ราวประหนึ่งอาวุธที่จ้องทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งด้วยเกมทางกามารมณ์ กลับกลายเป็นสิ่งนั้นเองที่ทำให้เขาต้องจมลงสู่บ่อแห่งความไร้สมรรถภาพ เป็นนัยยะที่บ่งบอกว่า เอเลี่ยนสาวที่ใช้เปลือกความเป็นมนุษย์เพศหญิงล่อลวงไปสู่คำถามของผู้ชายต่อ ผู้หญิงว่า “ผู้หญิงต้องการสิ่งใด” และความเชื่อเสมอมาว่าผู้หญิงต้องสยบยอมให้กับเจ้าโลกองคชาติ หรือองค์ชาตถูกเปรียบประหนึ่งของศักดิ์สิทธิ์นั้น เอเลี่ยนสาวในเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่ามิใช่ผู้ชายที่กำลังควบคุมเพศหญิง ด้วยองคชาตของพวกเขาแต่อย่างใด แต่ผู้หญิงเองต่างหากที่กำลังควบคุมองคชาตของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ

อย่าง ไรก็ตามรูปการณ์ไม่ได้ดำเนินไปง่ายๆแบบนั้นเพราะในขณะที่เอเลี่ยนสาวยังไม่ ใช่มนุษย์จนทำให้มีวิธีคิดที่ไม่ได้ตกอยู่ในปริมณฑลห้วงความคิดแบบมนุษย์ ทั่วไป แต่เมื่อสิ่งละอันพันละน้อยของโลกและความเป็นมนุษย์ของเขาเริ่มก่อร่างสร้าง ขึ้นมาเป็นรูปธรรม เปลือกนอกความเป็นมนุษย์(รูปกาย)ของเอเลี่ยนมันเริ่มกลืนความเป็นเอเลี่ยน ของตัวเธอเข้าไปอย่างช้าๆ เพื่อเริ่มสถาปนาตัวเองเป็นดั่งมนุษย์ขึ้นมาแทนที่และนั้นนำพาให้เธอพบสู่จุดจบแห่งการเป็นมนุษย์เพศหญิงที่ถูกย่ำยี

 

 

ทั้ง นี้ผู้เขียนยังคิดถึงประเด็นตัวตนเสริมเข้ามาได้ว่า สุดท้ายแล้วตัวตนที่เราสร้างขึ้นมาฉาบหน้าเราไว้นั้น มันทำให้อัตลักษณ์ภายในของเราสูญเสียความดั้งเดิมไปด้วยหรือไม่ ? เราเพียงสร้างหน้ากากที่เราแต่งแต้มสีสันอย่างสวยสดงดงามเพื่อกลบอัตลักษณ์ ภายในของเราไว้ได้จริงหรือ หรือเราควรจะตระหนักถึงหน้ากากเหล่านี้ว่ามันเป็นเพียงหน้ากากที่เราแค่ใส่ มาปลอมแปลมในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพื่อไม่ยอมให้หน้ากากมาดูดกลืนและกลายเป็นอัตลักษณ์ของเราอย่างแท้จริงไป ตลอดกาล

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่เอเลี่ยนสาวจะพบเจอมนุษย์ที่เป็นโรค หัวช้างนั้น เธอเองได้สะดุดล้มแล้วมีผู้ชายเข้ามาประคองช่วยเธอไว้มากมาย ซึ่งเป็นไปได้ว่าเธอเองก็เริ่มเข้าใจถึงความเอาใจใส่ของมนุษย์ด้วยกันเอง ก่อนที่เอเลี่ยนจะได้เรียนรู้บทเรียนอันมีค่าของการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่แตกต่างจากมนุษย์เพศชายที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้า แต่เป็นมนุษย์ที่มีความแปลกประหลาดและแตกต่างจากคนปกติในสังคม นั่นคือชายที่เป็นโรคหัวช้าง(อดัม เพียร์สัน) เขา อาจรู้ตัวได้ว่าเขาเป็นโรคที่น่ารังเกียจและไม่พึงปรารถนาต่อสังคม ดูได้จากบุคลิกของเขาที่มีลักษณะขี้กลัว ไม่ไว้วางใจบุคคลแปลกหน้า เก็บตัวเงียบ พูดเบา และไม่เชื่อว่าจะมีใครหน้าไหนมาสนใจเขาอย่างจริงจัง นี่ทำให้เอเลี่ยนสาวก็แปลกใจมิใช่น้อยเพราะแตกต่างจากเพศชายทุกคนที่เขาพบ เจอ และชายผู้นี้ก็แทบจะไม่เล่นด้วยกับตัวเขา แต่สุดท้ายเธอก็สามารถล่อลวงชายหัวช้างได้สำเร็จ เพียงแต่ความรู้สึกที่ล่อลวงชายผู้นี้ อาจแตกต่างและเริ่มมีมโนสำนึกเกิดขึ้นผ่านในจิตใจหรืออาจกล่าวง่ายๆว่า เอเลี่ยนเริ่มเรียนรู้ความเป็นมนุษย์เข้าเสียแล้ว

