Once Upon a Time in Shanghai

การที่หนังดึงเอกลักษณ์ของบรูซ ลี หรือภาพจำของบรูซ ลี มาขึ้นจออีกครั้งมันเป็นความสำคัญมาก เพราะมันทำให้เราตระหนักได้ว่า บรูซ ลี คือ ภาพของวัฒนธรรมป๊อบคัลเจอร์แบบหนึ่งที่โอนถ่ายไปตามวัฒนธรรมต่างๆ หรือหนังต่างๆ ในเชิงล้อเลียน (Parody) หรือการอ้างอิงภาพ (Patiche) ตั้งแต่หนังทารันติโน่ไปจนถึงโฆษณาดีแทคปิดมือถือตัวล่าสุด

หนังเรื่องนี้เป็นการคารวะโดยการสร้างเอกลักษณ์ บรูซ ลี ขึ้นมาให้ปรากฎในร่างคนอื่น ก่อนจะมีการดีไซน์คิวบู๊ให้เหมือนกัน บรูซ ลี ซึ่งสำหรับคนทั่วไปที่เกิดไม่ทันหรือไม่เคยดูหนัง บรูซ ลี มาก่อนเลยก็ใช่ว่าจะไม่อินกับภาพเหล่านี้ เพราะอย่างที่บอกไปว่า บรูซ ลี คือ ภาพของวัฒนธรรมป๊อบคัลเจอร์แบบหนึ่ง ที่แม้เราจะไม่รู้ว่าภาพนั้นคือใครหรือมีที่มาอย่างไร แต่เรากลับจดจำภาพนั้นได้เพราะถูกการผลิตซ้ำจากวัฒนธรรมร่วมสมัย เหมือนที่เด็กรุ่นใหม่ยังรู้จัก มาริลิน มอนโรล ,จอห์น เลนนอน, ฮิตเลอร์, เหมา เจ๋อ ตุง โดยถูกสังคมร่วมสมัยปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมไป แล้วภาพจำลองของบุคคลเหล่านี้ก็สำคัญต่อการจดจำของเราได้มากกว่าบุคคลจริงๆหรือกล่าวกันง่ายๆว่าเพราะมีการจำลองภาพเหล่านี้ซ้ำๆจากสังคมร่วมสมัยทำให้บุคคลผู้นั้นกลายเป็นอมตะไป เพราะภาพเหล่านั้นมันยังวนเวียนอยู่มโนสำนึกพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่าภาพเหล่านั้นเป็นใคร หรือมีประวัติอย่างไรเลยก็ตาม

ต่อมาสิ่งที่เราคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าสนใจคือ การที่บอกชัดเจนว่าหนังเกิดที่ เซี่ยงไฮ้ปี 1930

ทาง ปวศ. เราว่าเซี่ยงไฮ้มันเป็นเมืองที่มีจุดเด่นตรงที่เป็นศูนย์กลางที่รวมหลากวัฒนธรรมและเป็นที่ๆคนจีนชนบทจนๆก็อยากไปเพราะคิดมาเมืองแห่งนี้จะทำให้ตัวเองร่ำรวยได้ คล้ายๆ กับการที่คนตจว.อยากมาทำงานในกรุงเทพ หรือคล้ายการที่ทุกคนก็อยากไปแสวงหาอิสระภาพในดินแดนอเมริกา ยิ่งการที่หนังบอกว่าอยู่ปี 1930 ซึ่งเป็นปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แน่นอนมันเป็นช่วงเวลาที่ที่มืดหม่นมากเพราะนาซีเรืองอำนาจ (ญี่ปุ่นก็เป็นฝ่ายเดียวกันกับนาซี)

