The Wind Rises

นอก จากความฝัน จิโร่ ที่ต้องการออกแบบเครื่องบินที่สวยงามแล้ว การเปลี่ยนจากความฝัน(นามธรรม) ทำให้ความฝันกลายมาเป็นเครื่องบิน(รูปธรรม) โดยผ่านอาชีพวิศวกร ไม่ต่างกันกับ ภาพยนตร์ที่ตัวมันคล้ายฝันที่ต้องการให้เรื่องราวอะไรก็ตามในความคิด โลดแล่นบนจอภาพยนตร์ผ่านอาชีพนักสร้างภาพยนตร์

ดังนั้น ฮายะโอะ มิยาซะกิ ในการสร้างอนิเมชั่นสักเรื่องก็ไม่ต่างจากนักวิศวกร (ถ้าดูจากการผลิตงาน ระหว่างการออกแบบให้กลายเป็นเครื่องบินจริงๆ กับ การสร้างอนิเมะชั่นสักเรื่องตั้งแต่เริ่มต้นวาดภาพจนออกมาเป็นภาพยนตร์)

จน อาจกล่าวได้ว่า ความฝันของจิโร่ ในการเป็นนักออกแบบเครื่องบิน กับ การสร้างภาพยนตร์ของ มิยาซะกิ เป็นความฝันที่มีโมเดลซ้อนทับกัน และ The Wind Rises มีอะไรที่ซ้อนทับระหว่างโมเดลเหล่านี้มากมายระหว่างเรื่องที่ถูกเล่าบนจอ ที่เป็นความคิด ความทรงจำ ความฝัน ของ มิยาซะกิ เอง ที่มันระเหิดแต่ไม่หายอยู่ในเรื่องเล่าThe Wind Rises

ความฝัน ความคิด และความทรงจำทั้งหลาย มันจึงเหมือนลมใน The Wind Rises ที่เราต้องตระหนักเข้าใจถึงมันทั้งหมด และขุดขึ้นมาออกมา เป็นการล้วงลึกเข้าไปถึงสภาพความคิดของตนเอง เป็นความทรงจำที่ไม่ใช่ความทรงจำซะทีเดียว เพราะเราไม่ได้นิ่งดูดายต่อความทรงจำของตนเอง แต่ไปหยิบจับขยับออกมาให้ความทรงจำ(นามธรรม) ทำให้กลายเป็นภาพยนตร์(รูปธรรม)

อีกทั้งลมแรงซึ่งเปรียบเหมือนทุกสิ่ง ทุกอย่างที่พัดเข้ามาให้เรากลายเป็นเรา ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ เศร้า ไม่ว่ามันจะพัดออกไป และพัดเข้ามา วนเวียน ล่องลอย คล้ายกับเครื่องบินกระดาษที่จิโร่ โยนมันออกไป ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะไปหยุด หรือหล่น ณ ที่ใด เพราะต้องอาศัยแรงลมช่วยในช่วงเวลานั้น เพียงแต่เมื่อสิ่งนั้นมันลอยเข้ามาหาเรา เราเพียงแค่จับให้มั่นที่สุดเท่านั้น

ลมจึงกลายเป็นสิ่งที่มันพัดพา ล่องลอยอย่างอิสระ มันเป็นเรื่องของโชคชะตา ที่นำพาเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว คล้ายกับเหตุการณ์ในชีวิตของเรา ที่โอกาสในชีวิตพัดพาเข้ามาให้เราต้องดำรงอยู่เพื่อวันข้างหน้าต่อไป ลมจึงพัดนำพาเราไปสู่วันคืนใหม่ๆของวันรุ่ง และยังพัดพาลมเก่าๆของวันวานกลับมาเผชิญอีกครั้ง ในความหมายของความทรงจำ

ดังนั้น The Wind Rises จึงเปรียบเป็นลมที่พัดพาหวนคืนความทรงจำของ ฮายะโอะ มิยาซะกิ ทั้งหมดตลอดชีวิต

หรือในแง่บริบท The Wind Rises ยังเป็นลมความทรงจำของประเทศญี่ปุ่นที่ถูกพัดพาให้กลายเป็นญี่ปุ่นอย่างเช่นทุกวันนี้

