ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต

W (ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต, ๒๕๕๗)

– การที่หนังเลือกนำเสนอเด็ก 3 คน 3 ประเด็น 1.เรียนในสิ่งที่ไม่ได้รัก 2.การถูกคาดหวังการเรียนจากแม่ และ 3. ความรัก ก็แทบครอบคลุมประเด็นในวัยนักศึกษาได้หมดแล้ว

– หนังเล่าด้วยท่าทีเรียบง่าย ทำทุกอย่างให้ดูมินิมอล แล้วค่อยๆจับภาพของตัวละครอย่างตรงไปตรงมา เปิดเผยความรู้สึกอย่างทีละเล็กละน้อยเพื่อให้เราค่อยๆเข้าไปในโลกของตัวละคร ซึ่งเราจะสัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละคร มีเลือดเนื้อเชื้อไข ไม่ต่างจากเรา นั่นทำให้เราสัมผัสได้รู้สึกได้ และมีอารมณ์ร่วมไปกับคำพูดเล็กๆน้อยๆ เพราะรู้สึกว่าคนที่เรากำลังดูอยู่นั้นก็ไม่ต่างจากเพื่อนเรา หรืออาจถึงขั้นเป็นภาพสะท้อนในใจของเราบางส่วนออกมา ไม่ว่ากำลังจะประสบภาวะอารมณ์นี้ หรือเป็นภาวะความทรงจำของตัวเราที่เคยผ่านพ้นมาแล้วก็ตาม

– แล้วหนังก็ใช้ฟอร์มการนำสนอในสภาวะเรียบนิ่ง ใช้ภาพของสระว่ายน้ำ ใต้น้ำ หรือใช้ภาพมุมมองของตัวละคร(POV.)หลายครั้ง ที่เป็นสายตาทอดยาวไปยังสระน้ำบ้าง ถนนบ้าง และแม่น้ำบ้าง ซึ่งเราว่าน่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนกับภาวะที่เรามองเห็นทางข้างหน้าได้ไกลๆ แต่เราไม่สามารถไปอย่างรวดเร็ว เพราะเรากำลังติดอยู่ในปัจจุบัน ที่กระอักกระอ่วนใจ สอดคล้องไปกับความเนิบช้า ของการเล่าเรื่อง การถ่ายภาพจับตัวละคร ดีเลย์คัทในหลายๆซีน ทำให้ตัวละครติดอยู่กับว่างเปล่า การใช้ภาพระยะไกล ที่ทำให้ตัวละครเป็นเพียงเศษส่วนเล็กๆของบรรยากาศก็ใช้ขับเน้นจุดนี้ออกมาได้อย่างดี เป็นสภาวะที่เรารู้สึกไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่เรามีแต่ความอึดอัด กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

– แต่ที่เหนือความคาดหวังกว่านั้นคือการที่หนังสามารถสอดแทรกความตลกขบขันเข้ามาได้ไม่คาดคิด ทั้งการทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่าง น.ศ. ที่พูดภาษาอังกฤษเก่ง และไม่เก่ง ทำให้กลายเป็นความตลกในแบบที่เราก็ไม่อยากตลกของตัวละคร รวมทั้งมุกตลกกวนๆของตัวละครผู้ชายซึ่งเป็นคำพูดกวนๆทั่วไป ที่เราพบเห็นอยู่ประจำ แต่กลับสร้างความขบขันขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาดใจ

– ทั้งหมดทั้งมวล W จึงเป็นหนังวัยรุ่นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมันเล่าด้วยภาวะอารมณ์ที่เป็นจริง ไม่ได้แต่งแต้มสีสันและทำให้ชีวิตตัวละครมีความพิเศษใดๆ แถมยังให้ตัวละครธรรมดาๆ คล้ายคลึงกับความเป็นมนุษย์แบบเรา และสภาวะความรู้สึกแบบนี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจ การดำรงอยู่ และตัวตนของวัยรุ่นที่ต้องเปลี่ยนผ่านเข้าไปสู่ระดับอุมศึกษา ซึ่งหนังยังทำให้เราเกิดการตั้งคำถามต่อไปถึงระบบการศึกษาระบบการแอดมิชชั่น รวมทั้งระบบการศึกษาในระดับ ม.ปลายด้วยว่า การที่เด็กไม่สามารถค้นหาว่าอยากเรียนอะไร หรือมีความสนใจด้านหนึ่งด้านในเฉพาะ (พูดในกรณีที่เด็กที่ไม่มีใครแนะนำ/บังคับ หรือเป็นวัยรุ่นที่มีอิสระจากผู้ปกครองในการเลือกเรียนอะไรก็ได้ แต่สุดท้ายตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร) เป็นผลจากการเรียนในระบบคอกเรียนที่ทำให้เด็กเป็นเหมือนกันทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งทำให้เมื่อถึงว่าเวลาแยกออกจากคอกหลัก ก็กลายเป็นต่างคนต่างแตกกระเจิงและพลัดหลงเพราะไม่รู้ว่าตนเองจะไปสู่ทิศทางไหนดี ซึ่งเราว่านี่ก็เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่น่าสนใจ จากการทีเคยมีประสบการณ์ผ่านมา รวมกับประเด็นที่ W นำเสนอ มันจึงเป็นหนังที่ดี ที่เด็กที่กำลังเข้าสู่มหาลัยควรดู เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองดีที่สุด เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ภาวะกระอักกระอ่วนใจแบบนี้ หรือถ้าใครที่กำลังอยู่ในภาวะอารมณ์เช่นเดียวกันกับตัวละคร การได้เสพย์ผลงานเรื่องนี้ก็อาจคิดค้น ตรวจสอบตัวเอง และชำระจิตใจ เพื่อกลับไปตั้งหลักในชีวิตจริงๆของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

 

———————บรรทัดนี้สำหรับคนดูแล้ว——————————
– เอาเข้าจริงๆ เราว่าหนังนำเสนอประสบความสำเร็จและเรารู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้แล้วจากการเน้นการเสนอทางด้านรูปแบบ เพียงแต่รู้สึกว่าในบางครั้งและหลายครั้งหนังลากอารมณ์ยาวๆ จนเกินความจำเป็น ซึ่งทำให้รู้สึกว่า ในแต่ละซีนมันได้อารมณ์เดียวกัน เหมือนกันไปเรื่อยๆ ซ้ำๆ กลายเป็นความจำเจทางความรู้สึก แม้ว่าหนังจะมีฉากทีเด็ดในช่วงท้ายที่เป็นการมองทาจสลับ 3 ตัวละคร ให้เกิดผลอารมณ์เพื่อขับเน้นความกระอักกระอ่วนใจของตัวละคร ความว่างเปล่า คล้ายการที่อยู่บนหลุมโคลน จะเดินหน้าก็ไม่ได้ กลับหลังก็ไม่มีแรง ซึ่งฉากนี้เป็นทำให้หนังมีพลังรุนแรงในการสื่อสารได้อย่างดี ซึ่งสำหรับนั้นคือไคลแม็กซ์ของหนัง และกำลังนำไปสู่ตอนจบ แต่หนังก็มีเหมือนยังกลับมาวนๆ อยู่กับอารมณ์เดิมก่อนหน้าไคลแม็กซ์ ก่อนที่จะหาที่ทางปิดฉาก ซึ่งแน่นอนไม่ได้นำไปสู่บทสรุป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะชีวิตจริงก็ไม่ได้มีบทสรุปใดๆ และหนังก็ไม่ได้หยิบยืมมือใคร นอกจากปล่อยให้ตัวละครต้องเรียนรู้ในการอยู่กับชีวิตของตัวเองต่อไป ซึ่งอยู่กับความเป็นจริงมาก และหนังก็จบลง นั่นหมายถึงตัวละครก็ยังไม่สามารถหลุดจากวังวนแห่งความอึดอัดได้เหมือนเดิม หรือถ้าทำได้ก็อาจจะต้องเจอสิ่งใหม่อยู่เรื่อยๆไป

 

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