ซีนต่อมาหลังจากเอ เลี่ยนสาวได้ปล่อยตัวชายหัวช้างไปด้วยมโนธรรมบางอย่าง ถึงอย่างไรก็ตามเราจะพบว่าเขาก็ไม่อาจรอดเงื้อมมือบุรุษลึกลับสังกัดแก๊งค์ ซิ่งมอเตอร์ไซต์ที่เป็นเหมือนผู้ตรวจตราความเรียบร้อยของชาวเอเลี่ยนด้วยกัน ได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจหลังจากนั้นคือการที่เอเลี่ยนสาวได้พบกระจกและส่องสะท้อน อย่างเนิ่นนาน ก่อนที่เธอจะออกไปผจญกับหมอกขาว เป็นดังความคิดของการไม่อาจฝืนธรรมชาติได้ เธอก็วกกลับลงเดิน เสียงดนตรีที่เคยแปลกประหลาดก็มีความนิ่มนวลมากขึ้นจนทำให้อารมณ์เปลี่ยน แปลงไปจากหนังทั้งเรื่องทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง เสมือนว่าก่อนหน้านี้เป็นหนังศิลปะเชิงทดลอง แต่ช่วงต่อจากนี้เป็นหนังมนุษย์นิยมแบบทั่วไป มุมมองสายตาของเธอที่เราเคยเห็นในตอนต้นกลับตาลปัตรจนแลดูเหมือนว่าเธอเป็น หญิงสาวที่กลมกลืนความเป็นมนุษย์เข้าเสียแล้ว เธอเรียนรู้การขึ้นรถประจำทาง การกินอาหาร การฟังเพลง การดูทีวี และการมีความรัก เมื่อคิดเช่นนี้แล้วกระจกจึงมีนัยของการเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นเหมือนการสำรวจ ตรวจส่องตนเองได้เหมือนกัน ซึ่งสอดคล้องกับที่ ฌ้าคส์ ลาก็อง เคยกล่าวไว้ในแนวคิด ขั้นกระจก (Mirror Stage) ที่หมายถึงระยะที่เด็กในวัยราว 18 เดือนจนไปถึง 10 ปี เริ่มเรียนรู้สัญลักษณ์ต่างๆ ของสังคม เริ่มเรียนรู้มารยาทสังคม เด็กจะเริ่มถูกขัดเกลาจากสังคม นอกเหนือจากการถูกอบรมทางสังคมแล้ว การส่องกระจกของเด็กยังหมายถึงว่า เด็กเริ่มเรียนรู้ร่างกายของตนเองว่า มีภาระหน้าที่อะไรบ้าง เช่น มือ เอาไว้รับประทานอาหารเอง เป็นต้น

 

 

ทำ ให้การส่องกระจกของเอเลี่ยนสาวจึงเป็นนิมิตรหมายว่าเธอเองได้สมานรวมเอา เปลือกนอกของความเป็นมนุษย์ซึมซาบฝังทับอัตลักษณ์ความเป็นเอเลี่ยนของเธอ แล้วแทบหมดสิ้นจากซีนแก้ผ้าต่อหน้ากระจกเงาและสอดส่องมองตัวเองผ่านสรีระ มนุษย์อย่างใคร่รู้ นอกจากนั้นซีนที่เธอเดินทางไปกับผู้ชายที่คอยช่วยเหลือเธอ ทั้งการอุ้มข้ามแอ่งน้ำเล็กๆ ที่แสดงถึงความเสียสละของเพศชาย การพาไปในสถานที่เก่าแก่มีบันไดถี่ชันที่เธอแสดงถึงความหวาดกลัว คล้ายเด็กที่กำลังเรียนรู้เพื่อเติบใหญ่ กระทั่งได้เรียนรู้ถึงความรักระหว่างเธอและชายเจ้าของบ้าน จนเลยเถิดกลายเป็นความสัมพันธ์ทางเพศ ขณะที่เขาพยายามจะเริ่มต้มการมีสัมพันธ์กัน เธอก็ต้องตระหนกตกใจฉุดลุกฉุดนั่งโดยทันที พร้อมเอาโคมไฟสาดส่องไปยังเขตสงวนของเพศหญิง ซึ่งเป็นไปได้ว่า เธอเองยังไม่รู้จักอวัยวะภายในส่วนนี้ของเธอดีนัก หรืออาจเพราะมัน ทำให้เธอกลับมาตระหนักถึงความเป็นเอเลี่ยนของเธออีกครั้งหนึ่ง เพราะการทิ่มแทงเข้าสู่ร่างกายเธอก็หมายถึงการทำร้ายเปลือกนอกที่ไม่จีรัง ยั่งยืน จนทำให้เธอตกอยู่พรมแดนปริศนาระหว่างคำถามที่ว่า เธอเป็นมนุษย์หรือเป็นเอเลี่ยนกันแน่ ?