และทางปวศ.ภาพยนตร์ในช่วงเวลาที่มืดหม่นนี้มันก็เกิดสไตล์หนังที่เรียกว่า Expressionist ที่ต่อมาแยกย่อยกลายมาเป็น หนังสยองขวัญ และ ฟิล์มนัวร์ และคราวนี้เราก็เห็นว่าหนังเรื่องนี้แม้จะอยู่ในตะวันออกแต่เราสามารถใช้ชุดประวัติศาสตร์เดียวกันกับตะวันตกเข้ามาจับได้พอดิบพอดี จนตอนเราเริ่มรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันพร่าเลือนระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกในแง่ของสไตล์ภาพยนตร์และประวัติศาสตร์ทางสังคม โดยเอาวิชากังฟูเป็นที่ยึดเหนี่ยว มันทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษมากกว่าหนังตะวันตกในแบบฟิล์มนัวร์

(หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงฟิล์มนัวร์มากทั้งความเวิ้งว้างของสังคม ความดำมืด และสีภาพที่ถูกย้อมให้หม่น การแต่งตัวที่มีความเอเชียเข้ากับความเป็นฝรั่ง ทำให้ผู้ชายใส่สูทและสวมหมวก ไม่ต่างอะไรจากเสื้อโค๊ทและหมวกสักหลาดในเอกลักษณ์หนังฟิล์มนัวร์ รวมถึงควันบุหรี่ฟุ้งลอย แถมตามท้องถนนก็ยังปกคลุมไปด้วยหมอกจางจนทำให้มันได้บรรยากาศ นัวร์ ประหลาดล้ำลึกและน่าสนใจ)

อย่างไรก็ตามหนังก็ยังคงรสของหนังฮ่องกงกำลังภายในที่ทำให้นึกถึงพี่น้องร่วมสาบาน หรือเจ้าพ่อที่มาเป็นเพื่อนรักกับพระเอกที่แม้จะเป็นคนเลวแต่ก็มีความเป็นคนดี (การพร่าเลือนระหว่างคนเลว-ดี นี่มัน ฟิล์มนัวร์มาก) และการตะเกียกตะกายทางชนชั้น

ทั้งหมดนี้ทำให้เราไม่แน่ใจว่าสุดท้ายที่หนังปัจจุบันเรื่องนี้กลับไปคารวะบรูซ ลี และไปเล่าบริบทปี 1930 ก็ยิ่งทำให้เกิดการอ้างอิงถึงสิ่งต่างๆอย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว จนไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้เป็นตะวันตกที่พูดถึงกังฟู หรือเป็นหนังกังฟูที่ได้อิทธิพลมาจากต้นกำเนิดหนังมาจากตะวันตก

นี้ยังไม่รวมสไตล์ของหนังเรื่องนี้ ที่มันมีความเยือกเย็น และอาจจะถึงขั้นขโมยสไตล์ของหว่อง การ์ ไว แบบ The Gransmaster (อาจจะไม่ได้ขโมยแต่เรานึกถึง) รวมทั้งหลายครั้งก็มีการใช้แอคชั่นลองเทค เข้ามาผสมโรงด้วย

จนเราไม่รู้จะนิยามหนังเรื่องนี้ว่าอย่างไร

เพราะมันทั้งให้เรารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันหล่อรวมเป็นสิ่งเดียวกันไปหมดทุกภาคส่วน ตั้งแต่

ตะวันตกผสมตะวันออก
ฟิล์มนัวร์ – กังฟู -หนังเจ้าพ่อฮ่องกง
และสไตล์แอคชั่นกระแสหลัก คือ ลองเทค ปะทะกับสไตล์แอคชั่นกระแสรองหรืออาร์ตเฮ้าส์ คือ The Granmaster

หรือจะภาพของบรูซ ลี ถอดเสื้อ กับรอยบาดแผล ซึ่งทำให้เราเผลออุทานออกมาเพราะมันเป็นช่วงสุดท้ายของหนัง และฉากนั้นมันเป็นก็พีคที่สุดแล้ว

หนังเรื่องนี้มันคือที่หล่อรวมทุกสิ่งทุกอย่างเสมือนว่าโลกนี้ไม่มีเอกลักษณ์ใดๆหลงเหลืออีกแล้ว เหลือเพียงภาพจำลองซ่้ำๆว่าเราจดจำอะไรจากที่ไหนซะมากกว่า

 

คะแนน 8 /10

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