และ นี้คือหนังที่ผสมระหว่างความเป็นตัวตนของวิศกรออกแบบสตูดิโอจิบลิ (ซึ่งชื่อจิบลิ ก็มาจากชื่อของเครื่องบินรบอิตาลี) ในการดำเนินตามความฝันของตนเอง

หรือความเป็นประเทศญี่ปุ่นเองที่ต้องการเดินไปสู่ประเทศมหาอำนาจของโลก

แม้สุดท้ายความฝันที่สวยงามเหล่านั้นจะต้องดำเนินไปสู่จุดที่พบความจริงที่ว่า

ความฝันไม่อาจอยู่เป็นความฝันที่สวยงามในความเป็นจริงได้ตลอดไป

เพราะ ความฝันในการสร้างภาพยนตร์ของ ฮายะโอะ มิยาซะกิ ก็มีวันหมดลง ไม่ว่าจะเป็นความแก่ชราหรือพบความจริงว่าความฝันของตนเองนั้นก็มีความโหด ร้าย

หรือความฝันของนักบินที่พบว่าเครื่องบินที่อยู่ในความฝันของตนเอง เป็นเพียงเครื่องมือที่นำไปสู่การประหัตประหารแแห่งความตาย

ไม่ ว่าจะเป็นนักฝันกันอย่างไร คงจะมีสักวันที่ฝันของเราต้องแห้งหาย อยู่ที่ว่าในเวลาที่เราฝันนั้น เราได้ใช้ช่วงเวลากับความฝันกับมันอย่างไร

ลม ที่แรง เราจึงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเมื่อวันที่หมดลม หรือลมหมดไป บางสิ่งบางอย่างก็จะปรากฎเด่นชัดจนเราไม่อาจแน่ใจ ว่านั่นคือ ความฝันที่สวยงามของเราแล้วหรือไม่

เมื่อลมพัดมาทำให้เราเข้าใจว่า ฝันของเรายังสวยงามอยู่เสมอ

แม้จะรู้ว่าเป็นเพียงแค่ฝันก็ตาม !!!

————————————————

ตอนเราดู The Wind Rises จบ เราคิดว่ามีประเด็นหนึ่งเจ๋งมากเลย เพราะหนังเชิดชูความฝันของจิโร่ และทำให้เห็นว่าความฝันของจิโร่ สุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็นความฝันที่สวยสดที่งดงามเหมือนในฝัน แต่เป็นความฝันที่ทำให้มันกลายเป็นสิ่งเลวร้ายในชีวิตจริงได้ หรืออาจพูดได้ว่า ประเด็นของเรื่อง มันลักลั่นกัน ซึ่งนี้แหละมันทำหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะหนังไม่ได้วางตัวเองจะอยู่ฝ่ายไหนระหว่าง ความฝันที่สวยสดงดงามและโลกสวย ซึ่งเราอาจแทนด้วยความหมายหลายอย่างในตัวเรื่อง คือ ได้ทำตามความฝัน อยากให้ญี่ปุ่นที่เดินตามหลังฝรั่งแซงกลายเป็นมหาอำนาจของโลก ซึ่งในตอนนั้นคือเหตุการณ์ก่อนสงครามโลก แต่ในขณะที่ความฝันดำเนินไป ตัวหนังก็คลี่คลายให้เห็นเทียบเคียงกับปวศ.ว่าสุดท้าย ญี่ปุ่นที่ต้องการพัฒนาเพื่อเอาชนะฝรั่งจนลืมความเรียบง่ายของตนเอง เพราะมองแต่การพัฒนา โดยการประยุกต์ความฝรั่งเข้า (เครื่องบินโลหะแบบเยอรมัน) สุดท้ายเมื่อทำสำเร็จคือ ตามทันแล้ว แต่ไอสิ่งสวยงามเหล่านี้ก็กลายเป็นเครื่องมือของสงครามได้ ซึ่งนำพาให้ตัวเองกลับไปสู่จุดที่เรียกได้ว่าล้าหลังกับฝรั่งเพราะโดนทิ้งบอมบ์ มันทำให้เห็นว่าสุดท้ายแล้ว ความฝันของจิโร่ ความฝันของญี่ปุ่น ที่จะต้องทำให้สำเร็จ ก็ต้องสลายและต้องมาเดินหน้านับหนึ่งใหม่ ทุกอย่างถูกรีสตาร์ทใหม่หมด