แม้สุดท้ายหนังจะนำพาไปสู่จุด จบว่า มนุษย์เพศหญิง ที่อยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางป่าเขา จะเป็นอันตรายในฐานะวัตถุทางเพศให้ผู้ชายปู้ยี้ปู้ยำ ซึ่งแตกต่างจากการเป็นเพศหญิงในบริบทที่แตกต่างในตอนต้น จนอาจจะกล่าวได้ว่า การเรียนรู้การเข้าสังคมในฐานะมนุษย์เพศหญิงนั้นทำให้เธออ่อนแอลง และการเป็นเพศหญิงที่ยังไม่ได้เรียนรู้กระบวนการทางสังคม เปรียบเทียบกับเพศหญิงที่ได้เรียนรู้กระบวนการทางสังคมแล้ว ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฉะนั้นหนังเรื่องนี้จึงได้ตั้งคำถามประเด็นความเป็นเพศหญิง(Feminist) ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ในตอนจบของหนังโดยทันที

ทั้งหมดทั้งมวลที่เราได้ซึมซับรับผ่านจากการรับชม Under The Skin ไม่ว่าจะเป็นในทิศทางใดทิศทางหนึ่งทั้งการเสพภาพเสียงเสมือนหนังศิลปะชิ้น หนึ่ง หรือการดูเอาเรื่องเพื่อการเข้าใจเหมือนหนังที่คุ้นชินทั่วไป กระทั่งการวิเคราะห์ตีความหาสาระหรือประเด็นของเรื่อง ที่ผู้เขียนพยายามแสดงให้เห็นว่า มันก็ยังแตกแขนงไปได้ด้วยสายตาแตกต่างของผู้รับชมที่มีต่อมัน ทั้งนี้ผู้เขียนใช้สายตาหลากหลายทั้งประเด็นที่ตีกันขัดง้างกันไร้ข้อสรุป โดยไม่แท้ชัดว่าสุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งแท้จริง ผู้กำกับต้องการสื่ออะไร? อะไรคือความงุนงงสงสัย ? อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังที่มีระเบียบของมัน ? ทั้งหลายเหล่านี้อาจมีจริงอยู่ได้แต่เราจะค้นหามันได้อย่างไรกันเมื่อเราไม่ ใช่ผู้วิเศษแต่อย่างใด หรือเราต้องฝืนทนยอมรับกันแล้วว่า สุดท้ายมันไม่มีอะไรเลยที่เป็นหนึ่งเดียว มันมีแต่ความหลากหลายที่ผสมรวมเข้าด้วยกัน เฉกเช่น ความเป็นเอเลี่ยนและมนุษย์ที่ผสมกันจนสุดท้ายเราไม่แน่ชัดว่าเธอเป็นใคร หรือเธออาจไม่ได้เป็นอะไรเลย เช่นเดียวกันกับประเด็นที่ผู้เขียนพยายามสรรหาตีความออกมาทั้งประเด็นเชิง บริบท จิตวิเคราะห์ เพื่อสร้างสมดุลของเหตุผลให้กับตนเอง

อย่างไรก็ ตามต่อให้เราจะพยายามค้นหาความหมายต่อตัวหนังเพื่อสร้างเหตุผลทางความหมาย ให้กับตัวเราเองมากเท่าไหร่ เรากลับพบว่ามันไม่เหลืออะไรที่เป็นความจริงอยู่เลย มันสามารถเป็นอะไรก็ได้อย่างที่เราอยากให้มันเป็น ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะผู้กำกับรังสรรค์หลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาในหนัง เรื่องนี้แล้วปล่อยให้มันคลุกเคล้าด้วยกันอย่างหลากหลายก็เป็นได้ จนสุดท้ายถ้าออกเดินทางตามหาสิ่งที่หลงเหลือและแท้จริงในตัวภาพยนตร์เรื่อง นี้เพียงเดียว ก็อาจจะเป็นเพียงแค่แสงจากเครื่องฉายที่ตกกระทบเข้ามาสู่นัยน์ตาเรา แสงเหล่านี้ที่เข้าไปโลดแล่นให้เกิดมายาภาพในหัวของเรา และเสียงที่ได้ยินจากคำพูดในตอนต้นของสการ์เล็ตต์ที่ว่า

Film Film Film Film Film Film

 

คะแนน 8.5/10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