หนังจึงไม่ได้วางตัวเองว่ากำลังต่อต้านสงครามหรือกำลังเห็นด้วยกับสงครามในแบบชาตินิยม แต่มันคือมุมมองของการตกผลึกของคนๆหนึ่งที่มองต่อเรื่องราววความฝัน ต่อเรื่องสงคราม เพื่อทำให้เห็นว่า เส้นแบ่งระหว่างความสวยงามกับความเลวร้ายมันอยู่ใกล้กันมาก (มากจนเกินไป) แถมด้วยท่าทีซื่อตรงของ จิโร่ ที่เป็นตัวแทนของคนญี่ปุ่นในสมัยนั้นมันก็ทำให้เห็นว่าการที่เขาออกตามหาทำตามความฝันก็ทำให้เขาสูญเสียอะไรไปอยู่เหมือนกัน

สำหรับหนังมันจึงทั้ง เทิดทูนความฝันและจิกกัดความฝันไปพร้อมกัน และทำให้เห็นว่าการที่มีคนๆหนึ่งที่เดินตามหาความฝัน แต่เมื่อพบความจริง มันมีหลายสิ่งที่จางหายไปกลายเป็นเพียงสายลม

หนังจึงวางตัวได้ลักลั่น(น่าตบ)ในหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการที่ให้คนญี่ปุ่นพูดเรื่องชาตินิยมที่ต้องการพัฒนาเข้ามาแบบโต้งๆ หรือให้คนฝรั่งพูดว่าญี่ปุ่นก็มีดีแบบเรียบง่ายแล้ว หรืออะไรหลายอย่างๆ ที่มันทำให้ความรู้สึกไม่ไปสักทาง มันคลุมเครือ ซึ่งอาจสะท้อนภาวะของความรู้สึกทั้งอดีตและปัจจุบันของคนญี่ปุ่นได้ดีว่า จุดยืนเราอยู่ตรงไหน ระหว่างอัตลักษณ์ตัวเอง หรือ การพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก แถมหนังยังใช้เรื่องความรักที่ทำให้เรารู้สึกว่า จิโร่ดูรักภรรยาน้อยไปกว่าที่จะเป็น บางคนก็พยายามใช้สายตาแบบผู้มีปัญญาปัจจุบันว่า หนังเหยียดเพศหญิงเสียด้วยซ้ำ โดยหลงลืมไปว่า ท่าทีอะไรที่หนังกำลังสร้างความรู้สึกให้ผู้ชมออกมา การที่จิโร่ละเลยความรักของฝ่ายหญิงโดยมุ่งมั่นตามหาแต่ฝัน นำพาให้เขาต้องพบเจออะไร

จริงๆหนังมันมีท่าทีของผู้ว่างเปล่า ไร้การยึดติดต่อสิ่งใด ดั่งที่ใช้สายลมเป็นตัวบ่งบอกสารหลัก ของเรื่อง ซึ่งหนังแบบนี้ไม่ใช่ว่า ใครจะทำได้ง่ายๆ ถ้าไม่ได้เรียนรู้ชีวิตมาดีพอ มีประสบการณ์มากมายพอ มันมีความเป็นหลากหลายในเรื่องที่มันจะเล่าซึ่งนี้ทำให้ถูกวิพากษ์ได้ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม

ความงดงามของหนังเรื่องนี้คือมันทำให้เรามีความหวังต่อชีวิตแต่ความหวังนั้นก็อาจทำลายเราไปได้พร้อมกัน คือ มันทั้งให้เราเห็นความสวยงามของฝัน แต่ อีกด้านมันก็โครตๆๆๆเจ็บปวดในความฝันนั้นเลย

นี้จึงเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกในลักษณะอัดอั้นมาก

 

คะแนน 8/10

ประเมินงานเขียนให้หน่อยนะครับ